โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

หมดสัญญาหรือต้องการกินรวบ เนสท์เล่-มหากิจศิริ แลกหมัดต่อหมัด ปมยุติการผลิตกาแฟซอง NESCAFÉ

The Momentum

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 16.14 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2568 เวลา 09.14 น. • THE MOMENTUM

ดูท่าว่าจะจบยากเสียแล้ว สำหรับมหากาพย์ ‘กาแฟซอง’ ซึ่งปมขัดแย้งระหว่าง 2 ผู้ร่วมหุ้นในบริษัทผู้ผลิตเนสกาแฟ (NESCAFÉ) อย่าง บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ที่มีเนสท์เล่ (Nestlé) และตระกูลมหากิจศิริ เป็นผู้ถือหุ้น 50:50

ปมความขัดแย้งครั้งนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 2564 ที่เนสท์เล่ บริษัทแม่ของแบรนด์ NESCAFÉ แจ้งยุติสัญญาที่ให้บริษัท QCP ผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เป็นต้นมา โดยมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายตามคำตัดสินจากศาลอนุญาโตตุลาการสากล

ทำให้ เฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ถือหุ้นร้อยละ 41.8 ในบริษัท QCP ฟ้องร้องต่อศาลแพ่งมีนบุรี เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งในเวลาต่อมาศาลฯ ได้สั่งห้ามไม่ให้ ‘เนสท์เล่’ ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปโดยใช้เครื่องหมายการค้าเนสกาแฟ

ต่อมาในวันที่ 8 เมษายน 2568 ฝั่งของเนสท์เล่ก็ได้รวบรวมข้อมูลจากร้านค้าต่างๆ และยื่นคัดค้านคำสั่งของศาลแพ่งมีนบุรี และอ้างศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ออกมาในวันที่ 11 เมษายน 2568 โดยระบุว่า เครื่องหมายการค้า NESCAFÉ นั้นเป็นของเนสท์เล่แต่เพียงผู้เดียว ทำให้เนสท์เล่สามารถกลับมาผลิตและจำหน่ายเนสกาแฟได้ตามปกติ

ล่าสุดวันนี้ (17 เมษายน 2568) ฝั่งของ ‘เนสท์เล่’ ก็ได้ออกมาทำการสื่อสารต่อสาธารณะอีกครั้ง โดยยก 7 เหตุผลมาประกอบการอธิบาย ซึ่ง The Momentum ได้สรุปสาระสำคัญออกมา ดังนี้

1. เนสท์เล่เป็นเจ้าของแบรนด์ NESCAFÉ โดยเนสท์เล่ได้ร่วมลงทุนกับประยุทธ มหากิจศิริ ทำโรงงานบริษัท QCP เพื่อผลิต NESCAFÉ ในประเทศไทย โดยประยุทธและครอบครัวได้ถือหุ้นครึ่งหนึ่งและเนสท์เล่ก็ถือหุ้นอีกครึ่งหนึ่งของบริษัทฯ และเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องการผลิต การจัดจำหน่าย และทำการตลาดเองในประเทศไทย ซึ่งทั้งสูตรกาแฟและเทคโนโลยีการผลิตก็เป็นของเนสท์เล่ทั้งหมด

เมื่อบริษัท QCP หมดอายุสัญญากับเนสท์เล่ เนสท์เล่ก็ไม่ได้ต่อสัญญา เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ศาลอนุญาโตตุลาการสากลตัดสินว่า เนสท์เล่เลิกสัญญาร่วมทุนถูกต้องแล้ว แต่ฝั่งของเฉลิมชัยและครอบครัวกลับฟ้องต่อศาลแพ่งมีนบุรี โดยที่เนสท์เล่ยังไม่ได้นำเสนอพยานหลักฐาน รวมถึงคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการสากล ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง จนกระทั่งมีคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

2. หลังจากนี้เนสท์เล่จะทำทุกวิถีทางทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้บริโภค และเกษตรกรมั่นใจว่า จะไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของผู้ถือหุ้นบริษัท QCP

3. ในกรณีของคำสั่งของศาลแพ่งมีนบุรีที่สั่งสั่งห้ามเนสท์เล่ ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป เนสท์เล่ยึดตามคำตัดสินล่าสุดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยืนยันว่า “เครื่องหมายการค้า NESCAFÉ นั้นเป็นของเนสท์เล่แต่เพียงผู้เดียว” ทำให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

4. ในประเด็นคำถามของสังคมที่มองว่า เนสท์เล่จะลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในประเทศไทย เนทส์เล่แถลงการณ์ว่า มีความมุ่งมั่นที่จะผลิต NESCAFÉ ในประเทศไทยต่อไป แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ณ ขณะนี้

5. สำหรับเหตุผลที่บริษัท QCP ไม่สามารถผลิต NESCAFÉ ได้อีก เนสท์เล่ระบุว่า เป็นเพราะสัญญาระหว่างเนสท์เล่และบริษัท QCP สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิผลิตผลิตภัณฑ์ของ NESCAFÉ ได้อีกต่อไป และหลังจากนั้นเนสท์เล่ได้จัดหาผลิตภัณฑ์ NESCAFÉ เพื่อทดแทนต่อความต้องการ โดยว่าจ้างผู้ผลิตในประเทศไทย พร้อมทั้งนำเข้าชั่วคราว จนกว่าเนสท์เล่จะผลิตได้เองอีกครั้ง

