นโยบายใจตรงกัน ‘ภูมิใจไทย – เพื่อไทย’ จับตาการหลอมรวมสู่นโยบายรัฐบาลอนุทิน2
ใกล้ได้เห็นกันแล้วกับหน้าตาคณะรัฐมนตรีของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ด้วยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย โดยคาดว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงเดือนเมษายน นี้ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการหารือของพรรคร่วมรัฐบาลถึงแนวนโยบายที่จะนำพาประเทศไปให้ถูกทิศ ท่ามกลางสารพัดปัญหารอให้แก้ไขอย่างเร่งด่วนในเวลานี้
ความสอดคล้องไปกันได้ของนโยบายพรรค เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้นโยบายรัฐบาลเป็นเอกภาพและได้รับความร่วมมือในการจับมือร่วมกันทำงานเป็นรัฐบาลไปอีก 4 ปี
The Active รวบรวมนโยบาย 2 พรรคที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2569 ซึ่งได้ประกาศบนเว็บไซต์ของพรรคและจากเอกสารนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณที่พรรคการเมืองส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จาก 16 นโยบายหลัก 54 โครงการ/มาตรการของพรรคภูมิใจไทย และ 65 นโยบายหลัก 153 โครงการ/มาตรการของพรรคเพื่อไทย พบว่ามีส่วนที่ตรงกันหรือมีความคล้ายคลึงกันรวม 18 เรื่อง
แก้หนี้ – กระตุ้นใช้จ่าย เอาใจประชาชน
นโยบายเรือธงอย่าง ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่สร้างความนิยมให้อนุทินในคราวดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก หยิบมาสานต่อในการเลือกตั้งครั้งนี้ภายใต้นโยบาย ‘คนตัวเล็กตัวน้อยพลัส’ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่เอาด้วย แต่ขอเหนือกว่าเพราะมาแบบ‘ยิ่งกว่าพลัส’ ที่เพิ่มสัดส่วนที่รัฐจ่ายมากกว่าครึ่ง เป็น 70% ของการใช้จ่าย
การแก้ไขปัญหาหนี้สินมีความใกล้เคียงกันแต่แตกต่างกันในรายละเอียด โดยพรรคภูมิใจไทยมี‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ พลัส’ จะลดต้นลดดอกให้หมดหนี้ไวเพื่อกลับมากู้ใหม่ได้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยมี ‘ล้างหนี้ประชาชน’ กลุ่มเป้าหมายผู้มีหนี้เสียไม่มีหลักประกัน ยอดต่ำกว่า 200,000 บาท โดยจะให้จ่ายแค่ 10% เพื่อปิดจบล้างหนี้
นอกจากกลุ่มหนี้เสีย ทั้ง 2 พรรคต่างก็มีนโยบายสำหรับกลุ่มหนี้ดีที่ชำระหนี้สม่ำเสมอ โดยพรรคภูมิใจไทยจะลดดอกเบี้ยให้เช่นกันในนโยบาย‘จ่ายตรง มีวินัย ดอกเบี้ยลด’ ส่วนนโยบาย‘ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด’ ของพรรคเพื่อไทย จะงดเว้นดอกเบี้ย 1 งวดให้
นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยมีแต่ไม่มีในพรรคเพื่อไทย คือเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะดำเนินการทบทวนสิทธิและทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ทั้งหมด หลังโครงการมีปัญหาในการเข้าถึงสิทธิของผู้มีรายได้น้อยตัวจริง และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการออม ที่พรรคสีน้ำเงินจะออกพันธบัตรดอกเบี้ยสูงเพื่อเพิ่มการออม และลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีบัญชีการออมเพื่อการลงทุน
หนุน SMEs เปิดตลาดออนไลน์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน
ในด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ พรรคภูมิใจไทยเน้นกลุ่ม SMEs ด้วยนโยบาย‘เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส’ มีมาตรการที่ตรงกันกับพรรคเพื่อไทย‘รัฐเป็นลูกค้าของ SMEs’ ที่จะให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้าง SMEs มากขึ้น
รวมถึงเห็นตรงกันว่าต้องเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการรายย่อย ที่มักมีหลักประกันไม่เพียงพอในการขอสินเชื่อจนทำให้ยากที่จะพัฒนาธุรกิจ โดยพรรคภูมิใจไทยมองว่าจำเป็นต้องมี ‘กลไกค้ำประกันใหม่‘ ที่ใหญ่กว่าบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
ด้านพรรคเพื่อไทยจะจัดตั้ง ‘สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ‘ หรือ National Credit Guarantee Agency (NaCGA) ให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำประกัน ซึ่งในช่วงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้มีการผลักดันกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีขณะนั้นมีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 68
อีกนโยบายที่ตรงกันคือการเปิดแพลตฟอร์ม E – Commerce สำหรับผู้ประกอบการไทย ให้ค้าขายได้ทางออนไลน์ ซึ่งจะเชื่อมไปถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มหรือค่า GP ที่เป็นต้นทุนสูงสำหรับผู้ประกอบการและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น แต่นโยบายค่า GP ของ 2 พรรคมีความแตกต่างกัน โดยพรรคภูมิใจไทยมองว่าต้องผลักดันกฎหมายควบคุมค่า GP ให้มีความเป็นธรรม ขณะที่พรรคเพื่อไทยจะงดเว้นค่า GP ให้ใน 2 ปีแรก
นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่อาจไม่ตรงกันแต่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายส่งเสริมสตาร์ตอัปโดยเฉพาะ และที่เกี่ยวข้องกับ Ecosystem ของ E – Commerce เช่น การขนส่ง การตลาด Production และฐานข้อมูล ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเน้นเสริมสภาพคล่องทางการเงิน SMEs ทั้งคืนภาษี Fast Track การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการลดหย่อนภาษีบริษัทใหญ่ที่ซื้อสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการรายย่อย
AI มาแรง ดันรัฐดิจิทัล – Upskill แรงงาน
ทักษะแรงงานยังเป็นโจทย์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มผลิตผลประเทศ ที่ผ่านมาแม้จะรัฐบาลจะบอกว่าต้อง Reskill – Upskill คนไทยมาหลายสมัย แต่ก็ไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายนี้ทั้งในนโยบาย ‘ลงทุนพลัส’ และ‘เอไอพลัส’ สอดคล้องกับนโยบายพรรคเพื่อไทย‘เรียนได้งบ จบได้งาน’ และนโยบาย‘AI For All เรียนทันโลก’ ที่ทั้ง 2 พรรคมองว่าทักษะด้านเอไอมีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจยุคใหม่
สำหรับเอไอพลัสของพรรคภูมิใจไทย ยังมีเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในการใช้เครื่องมือ โดยส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการแพ็กเกจแบบโปรหรือพรีเมียม ปลายปีที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำความร่วมมือกับ Google Cloud ประเทศไทย ให้นักเรียนนักศึกษาเข้าถึง Google AI Pro ได้ฟรี ขณะที่ของพรรคเพื่อไทยจะเข้าใช้ AI Engines ระดับโลกได้ จะต้องเรียนจบหลักสูตรบนแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ด้าน AI ของรัฐก่อน ซึ่งมีจุดเด่นในการเปิดให้เรียนรู้ตลอดชีวิต จึงไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น
ภูมิใจไทยและเพื่อไทยต่างมีนโยบายในการนำเอไอมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ โดยพรรคภูมิใจไทยจะดันให้เกิดรัฐดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งในการทำงานภายในของภาครัฐและการให้บริการประชาชน ส่วน‘AI Government’ ของพรรคเพื่อไทยจะทำให้เกิดบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว และมี Digital Governance Dashboard แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าดูได้
โดยทั้ง 2 พรรคมีเป้าหมายที่จะลดความยุ่งยากซับซ้อนของระบบราชการ เพื่อให้การบริหารภาครัฐเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วโดยเฉพาะประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ กับนโยบาย‘Thailand Fast Pass’
ธนาคารหน่วยกิตไปกันต่อ เห็นด้วยดึงเอกชนทำหลักสูตร
นโยบาย Reskill – Upskill เชื่อมโยงไปถึงนโยบายด้านการศึกษา ส่วนที่ตรงกันของ 2 พรรคคือเรื่องธนาคารหน่วยกิต เปิดโอกาสทางการศึกษาและความก้าวหน้าทางอาชีพสำหรับคนทุกวัย ซึ่งรัฐบาลใหม่จะต้องทำให้เกิดมาตรฐานและระบบที่บูรณาการกันแท้จริงให้ได้ อีกเรื่องคือการดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร เพื่อให้ได้แรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาด ที่พรรคภูมิใจไทยเรียกว่า ‘Skill Bridge’
ภูมิใจไทยยังชูเรื่อง ‘เรียนฟรีต้องมีจริง’ ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่ไม่มีนโยบายนี้ในพรรคเพื่อไทย ซึ่งหันไปพัฒนาการศึกษาอาชีวะมากกว่า และสานต่อทุน ODOS ขยายโอกาสเด็กเรียนดีแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิดหรือในสาขาที่ขาดแคลน
ท้องถิ่นมีงาน สร้าง Unseen ท่องเที่ยว ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
สำหรับท้องถิ่น แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีนโยบายด้านการกระจายอำนาจและรายได้ท้องถิ่นอย่างพรรคเพื่อไทย แต่มีความคล้ายคลึงกันในการสร้างงานเพื่อลดการย้ายถิ่นฐาน โดยพรรคภูมิใจไทยจะดึงให้เกิดการลงทุนในท้องถิ่นควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ภายใต้นโยบาย ‘ชุมชนพลัส’ ส่วนพรรคเพื่อไทยมี ‘งานดีที่บ้านเกิด’ แต่มองการสร้างงานผ่านการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ขึ้นมา
รวมไปถึงนโยบายการท่องเที่ยว ที่พรรคภูมิใจไทยอยากทำ ‘Unseen ท่องเที่ยวท้องถิ่น’ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่โดดเด่นของท้องถิ่นนั้น ๆ อาจสอดคล้องกับบางส่วนของนโยบาย‘Soft Power’ ที่พรรคเพื่อไทยพยายามสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมไทย ซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยวด้วย
