เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ประทานสัมภาษณ์ เปิดแนวคิด “มืออาชีพ” ปั้นแบรนด์ไทยสู้โลก จากมดสู่เวทีสากล
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงถูกขนานนามว่าเป็น "เจ้าหญิงดีไซเนอร์" ผู้ทรงอัจฉริยภาพด้านแฟชั่นระดับโลก ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่สร้างมูลค่าให้ผ้าไหมไทย ทรงเป็นนักกีฬาทีมชาติ ในกีฬาขี่ม้า แบดมินตัน และยังทรงพระปรีชาในดนตรีคลาสสิก ทรงประทานสัมภาษณ์แบบใกล้ชิดกับ "ดู๋ - สัญญา คุณากร" ถึงบทบาทการเป็นราชนิกุลยุคใหม่ ในฐานะ "พระองค์หญิงของคนไทย" เรื่องราวที่คนไทยอยากรู้ การใช้ชีวิต แนวคิดในการทรงงาน เตรียมประทับใจกับช่วงเวลาสุดพิเศษ และบทสัมภาษณ์สุด Exclusive ครั้งนี้
โดยการเปิดใจประทานสัมภาษณ์พิเศษในรายการเจาะใจของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ถือเป็นวโรกาสสำคัญที่ทำให้พสกนิกรได้สัมผัสถึง “กระบวนการคิด” และตัวตนในแง่มุมที่หลากหลายผ่านความไว้วางใจที่มีต่อผู้ดำเนินรายการและรายการที่อยู่คู่คนไทยมานาน, พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงการทำงานแบบ “มืออาชีพ” ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาบริหารวงดุริยางค์รอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตรา (RBSO) ที่ทรงตั้งเป้าหมายยกระดับสู่มาตรฐานสากลและทำให้องค์กรสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน โดยทรงใช้ทักษะด้านศิลปะที่ทรงศึกษามาผสานเข้ากับดนตรีจนสามารถประพันธ์เพลงเพื่อใช้ในแฟชั่นโชว์ได้ด้วยพระองค์เอง ขณะที่ในโลกของธุรกิจแฟชั่นตลอด 22 ปีของแบรนด์ SIRIVANNAVARI พระองค์ทรงเปรียบการแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติในช่วงเริ่มต้นว่าเหมือน “มดสู้กับช้าง” แต่ด้วยกลยุทธ์การค่อยๆ พัฒนาและแก้ไขจุดอ่อนอย่างอดทน ทำให้แบรนด์ไทยสามารถเติบโตและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ในที่สุด
เบื้องหลังงานดีไซน์ที่งดงามนั้นเกิดจาก “การสำรวจ” และประสบการณ์รอบตัวที่ทรงเก็บเกี่ยวผ่านการเดินทางที่บางครั้งต้องเผชิญกับความลำบากหรืออันตราย ซึ่งพระองค์ทรงมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสุขในชีวิต ทรงมีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเขียนบันทึกด้วยมือไปจนถึงการอัดเสียงเพื่อนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวในคอลเลกชันต่างๆ
นอกเหนือจากบทบาทการทำงาน พระองค์ยังทรงใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและทรงยึดถือหลักการ “ออมเงินและประหยัด” ตามคำสอนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พระอัยกา มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ทรงศึกษาอยู่ต่างประเทศซึ่งต้องบริหารงบประมาณอย่างจำกัด แม้ในปัจจุบันที่ทรงมีบทบาททางสังคมสูงขึ้น แต่ก็ยังทรงโปรดการเดินทางท่องเที่ยวแบบ “คนธรรมดา” ที่ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า เพื่อให้ได้สัมผัสความจริงและพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด
ความสำเร็จที่โลกเห็นไม่ได้มาโดยปราศจากน้ำตา พระองค์ทรงยอมรับอย่างเปิดเผยถึงความทุกข์และอุปสรรคที่ทรงเคยเผชิญ ทั้งในแง่การทำงานและเรื่องส่วนตัวที่ต้องใช้ความอดทนและเวลาในการเยียวยา โดยทรงยึดถือพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจว่า ในโลกของกีฬาและการดำเนินชีวิต “เราต้องแพ้ให้เป็นและแพ้ให้ชิน” เพื่อนำความพ่ายแพ้นั้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการเริ่มต้นใหม่จนกว่าจะประสบความสำเร็จ อุปสรรคเปรียบเสมือนกับระเบิดที่อาจทำให้บาดเจ็บได้บ้าง แต่หากเรามีความมุ่งมั่นและแข็งแกร่งก็จะสามารถก้าวข้ามไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมได้
ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : รายการเจาะใจ