จากคำแถลงการณ์ของเนสท์เล่ที่ออกมานั้น ทำให้ฝั่งของ ‘ตระกูลมหากิจศิริ’ ออกมาชี้แจงโต้เป็นรายข้อในวันเดียวกัน โดยชี้แจ้งสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ในประเด็นจากข้อที่ 1 ถึงแม้สูตรกาแฟและเทคโนโลยีการผลิตจะเป็นของเนสท์เล่เองทั้งหมด แต่ก็เป็นเงินที่บริษัท QCP จ่ายให้กับเนสท์เล่เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาทตลอดเวลาที่ผ่านมา อีกทั้งการยกเลิกสัญญาร่วมทุน เป็นการยกเลิกสัญญากับประยุทธ ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 3 ของบริษัทฯ เพียงคนเดียว ไม่มีผลผูกพันกับบริษัท QCP

“สิ่งที่เนสท์เล่พาดพิงจากข้อพิพาทกับคุณประยุทธ์ในเรื่องเลิกสัญญานี้ จึงเป็นการบิดเบือนอย่างไม่น่าให้อภัย เพื่อปกป้องคุ้มครองความถูกต้อง เฉลิมชัย มหากิจศิริและครอบครัว จึงฟ้องคดีต่อศาลแพ่งมีนบุรีเพื่อคุ้มครองและขอความเป็นธรรม

“ยิ่งกว่านั้น เนสท์เล่ไม่เคารพคำสั่งศาลไทย โดยมีการดิ้นรนด้วยความโลภ และไปฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 และมีการบิดเบือนเพื่อให้สังคมเข้าใจผิดอีกว่า ให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟได้ตามปกติ (ซึ่งศาลท่านไม่ได้มีคำสั่งเช่นนั้น)”

ประเด็นจากข้อที่ 2 ตระกูลมหากิจศิริมองว่า เนสท์เล่มุ่งทำทุกวิถีทางในทางกฎหมาย เพื่อให้มากอบโกยผลประโยชน์จากประเทศไทย โดยการนำเข้ากาแฟจากต่างชาติมาขายในประเทศไทยก่อน เพื่อผลประโยชน์เข้าเนสท์เล่คนเดียว 100% ได้ทันที

ในประเด็นจากข้อที่ 3 ที่เนสท์เล่ยึดมั่นคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยืนยันว่า “เครื่องหมายการค้า NESCAFÉ นั้นเป็นของเนสท์เล่แต่เพียงผู้เดียว” ผู้ถือหุ้นตระกูลมหากิจศิริกล่าวว่า คำชี้แจงดังกล่าวเป็นการบิดเบือนอย่างน่าละอายใจ ถือเป็นการบิดเบือนของเนสท์เล่และไม่เคารพคำสั่งศาลด้วย

ขณะที่ประเด็นจากข้อที่ 4 ที่มีคำถามจากสังคมว่า เนสท์เล่จะตั้งโรงงานผลิตเองนั้น ตระกูลมหากิจศิริโต้ว่า เป็นเพราะทางเนสท์เล่กำลังหาช่องทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมดเป็นเนสท์เล่

สำหรับประเด็นข้อสุดท้ายที่เนสท์เล่กล่าวถึงสาเหตุที่บริษัท QCP ไม่สามารถผลิต NESCAFÉ ได้อีก ตระกูลมหากิจศิริระบุว่า เป็นการบิดเบือนความจริงที่กล่าวมาแล้ว

“ที่เลวร้ายที่สุด เนสท์เล่ต้องการทำลายธุรกิจกาแฟที่ครอบครัวมหากิจศิริสร้างมากว่า 50 ปีให้กลายเป็น 0 ทั้งๆ ที่เนสท์เล่ก็ร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย 50% เพื่อมุ่งผลประโยชน์โดยการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศมาจำหน่ายแทน เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปเป็นของเนสท์เล่ฝ่ายเดียว 100% ถือเป็นการรังแกคนไทย เอาเปรียบคนไทย และไม่ชอบธรรม ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“ในกรณีนี้เนสท์เล่เลิกสัญญาแล้วต้องการฆ่าลูกทิ้ง โดยมีการไปฟ้องให้บริษัท QCP ล้มละลาย เป็นการทำลายทรัพย์สินของคนไทย ทั้งๆ ที่บริษัท QCP มีทรัพย์สินอยู่ร่วมหมื่นกว่าล้านบาท และมีเงินสดอยู่กว่า 5,000 ล้านบาท จะฟ้องให้บริษัท QCP ล้มละลายได้อย่างไร ถือเป็นการจงใจกลั่นแกล้งบริษัทในประเทศไทย” ฝั่งตระกูลมหากิจศิริชี้แจง

สำหรับกระบวนทางการกฎหมายระหว่าง 2 ฝ่ายหลังจากนี้ ศาลแพ่งมีนบุรีได้นัดฟังคำสั่งประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ หรือนัดไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ฉบับวันที่ 11 เมษายน 2568 โดยนัดพร้อมกัน วันที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. ตามที่คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายมีวันว่างตรงกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...