ความท้าทายของ สมช. ในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยข้อจำกัดที่รอการแก้ไขของ ‘สมช.’
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่าความล่าช้าในการดำเนินการตัดไฟแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมานั้น ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นั้นยังทำงานอยู่ในกรอบของระบบราชการ
สำนักงานสมช. มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ประมาณไม่เกิน 200 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะข้าราชการพลเรือนระดับปลัดกระทรวง (ระดับ 11) เป็นหัวหน้า ที่ผ่านมามีเลขาธิการสมช.นับตั้งแต่แรกจนปัจจุบันรวม 25 คน (26 คนถ้านับซ้ำ 1 คน คือนายถวิล เปลี่ยนสี ที่ศาลสั่งให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งหลังจากถูกโยกย้าย) และใน 25 คนดังกล่าวนี้ เป็นทหาร 17 คน เป็นตำรวจ 2 คน เป็นพลเรือน 17 คนในฐานะพลเรือนคนนอกที่เคยร่วมงานกับสมช.มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536พอที่จะสรุปคร่าว ๆ ถึงปัญหาของสมช.ได้ดังนี้:
1 บุคลากรไม่เพียงพอ ปัจจุบันความมั่นคงสมัยใหม่มีความซับซ้อน หลากหลาย เข้มข้นขึ้นมาก อีกทั้งยังกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรงอีกด้วย เช่น เรื่องยาเสพติด การฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ ภัยไซเบอร์ ฯลฯ
เจ้าหน้าที่ของสมช. ที่ควรจะต้องทำงานและประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเกือบยี่สิบหน่วยงานแทบจะตลอดเวลา 24ชม.ไม่ใช่ประชุมตามวงรอบปกตินั้น ควรจะมีเพิ่มมากขึ้นและมีความชำนาญสอดคล้องตามสัดส่วนของภัยคุกคามที่มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับสวนทางกัน คือ นอกจากหลายรัฐบาลจะไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สมช.แล้ว (เคยมีความพยายามหลายครั้ง เช่น ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้อนุมัติเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ให้สมช.กว่า 100อัตรา) ก็ยังไม่สามารถแสวงหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในงานด้านความมั่นคงเฉพาะด้านได้ (ยกเว้นว่าจะยืมตัวมาจากหน่วยงานอื่น ๆ เช่น หน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายวิชาการ หรือภาคประชาสังคม)
ดังนั้น ถึงแม้ว่าสมช.ในปัจจุบันจะมีโครงสร้างใหม่ที่ดีขึ้น แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรดังกล่าว จึงทำให้ไม่สามารถทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากเท่ากับในอดีต
2 การจัดลำดับความสำคัญของงานความมั่นคงคลาดเคลื่อน โดยปกติแล้ว สมช. จะรับผิดชอบงานธุรการ รวมถึงการจัดทำแผนและนโยบายต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก ในส่วนของการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ภัยคุกคาม สมช. จะอาศัยหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยข่าวทหาร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ทำให้การเสนอแนะและสั่งการล่าช้า นอกจากนี้ ยังมีความซับซ้อนในการประเมินภัยคุกคามที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่สำคัญคือ สมช. ยังไม่ได้ใช้ระบบการประเมินภัยคุกคามสมัยใหม่ ทำให้ไม่สามารถผลักดันภารกิจเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว
3 นอกจากนี้ ยังมีความเห็นต่างหรือความขัดแย้งในการปฏิบัติงานภายใน สมช. ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางความคิดเห็นที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้การทำงานของ สมช. มีความซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากการนำบุคลากรภายนอก สมช. เข้ามาเป็นผู้บังคับบัญชา
ซึ่งบางครั้งก็เป็นผลดี เช่น การดำเนินการเชิงรุก การประสานงานกับกองกำลังในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แต่หลายครั้งก็ทำให้เกิดความซับซ้อน สับสน และความขัดแย้งในการปฏิบัติงานมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรเหล่านั้นมาจากต่างเหล่าต่างหลักนิยมในงานด้านความมั่นคง และมีที่มาทางการเมืองหรืออื่น ๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
4 ประเด็นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงความมั่นคง แต่มีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหลายยุคให้ความสำคัญกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลหน่วยงานเฉพาะด้านกว่า 20 หน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สมช. และหน่วยงานความมั่นคงของไทยเคยประสบความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น การจับกุมผู้ก่อการร้าย การทำลายเครือข่ายผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นบ้าง เช่น เหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม
ภายใต้การนำของ สมช. และความร่วมมือกับนานาชาติ ไทยประสบความสำเร็จในด้านความมั่นคงหลายประการ ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางสังคมสูง มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับที่ดี (ยกเว้นจังหวัดชายแดนภาคใต้) ประชาชนส่วนใหญ่มั่นใจในการดำรงชีวิต ซึ่งนี่คือเป้าหมายที่ไทยควรจะต้องเดินออกจากจุดยืนในปัจจุบันที่ล่อแหลมและอยู่บนทางสองแพร่ง