โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘Silent Treatment’ เมื่อโกรธแต่ไม่บอก ทำร้ายใจคนมากกว่าที่คิด

Mission To The Moon

เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกโกรธหรือไม่พอใจใครสักคน บางครั้ง หลายคนก็เลือกที่จะเงียบ เก็บความโกรธเอาไว้ในใจ และไม่เผชิญหน้าหรือบอกความรู้สึกตรงๆ ซึ่งแม้ว่าพฤติกรรมนี้หรือที่เรียกว่า ‘Silent Treatment’ อาจจะดูเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงการแสดงความไม่พอใจได้ แต่มันกลับส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์มากกว่าที่คิด
.
แดน ซัฟโฟเลตตา (Dan Suffoletta) นักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจาก Self Space Therapy อธิบายว่า Silent Treatment มักเกิดจากความกลัวที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริง โดยอาจเป็นพฤติกรรมที่ซึมซับมาจากครอบครัว เมื่อเห็นผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิดใช้วิธีนี้จัดการความขัดแย้ง
.
แม้ Silent Treatment จะช่วยให้รู้สึกสบายใจในช่วงแรก แต่เมื่ออีกฝ่ายหรือคู่กรณีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็อาจทำให้ปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้รับการแก้ไข และนำไปสู่ความเข้าใจผิดที่มีแต่จะทำลายความสัมพันธ์ได้
.
.
‘Silent Treatment’ ภัยของการเงียบใส่ เมื่อเกิดปัญหา
.
มาร์ค เทรเวิร์ส (Mark Travers) นักเขียนและนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน อธิบายว่า ‘Silent Treatment’ คือ หนึ่งในรูปแบบของพฤติกรรมก้าวร้าวแบบแฝงเร้น (Passive-Aggressive Behavior) ที่บุคคลที่รู้สึกโกรธจะแสดงความก้าวร้าวหรือความไม่พอใจทางอ้อม โดยการประชดประชัน หรือแม้กระทั่งแกล้งลืมทำในสิ่งที่คู่กรณีต้องการ เนื่องจากไม่กล้าหรือไม่สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้
.
ซึ่งการแสดงความไม่พอใจทางอ้อมจะทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเหนืออีกฝ่าย ในทางตรงกันข้าม คู่กรณีที่โดนอีกฝ่ายแสดงพฤติกรรม Silent Treatment ใส่ ก็จะต้องรอจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมพูดด้วย โดยระหว่างนั้น พวกเขาก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคิดวนเวียนอยู่กับตัวเองว่าเผลอทำอะไรผิดพลาดลงไปหรือไม่
.
หากคำถามดังกล่าวไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน ก็มีแนวโน้มที่พวกเขาจะคิดในแง่ร้ายหรือเกิดความรู้สึกด้านลบในใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อสุขภาพจิตและทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงได้ เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่า ตัวเองถูกปฏิเสธ กีดกัน และไม่มีคุณค่า
.
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพบเจอสถานการณ์เช่นนี้บ่อยๆ นอกจากคนที่ได้รับผลกระทบจาก Silent Treatment จะเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาใจอีกฝ่ายแล้ว ความไว้วางใจที่อาจใช้เวลาสร้างมายาวนานในความสัมพันธ์ ก็อาจพังทลายลงได้ในพริบตา
.
.
3 วิธีเลิก Silent Treatment ก่อนความสัมพันธ์พังทลาย
.
จะเห็นได้ว่า Silent Treatment นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ถูกแก้ไขแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และส่งเสริมการแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีจนอาจติดเป็นนิสัยในระยะยาวด้วย ดังนั้น เทรเวิร์สจึงแนะนำว่า เราทุกคนสามารถหลีกเลี่ยง Silent Treatment ได้ด้วย 3 วิธี ดังต่อไปนี้
.
1. อย่าใช้คำที่แสดงการ “เหมารวม”
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่โกรธ คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินการกระทำและพฤติกรรมคนอื่นเร็วเกินไป โดยการพูดว่า “คุณไม่เคยสนใจความรู้สึกของฉันเลย” หรือ “คุณไม่เคยรับผิดชอบเลยสักครั้ง” แล้วทิ้งปัญหาเอาไว้ด้วยความเงียบทั้งอย่างนั้น
.
