โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หลงคุณเข้าแล้ว (the end)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 03.32 น. • กลิ่นแก้ว.
จากคู่กัด ขยับขึ้นเป็นคู่นอน ในที่สุดก็เป็นคนที่เขาแคร์มากกว่าใครๆ

ข้อมูลเบื้องต้น

มุทิตา & ปฐพี

"คืนนี้ผมค้างกับคุณได้มั้ย" เสียงทุ้มกระซิบถามอย่างมีหวัง พลางจูบขบที่ริมหู พาขนอ่อนแถวนั้นลุกซู่ หัวใจในทรวงเต้นเป็นจังหวะอะไรมุทิตาไม่รู้แล้ว เธอพริ้มตาเมื่อเขาไต่จูบไปเรื่อย คลอเคลียละไมละมุน ราวกับเขานำพาไฟอุ่นมาห้อมล้อม
"…ได้มั้ยครับมุ" อีกฝ่ายถามอ้อน แล้วขบกัดเบาๆ ทุกขุมขนของเธอซู่ซ่า กอดเขาไว้อย่างรัญจวนใจ
หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ อยากลองเดินไปให้สุดทาง ให้มันจบๆ ในเมื่ออายุก็ขนาดนี้แล้ว และเขาไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นคนได้ความซิงของเธอ
"คุณมีคอนดอมมั้ย" เจ้าหล่อนพยายามถามตอนที่ยังพอมีสติ
"…ไม่รู้ ต้องไปดูในรถ" เสียงตอบงึมงำเพราะปากกำลังอ้อยอิ่งอยู่ที่เนินทรวง แต่แล้วยอมผละออก เธอเสียดายหน่อยๆ ทว่าก็โล่งอกเหมือนกัน
"ผมไปหาดูก่อน"
มุทิตาพยักหน้าให้ ไม่ตำหนิเลยถ้าเขาจะพกเครื่องป้องกันติดตัว เพราะเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมดาของหนุ่มสาวสมัยนี้ไปแล้ว ดีเสียอีกที่เขารอบคอบ
ปฐพีหากางเกงมาใส่ลวกๆ และทำท่าจะไม่ใส่เสื้อถ้าเธอไม่บอก
"ถ้าในรถไม่มีออกไปซื้อที่มินิมาร์ทนะคะ หน้าหมู่บ้านมีอยู่ร้าน"
เพราะอย่างนั้นเขาจึงหยิบเสื้อติดมือไปด้วย
ชายหนุ่มพ้นประตูไปมุทิตาก็ควานหาผ้ามาห่มกาย ทอดถอนใจลึก ยังวาบหวามปั่นป่วนในอก ทว่าเริ่มลังเลไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า แต่ครั้นนึกถึงสัมผัสรุ่มร้อนอ่อนหวานของเขาเธอเผลอขดตัว อมยิ้มเขินอายตัวเอง
ไม่เป็นไรหรอกน่า มันดีจะตาย อย่างน้อยก็ขอให้ได้เรียนรู้รสชาติใหม่ของชีวิตสักครั้ง ถือว่าให้เขาเป็นครู ต่อให้ตื่นมาพรุ่งนี้แล้วทางใครทางมัน เธอก็จะไม่เสียใจเลย

เรื่องนี้อยู่ในเซ็ต #ติดบ่วง นะคะ

เป็นเล่มต่อจากเรื่องของ มัญชรี & พสุธา

อ่านแยกได้ แต่แนะนำให้อ่านเรื่อง #ติดบ่วง มาก่อนจะคุ้นเคยกับตัวละครมากกว่าค่ะ ^^

เธอควงคนแก่ #1

บทที่ 1

เธอควงคนแก่

แสงสว่างของรุ่งอรุณสาดระบายผ่านม่านโปร่งบางที่รูดปิดไว้ชั้นเดียว เข้ามากระทบร่างหนึ่งซึ่งนอนหลับใหลอยู่บนเตียง ปลุกให้เธอขยับตัว หยีตาหลบแสง จากนั้นครางงัวเงีย บิดขี้เกียจ แล้วจึงลืมตาขึ้นมา หญิงสาวพลิกนอนหงาย ทอดถอนใจอย่างซึมเซา ความหม่นเศร้าคลี่คลุมเข้ามาในพื้นที่หัวใจ เมื่อวานเพิ่งครบรอบสามปีกับการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รัก เธอเคยคิดว่าดีแล้วที่แม่จากไป จะได้หมดทุกข์หมดโศก สิ้นสุดความเจ็บปวดอันทรมานกันเสียที ภายใต้ใบหน้าที่เรียบสงบนั้น เธอรู้ ท่านทุกข์ทนเพราะโรคภัยรุมเร้า แม่มักเป็นแบบนั้น เข้มแข็งเสมอจวบจนลมหายใจสุดท้าย