นอกจากนี้ในด้านสังคม พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้า ‘1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด’ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง 878 อำเภอ ตรงกับนโยบาย ‘ปราบยาเสพติดไม่จบไม่เลิก’ ของพรรคเพื่อไทย แต่จัดตั้ง 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด ช่วยให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถเข้าถึงการรักษาได้สะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาล ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการเพิ่มขึ้น
ค่าไฟต่ำ 3 บาท – ลดก๊าซเรือนกระจก เศรษฐกิจสีเขียวต้องพร้อมรับโลกรวน
อีกนโยบายโดนใจประชาชนคือการลดราคาไฟฟ้า พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีราคาที่หาเสียงอยู่ที่ราว 3 บาทเหมือนกัน โดยพรรคภูมิใจไทยบอกว่าทำได้ด้วยการทำโซลาร์เซลล์ชุมชนแล้วส่งไฟฟ้าเข้าบ้านเรือนประชาชนโดยตรง ไม่ต้องผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะคิดค่าดำเนินการและค่าภาษีที่ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพงขึ้น
ด้านพรรคเพื่อไทยลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อให้เกิดการลงทุนเพิ่มที่จะทำให้ต้นทุนโดยรวมลดลง และลดต้นทุนด้วยการหาแหล่งก๊าซ LNG ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าที่ราคาถูกกว่า รวมถึงปรับโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าเพื่อให้ราคาถูกลง
‘เศรษฐกิจสีเขียวพลัส’ ยังมีนโยบาย‘Net Zero 2050’ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้นจนเหลือเป็นศูนย์ในปี 2050 ที่อนุทินประกาศว่าจะทำให้สำเร็จเร็วขึ้นกว่านั้น โดยเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว การเงินสีเขียว (Green Finance) ตลาดทุนสีเขียว (ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต) และอุตสาหกรรมสีเขียว
คล้ายกับนโยบาย ‘แผนรับมือโลกรวน’ ของพรรคเพื่อไทย ที่จะจัดทำแผนแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยแผนลดก๊าซเรือนกระจก แผนปรับตัว แผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และจะสร้างระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรมผ่านกลไกภาษีคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายอากาศสะอาด ซึ่งร่างกฎหมายอากาศสะอาดตกไปจากการยุบสภา กระทบต่อเป้าหมาย Net Zero 2050 จนอาจทำไม่ได้
ส่วนนโยบายด้านภัยพิบัติไม่ตรงกัน โดยพรรคภูมิใจไทยชูกองทุนภัยพิบัติ เพื่อชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัย และการปรับปรุงระบบเตือนภัยพิบัติ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและโครงสร้างพื้นฐาน
บ๊ายบายเศรษฐีเงินล้าน แต่นโยบายที่ดีก็น่าหยิบมาทำ
แม้จะมีหลายนโยบายคล้ายกัน แต่เป้าหมายและแนวทางของพรรคก็แตกต่างกันในรายละเอียด ขณะที่ยังมีอีกหลายนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่น่าสนใจ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่มีหรือไม่ได้ถูกนำเสนออย่างโดดเด่นในการหาเสียง อาทิ
- การเกษตร เช่น ประกันกำไร คูปองซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ Cloud Kitchen
- การเพิ่มศักยภาพท้องถิ่น โดยเฉพาะด้านรายได้และงบประมาณ
- ปราบสแกมเมอร์ เมืองปลอดภัยด้วย Smart City
- การส่งเสริมประชาธิปไตย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปองค์กรอิสระ เปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารเป็นสมัครใจ สร้างการเข้าถึงระบบยุติธรรม
- หลักประกันและสิทธิแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์
- การส่งเสริมกีฬาและนักกีฬาอาชีพ
- ขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์
- การแก้ไขปัญหาที่ดิน
- ยกระดับระบบสาธารณสุข สุขภาพจิต
- เงินอุดหนุนเด็ก หวยเกษียณ หนี้ผู้สูงอายุ
- เมืองเท่าเทียม Universal Design
ภายหลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มี.ค.เสร็จสิ้น ด้าน ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าได้เตรียมเสนอนโยบายของพรรคเพื่อบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลแล้ว โดยเน้นที่การแก้ปัญหาปากท้องและการพัฒนา รวมถึงการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นให้ดีขึ้น
เพื่อไทยจะได้ไฟเขียวให้ทำหรือไม่ ที่ภูมิใจไทยหาเสียงไว้จะทำจริงหรือเปล่า หน้าตานโยบายรัฐบาลจะโดนใจประชาชนแค่ไหน ต้องรอดูการแถลงนโยบายต่อไป