ดังนั้น เทรเวิร์สจึงแนะนำว่า ให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่มีการเหมารวม และให้สูดหายใจลึกๆ แทน เพื่อสงบสติอารมณ์ จึงค่อยสื่อสารอย่างตรงประเด็นมากขึ้น เช่น “ฉันกำลังพูดอยู่ แต่คุณพูดแทรก ฉันขอพูดให้จบได้ไหม?” เป็นต้น
.
เพราะการสื่อสารอย่างตรงประเด็นและไม่ตัดสิน นอกจากจะทำให้คู่สนทนารู้เท่าทันอารมณ์ของเราได้แล้ว อีกฝ่ายก็จะไม่เสียความรู้สึกเพราะตัวเองถูกตัดสินด้วย
.
2. รู้จักจัดการกับสิ่งกระตุ้นล่วงหน้า
.
เทรเวิร์สชี้ว่า การรู้จักสังเกตความรู้สึก และตระหนักได้ว่าอะไรคือปัจจัยที่มักกระตุ้นความไม่พอใจของตัวเอง พร้อมกับวางแผนรับมือไว้ก่อน ก็จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการแสดงพฤติกรรมแบบ Silent Treatment ได้
.
เช่น ถ้าเราต้องเจอเพื่อนคนหนึ่งที่มักจะพูดเสียงดัง จนรู้สึกว่าเป็นการรบกวนหรือทำให้รำคาญ เราก็อาจบอกอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่แฝงคำพูดทำร้ายจิตใจออกไปได้ว่า “วันนี้มีคนอยู่เยอะ คุยกันเบาๆ แล้วกันนะ จะได้ไม่รบกวนคนอื่น” เป็นต้น
.
3. สื่อสารความรู้สึกอย่างจริงใจ
.
การรู้เท่าทันและเข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง พร้อมกับค้นหาวิธีสื่อสารที่เหมาะสมนั้นคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เลิก Silent Treatment หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแบบแฝงเร้นในรูปแบบอื่น ดังนั้น เราจึงควรซื่อสัตย์กับตัวเอง ด้วยการบอกความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนและจริงใจ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ให้บานปลายในอนาคต
.
โดยทุกครั้งที่รู้สึกไม่พอใจ เทรเวิร์สแนะนำให้เราขึ้นต้นประโยคด้วย “ฉัน” แทน “คุณ” เช่น “ฉันไม่สบายใจเลยที่คุณล้อเล่นแบบนั้น” เพราะการสื่อสารลักษณะนี้จะไม่ดูเหมือนเป็นการกล่าวโทษอีกฝ่าย แต่เป็นการเผยความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้มากกว่า ดังนั้น นอกจากจะถือเป็นการเตือนสติคู่สนทนาแล้ว การพูดที่ไม่เป็นการกล่าวโทษนั้นก็จะช่วยหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่พอใจของอีกฝ่าย ที่อาจทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้ด้วย
.
.
แม้ว่า Silent Treatment หนึ่งในพฤติกรรมก้าวร้าวแบบแฝงเร้นหรือ Passive-Aggressive Behavior อาจเกิดจากเจตนาดีๆ ที่เราไม่อยากทำให้สถานการณ์ดุเดือดขึ้น แต่ในความจริงแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีใครที่จะสามารถปิดซ่อนอารมณ์ที่แท้จริงตลอดไปได้ ดังนั้น ก่อนที่อารมณ์ที่คุกรุ่นเหล่านั้นจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง เราทุกคนก็ควรสงบสติอารมณ์และค่อยๆ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขจากทุกฝ่าย และรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้ในระยะยาว
.
.
อ้างอิง
- You're Probably Ruining Relationships With This Passive-Aggressive Behavior :
Jillian Wilson, Huffpost - https://bit.ly/4hI1tpF
- A Psychologist Offers 3 Tips To Help You Ditch Passive-Aggressive Tendencies : Mark Travers, Forbes - https://bit.ly/4l0ggin
.
.
#trend
#silenttreatment
#relationships
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...