ตั้งแต่จำความได้ ในสายตาของเธอแม่เป็นผู้หญิงอ่อนโยนและใจดี สุขุม ทว่าก็เด็ดขาด ใช้ชีวิตสุขสมบูรณ์สมฐานะสะใภ้เศรษฐีติดอันดับจังหวัด แต่ทุกอย่างพลิกเปลี่ยนไปหมดเมื่อมีผู้หญิงอีกคนก้าวเข้ามาในครอบครัว แม่เลือกที่จะปลีกตัวออกมา เปิดทางให้แก่หล่อนผู้นั้น

ไม่ใช่หรอก…แม่ไม่ได้เลือก…ผู้ชายคนนั้นต่างหากที่เลือก

เขายอมสละได้ แม้แต่เธอ!

ก้อนมวลความเศร้าก่อตัวขึ้นในอก บีบอัดบางเบา เมื่อรู้ตัวหญิงสาวพยายามขับไล่ให้มันสลายไปด้วยการสูดหายใจลึก แล้วระบายลมออกมาหนักๆ ดันผ้าห่มนวมออกจากตัว ลุกไปทำกิจวัตรประจำวัน

วันหยุดซึ่งไม่ค่อยตรงกับชาวบ้านชาวช่องเขา เธอมักจะเลือกพักผ่อนอยู่กับบ้าน นอนอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ท่องโลกโซเชียล ดูคลิปวิดีโอเล่นไปเรื่อย หรือไม่ก็นอนเน่าเปื่อยให้ผ่านพ้นไปวันหนึ่ง ไม่อีกทีก็ออกไปเดินชอปปิง ชมข้าวของสวยงามเจริญตา แล้วแวะไปนั่งเม้าธ์มอยหาความบันเทิงที่คาเฟ่ Drink With Friends

แต่วันนี้เธอยังไม่รู้จะทำอะไรดี

หญิงสาวสวมเชิ้ตแขนสั้นผ้าฝ้าย กับกางเกงขายาวผ้าสำลีเนื้อนิ่ม ดวงหน้าสะอาดหมดจด เดินทอดน่องเรื่อยเฉื่อยลงบันไดมาชั้นล่าง ผ่านพ้นบันไดก็เลี้ยวไปยังครัวเล็กๆ จัดการเทเมล็ดกาแฟใส่เครื่องบด อบขนมปัง และหยิบวัตถุดิบในตู้เย็นออกมาทำแซนด์วิชรับประทาน

อีกพักต่อมาเธอถือถาดใส่อาหารเช้าซึ่งมีถ้วยกาแฟ จานแซนด์วิช และสมาร์ตโฟน เดินออกไปนั่งที่ชิงช้าในสวนเล็กๆ ด้านหลัง สายลมยามสายโชยชายรวยริน เธอนั่งละเลียดเครื่องดื่ม กัดกินอาหารเช้าไปอย่างไม่เร่งรีบ ไม่ทุกข์ร้อน

บ้านของเธอเป็นทาวน์โฮมขนาดสองชั้น ย้ายมาอยู่เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วด้วยเงินสนับสนุนจากคนคนหนึ่ง แม่กับลูกสาวเคยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังนี้ สุขสงบตามอัตภาพ แม่ค่อนข้างเก็บตัว เธอเลยแทบไม่เคยพาใครเข้ามายุ่มย่าม ปล่อยให้บ้านเป็นพื้นที่เฉพาะ ปลอดพ้นจากความวุ่นวายทั้งปวง บัดนี้ไม่มีแม่ เหลือแค่เธอคนเดียว มุทิตาก็ยังดำเนินชีวิตแบบนั้น

ปล่อยให้บ้านเป็นพื้นที่เฉพาะ ไกลห่างจากโลกอันแสนสับสน

แซนด์วิชคำสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง เหลือกาแฟติดก้นถ้วยอยู่เล็กน้อยในตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง เธอหยิบมาดูหน้าจอ แล้วมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเลขหมาย โทร.มาเรื่องอะไร? ที่ผ่านมาต่างคนต่างอยู่ ต่างใช้ชีวิตกันไปก็ดีแล้ว

“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกรอกเสียงรับ

“หนูมุนะลูก”

