โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความท้าทายของ สมช. ในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยข้อจำกัดที่รอการแก้ไขของ ‘สมช.’

The Structure

อัพเดต 08 ก.พ. 2568 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2568 เวลา 04.00 น. • The Structure

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่าความล่าช้าในการดำเนินการตัดไฟแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมานั้น ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นั้นยังทำงานอยู่ในกรอบของระบบราชการ

สำนักงานสมช. มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ประมาณไม่เกิน 200 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะข้าราชการพลเรือนระดับปลัดกระทรวง (ระดับ 11) เป็นหัวหน้า ที่ผ่านมามีเลขาธิการสมช.นับตั้งแต่แรกจนปัจจุบันรวม 25 คน (26 คนถ้านับซ้ำ 1 คน คือนายถวิล เปลี่ยนสี ที่ศาลสั่งให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งหลังจากถูกโยกย้าย) และใน 25 คนดังกล่าวนี้ เป็นทหาร 17 คน เป็นตำรวจ 2 คน เป็นพลเรือน 17 คนในฐานะพลเรือนคนนอกที่เคยร่วมงานกับสมช.มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536พอที่จะสรุปคร่าว ๆ ถึงปัญหาของสมช.ได้ดังนี้:

1 บุคลากรไม่เพียงพอ ปัจจุบันความมั่นคงสมัยใหม่มีความซับซ้อน หลากหลาย เข้มข้นขึ้นมาก อีกทั้งยังกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรงอีกด้วย เช่น เรื่องยาเสพติด การฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ ภัยไซเบอร์ ฯลฯ

เจ้าหน้าที่ของสมช. ที่ควรจะต้องทำงานและประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเกือบยี่สิบหน่วยงานแทบจะตลอดเวลา 24ชม.ไม่ใช่ประชุมตามวงรอบปกตินั้น ควรจะมีเพิ่มมากขึ้นและมีความชำนาญสอดคล้องตามสัดส่วนของภัยคุกคามที่มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทางกัน คือ นอกจากหลายรัฐบาลจะไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สมช.แล้ว (เคยมีความพยายามหลายครั้ง เช่น ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้อนุมัติเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ให้สมช.กว่า 100อัตรา) ก็ยังไม่สามารถแสวงหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในงานด้านความมั่นคงเฉพาะด้านได้ (ยกเว้นว่าจะยืมตัวมาจากหน่วยงานอื่น ๆ เช่น หน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายวิชาการ หรือภาคประชาสังคม)

ดังนั้น ถึงแม้ว่าสมช.ในปัจจุบันจะมีโครงสร้างใหม่ที่ดีขึ้น แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรดังกล่าว จึงทำให้ไม่สามารถทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากเท่ากับในอดีต

2 การจัดลำดับความสำคัญของงานความมั่นคงคลาดเคลื่อน โดยปกติแล้ว สมช. จะรับผิดชอบงานธุรการ รวมถึงการจัดทำแผนและนโยบายต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก ในส่วนของการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ภัยคุกคาม สมช. จะอาศัยหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยข่าวทหาร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

ทำให้การเสนอแนะและสั่งการล่าช้า นอกจากนี้ ยังมีความซับซ้อนในการประเมินภัยคุกคามที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่สำคัญคือ สมช. ยังไม่ได้ใช้ระบบการประเมินภัยคุกคามสมัยใหม่ ทำให้ไม่สามารถผลักดันภารกิจเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว

3 นอกจากนี้ ยังมีความเห็นต่างหรือความขัดแย้งในการปฏิบัติงานภายใน สมช. ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางความคิดเห็นที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้การทำงานของ สมช. มีความซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากการนำบุคลากรภายนอก สมช. เข้ามาเป็นผู้บังคับบัญชา

ซึ่งบางครั้งก็เป็นผลดี เช่น การดำเนินการเชิงรุก การประสานงานกับกองกำลังในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แต่หลายครั้งก็ทำให้เกิดความซับซ้อน สับสน และความขัดแย้งในการปฏิบัติงานมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรเหล่านั้นมาจากต่างเหล่าต่างหลักนิยมในงานด้านความมั่นคง และมีที่มาทางการเมืองหรืออื่น ๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

4 ประเด็นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงความมั่นคง แต่มีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหลายยุคให้ความสำคัญกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลหน่วยงานเฉพาะด้านกว่า 20 หน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สมช. และหน่วยงานความมั่นคงของไทยเคยประสบความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น การจับกุมผู้ก่อการร้าย การทำลายเครือข่ายผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นบ้าง เช่น เหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม

ภายใต้การนำของ สมช. และความร่วมมือกับนานาชาติ ไทยประสบความสำเร็จในด้านความมั่นคงหลายประการ ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางสังคมสูง มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับที่ดี (ยกเว้นจังหวัดชายแดนภาคใต้) ประชาชนส่วนใหญ่มั่นใจในการดำรงชีวิต ซึ่งนี่คือเป้าหมายที่ไทยควรจะต้องเดินออกจากจุดยืนในปัจจุบันที่ล่อแหลมและอยู่บนทางสองแพร่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...