“ค่ะคุณอา”

“2 - 3 วันนี้หนูพอมีเวลาว่างมั้ย ตอนนี้อาอยู่กรุงเทพฯ อยากนัดเจอกันหน่อย”

“มีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่าคะ” เธอถามกลับ ไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะพบเจอ มีเรื่องอะไรอยากให้พูดมาเลยมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าบอกตรงๆ

“ธุระน่ะมี แต่อาอยากเจอหนูด้วย ตั้งแต่งานศพคุณรัตน์ก็ไม่ได้เจอกันเลย หนูสบายดีนะ”

“ค่ะ สบายดี”

“เมื่อวานครบรอบใช่มั้ย”

“ค่ะคุณอา” เธอรู้สึกตื้อที่หว่างอกหน่อยๆ เขาจำได้ แต่ผู้ชายอีกคนคงไม่คิดจะจดจำ

“ทำอะไรบ้าง ทำบุญหรือเปล่า”

“ก็ไปทำสังฆทานเหมือนที่เคยทำปีก่อนๆ แหละค่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก”

“หาเวลาเจอกันหน่อยนะ อาอยากเจอมุ”

“วันนี้หนูหยุด เจอกันตอนบ่ายหรือเย็นนี้ก็ได้นะคะ ถ้าคุณอาสะดวก”

“งั้นรึ ยังงั้นก็ดีเลย งั้นบ่ายนี้ออกมาเจอกันนะลูก หรือจะให้อาเข้าไปหาที่บ้านดี เอามั้ย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ออกไปเจอข้างนอกดีกว่า คุณอาสะดวกที่ไหนคะ”

อีกฝ่ายนิ่งนึก แล้วบอกจุดนัดหมาย เมื่อเลิกการติดต่อมุทิตานั่งมองโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ที่ทึมเทา

ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ

ไม่ต้องการข้องแวะ เกี่ยวพันใดๆ ต่อกันอีก

เพราะถ้าเจอเขา ก็มีหวังว่าวันใดวันหนึ่งอาจได้เจอ ‘ผู้ชายคนนั้น’ เข้าด้วย

เธอควงคนแก่ #2

ร้านอาหารแห่งนั้นอยู่ในแหล่งย่านการค้า บรรยากาศรอบๆ ค่อนข้างพลุกพล่าน แต่ภายในร้านเงียบสงบ พื้นที่รับรองลูกค้ามีสามชั้น ขณะนั้นมีคนมาใช้บริการแค่ไม่กี่กลุ่ม คนคู่หนึ่งเลือกโต๊ะชั้นล่างสุด คนหนึ่งคือมุทิตา อีกคนเป็นชายสูงอายุ วัยห้าสิบกลางๆ ผมยังดำดก ทว่าที่จอนหูมีสีเงินแซม เขาเพิ่งมาถึง ยิ้มรับไหว้ พอทรุดนั่งก็มองสำรวจคนนั่งอยู่ก่อนอย่างพินิจพิเคราะห์

“สามปีแล้วสินะไม่ได้เจอกัน หนูไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย”

“คุณอาสบายดีนะคะ”

“จ้ะ สบายไปตามเรื่องตามราว ตอนนี้เราทำอะไรอยู่”

“งานเดิมค่ะ ผู้จัดการร้านอาหาร”

“อ้อ เป็นไงดีมั้ย”

“ก็ดีค่ะ”

อีกฝ่ายยิ้มละไม

“นั่นสิ ถ้าไม่ดีหนูคงอยู่ไม่ได้นาน งานนี้ใช่มั้ยที่ทำมาตั้งแต่เรียน”

“ค่ะ” เจ้าหล่อนออมคำ งานร้านอาหารเป็นงานแรกในชีวิตที่เธอใช้น้ำแรงเข้าแลกน้ำเงิน เอามาเป็นค่าใช้จ่ายผ่อนแรงแม่ เริ่มตั้งแต่เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ ทำหน้าที่เก็บโต๊ะ ล้างจาน กวาดพื้น เช็ดถูกระจก แล้วก็ได้ปรับเป็นพนักงานแคชเชียร์ คอยรับออร์เดอร์ลูกค้า จัดอาหารตามรายการ จากนั้นย้ายไปประจำตำแหน่งซัพพลายในครัว คอยอบไก่ ย่างไก่ ปรุงเมนูต่างๆ ส่งให้แคชเชียร์ ครั้นเรียนจบจึงเอาวุฒิการศึกษามาปรับตำแหน่งเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ จนมาครองตำแหน่งผู้จัดการร้านอย่างที่เป็น

“กินอะไรดี สั่งเลยนะตามสบาย นานๆ อาจะได้เลี้ยงหลานที” อีกฝ่ายเปิดเมนูพลางพูดอย่างผู้ใหญ่ใจดี แต่มุทิตาเลือกสั่งแค่เครื่องดื่ม

“อ้าว ไม่กินอะไรหน่อยเหรอ” ผู้สูงวัยเงยหน้าถาม

“หนูไม่ค่อยหิว”

“งั้นอาสั่งของว่างมากินเล่น” เขาแจ้งเมนูไปกับบริกรสองสามรายการ

เมื่อเหลือกันลำพัง ชายสูงอายุก็เท้าศอกประสานแขนวางบนโต๊ะ จ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาสงบนิ่ง

“หลานเป็นไงมั่ง ติดขัดลำบากอะไรมั้ย”

มุทิตายิ้มบางๆ

“หนูสบายดีค่ะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

คนฟังพยักหน้าน้อยๆ เข้าใจว่าคงเป็นอย่างนั้น เพราะหลังเสร็จงานศพของอดีตพี่สะใภ้ก็สั่งไว้แล้วว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอยากให้ช่วยโทร.หาได้ทันที แต่ไม่เคยได้รับการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น จะรู้ข่าวคราวของเธอก็จากลูกชาย ที่ยังพอมีการพบปะ

บริกรนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ มุทิตาจึงเกริ่นถามถึงธุระของอีกฝ่าย

“คุณอาอยากพบหนู มีเรื่องอะไรคะ”

“นนท์เคยพูดถึงอาการของปู่ให้ฟังบ้างมั้ย”

“ก็มีบ้าง เห็นว่าล่าสุดเข้าโรงพยาบาลไปสี่ห้าคืน”

“อืม…” คู่สนทนาพยักหน้าเนิบนาบ “ออกมาอยู่บ้านได้ไม่กี่วัน ก็กลับเข้าไปอีกแล้ว คราวนี้อาการแย่เต็มที หมอเขาว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน อาจะขอมากไปมั้ยถ้าอยากให้มุขึ้นไปเยี่ยมท่านสักครั้ง”

ใจเธอหวิวไหวไปกับข่าวนั้น แต่มุมปากก็กระตุก คล้ายพยายามยิ้ม ทว่าไม่มีรอยยิ้มปรากฏ

“ถ้าแม่หลานยังอยู่คงอยากให้ไป”

สีหน้าหญิงสาวเรียบตึง ไม่เหลือความพยายามจะยิ้มอยู่อีก

“อารู้ว่าเหมือนเห็นแก่ตัว แต่อยากให้หลานทำเพื่อปู่สักครั้งในตอนท่านยังมีชีวิต เพราะถ้าไปคิดได้ตอนสายมันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ปู่รักหลานนะ ยังบ่นถึงตลอด ลองคิดดูให้ดีว่าเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดมันใช่ความผิดของปู่มั้ย”

ลำคอของเธอตีบตื้อ ไม่อยากกินดื่มอะไรอีกทั้งนั้น และไม่อยากมองหน้าคู่สนทนาด้วย

“ทำไมถึงไม่อยากไป บอกอาได้มั้ย”

ไม่มีคำตอบ คนถามต้องเดาเอาเอง

“ไม่อยากไปพบ ‘เขา’ หรือ?”

“แล้วคุณอาคิดว่าไงล่ะคะ” มุทิตามองสบตา

“ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อ มันตัดกันไม่ได้หรอก อาไม่อยากจะพูดให้หลานเคือง แต่เลือดในตัวหลานมันก็เลือดเขา”

เจ้าหล่อนขบฟันอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ กระบอกตาเรื่อร้อนขึ้นทันควัน ถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากจะกรีดเอาเลือดเขาออกมาให้หมดเหมือนกัน

คู่สนทนาผ่อนลมหายใจออก กล่าวต่อด้วยกระแสเสียงที่อ่อนโยนประเล้าประโลม

“มุ ลดทิฐิลงหน่อยนะหลาน เห็นแก่ปู่ ทำเพื่อปู่ก่อน ถือว่าอาขอ…ได้มั้ย”

บริกรนำอาหารมาเสิร์ฟคั่นบทสนทนาลงชั่วคราว ช่วยให้หญิงสาวพอมีเวลาปรับอารมณ์ปรับความรู้สึก ครั้นบริกรเดินกลับไปเธอบอกกับผู้เป็นอา

“ขอหนูดูตารางงานก่อน ไม่รับปากนะคะ ช่วงนี้ที่ร้านค่อนข้างยุ่ง ผู้ช่วยฯ เพิ่งย้ายไปลงสาขาอื่น ยังไม่มีคนใหม่มา หนูต้องรับผิดชอบงานทั้งหมด”

คนฟังยิ้มอ่อนจาง รู้ว่ามันเป็นแค่ข้ออ้าง แต่ก็ยังดีที่ไม่ปฏิเสธเสียเลย

“อาหวังว่าจะได้ฟังข่าวดี”

มุทิตายิ้มแค่นๆ

เมื่อพูดธุระสำคัญเสร็จผู้สูงวัยก็ชวนเธอรับประทานอาหาร คุยกันเรื่องสัพเพเหระ ส่วนใหญ่เป็นเขาที่พูด บอกเล่าเรื่องต่างๆ และพูดถึงชานนท์ ลูกชายคนเดียวของเขาที่มุทิตาให้ความสนิทสนมกว่าคนอื่น

ตราบกระทั่งสมควรแก่เวลาเขาก็เรียกเด็กประจำร้านมาชำระเงิน จากนั้นลุกตามกันออกมานอกร้าน ชายสูงวัยเปิดประตูให้หลานสาว พลางโอบบ่า หยุดยืนคุยกันที่หน้าร้านนั้น

“หลานมายังไงเนี่ย ขับรถมาหรือ”

“ค่ะ จอดไว้ด้านนี้”

“ของอาจอดไว้ข้างนอก งั้นลากันตรงนี้เลยนะ”

มุทิตาพนมมือไหว้ลาญาติผู้ใหญ่ เขาละมือออกไปเพื่อรับไหว้ จากนั้นโอบบ่าตบเบาๆ อีกครั้งก่อนผละจาก เธอมองตามแล้วจึงหมุนตัวเดินไปที่รถของตัวเอง

ย่านนั้นมีร้านอาหารอยู่นับสิบ ด้านหน้าเป็นลานกว้าง ตรงกลางลานมีต้นไม้ใหญ่ที่โคนของมันก่อปูนปูกระเบื้องไว้สำหรับให้ลูกค้านั่งเล่นหรือนั่งรอเพื่อน ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น มองเห็นหญิงสาวตั้งแต่เปิดประตูออกมาจากร้านอาหารกับชายสูงอายุ ทีแรกก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ต้องมองซ้ำเมื่อรู้สึกว่าฝ่ายหญิงคุ้นหน้า จากนั้นจ้องมองอยู่ตลอดด้วยดวงตายิ้มวิบวับ

อันที่จริงเรื่องของคนอื่นไม่ใช่ธุระกงการของเขา ไม่เคยอยากไปยุ่งไปแส่ แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นผู้หญิงคนนี้เดินควงผู้ชายคราวพ่อออกมา ดันอยากจะขำ เขาหันไปแอบหัวเราะทางอื่น รูปร่างหน้าตาก็สวยไม่ใช่เล่น ปากคมยังงั้นทำไมเลือกควงคนแก่หากินทางนี้

หรือเพราะเปย์หนัก เปย์ดุกว่าหนุ่มๆ?

เออ เพิ่งรู้ว่าเบื้องหลังก็ไม่เบา

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังเจ้าหล่อนซึ่งเดินห่างออกไปทุกที ก่อนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีเสียงเรียก

“เรียบร้อยแล้วค่ะพี ไปกันเถอะ”

เขาหันกลับมาสนใจคนรัก ลุกยืนพลางยื่นแขนให้หล่อนจับตามความเคยชิน

“ไปกินร้านไหนดี ร้านเดิมมั้ย”

“เปลี่ยนร้านมั้ยคะ ลองร้านข้างๆ ที่อยู่ติดกันดีกว่า คราวก่อนมาคนเยอะเลย น่าจะมีอะไรดี”

“โอเค แล้วแต่คุณผู้หญิงบัญชาเลยครับ” คนทั้งสองยิ้มหัวเราะให้กัน พลางสืบเท้าตรงไปยังร้านที่พูดถึง

เจ้าคุณปู่ #1

บทที่ 2

เจ้าคุณปู่

จนแล้วจนรอดเธอก็คิดไม่ตกว่าควรกลับไป ‘ที่นั่น’ เพื่อดูใจปู่สักครั้งมั้ย ความรู้สึกจริงๆ คือเธอไม่อยากไป แต่ก็รู้สึกผิดหากจะทำตัวแล้งน้ำใจแบบนั้น ทั้งที่อาอุตส่าห์ลงทุนมาขอร้องด้วยตัวเอง

วันคืนคืบคลานผ่านไป พร้อมกับที่ความกระวนกระวายใจทับถมในอกหญิงสาว มันแสดงออกทางกายเป็นอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด หงุดหงิดรำคาญใจแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานซึ่งเธอเคยรับมือได้ดีกว่านี้

“เป็นอะไรเจ๊” ลูกน้องเอ่ยถามเมื่อผ่านพ้นเวลาพีคไทม์ของร้าน ลูกค้าเบาบางลง

“เป็นอะไร? เปล่านี่” เสียงตอบห้วนเล็กน้อย ลูกน้องเลยพากันหุบปากทั้งที่ใจอยากบอก…ก็ไอ้อาการแบบนี้แหละที่มันต้องเป็นอะไรสักอย่าง

“พวกล็อบบี้ไปไหนหมด ไม่เห็นอยู่หน้าร้านสักคน ไอ้ปุ้มเปิดล็อบบี้มั้ยวันนี้ ทำไมกระจกเป็นคราบ ได้เช็ดแล้วเหรอเมื่อเช้า”

“มันล้างจานอยู่ในครัว”

“งั้นแกไปจัดการเลย ยืนว่างอยู่ได้ หางานทำเข้าสิ” เธอหันไปดุแคชเชียร์ บังเอิญเห็นแผ่นโฆษณาใหม่ที่กระจกอีก “แล้วใครติดดีแคลร์ ดู มีฟองอากาศเต็ม ติดยังไง ไอ้นุ้ยไปลอกติดใหม่ไป กรีดให้ดีนะอย่าให้มีฟองอากาศเหลือ ไอ้ยงค์ไปช่วยมันด้วย มัวแต่ยืน คนอื่นๆ ก็หางานทำเข้า อะไรวะ พอไม่มีลูกค้าก็ยืนเฉย”

เธอเดินหน้ายุ่งเข้าห้องทำงาน ลูกน้องได้แต่ยืนมองกันตาปริบๆ แล้วส่งเสียงกระซิบกระซาบถามว่าหัวหน้าเป็นอะไร เหมือนคนรอบเดือนไม่มาตามนัด

หมดชั่วโมงทำงานของวันนั้น มอบหมายงานให้ลูกน้องที่เข้ากะเย็นรับผิดชอบต่อ มุทิตาก็เก็บของกลับ เธอไปแวะที่ร้านเครื่องดื่ม Drink With Friends เจอเบญญาอยู่ที่นั่นพอดี

“ไงเจ๊…มาแต่วันเลย วันนี้เข้ากะเช้าเหรอ ออกจากร้านเร็วนะ” ปกติวันทำงานไม่ค่อยเห็นมุทิตาแวะมาก่อนพระอาทิตย์ตก

“อือ” เสียงตอบรับเนือยๆ เบญญาเงยหน้าดู เห็นอีกฝ่ายไปนั่งบนเก้าอี้สูง หลังพิงโต๊ะบาร์ซึ่งอยู่ติดผนังกระจก

“เป็นอะไร”

“เปล่านี่” เธอตอบอัตโนมัติ แต่แล้วถอนหายใจเฮือก “จริงๆ ก็มีนิดหน่อย”

“จะนิดจะมากบอกหนูได้ หนูยินดีเป็นกระโถน” เจ้าหล่อนพูดพลางจัดแก้วเครื่องดื่มเรียงลงในตะกร้าหวาย

คนฟังหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ค่อยสดใส แต่ก็ดูดีขึ้นมาหน่อย

“อยู่คนเดียวเหรอ ไอ้แจงไปไหน”

“เฝ้าขนมอยู่หลังร้าน ใกล้ออกจากเตาอบแล้ว”

“มันอบอะไร”

“คัพเค้กกล้วยหอม”

“ขายดีนะ เห็นอบบ่อย”

“อืม ลูกค้าไม่รู้จะสั่งอะไรก็เอาคัพเค้กกล้วยหอมก่อนเลย ถูกด้วยแหละ จะซื้อทีไม่ต้องคิดมาก …ว่าแต่เจ๊ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ”

“ทำไมคิดว่าไม่สบายใจ อาการมันออกชัดขนาดนั้นเลย?”

“เจ๊ส่องกระจกดูหน้าตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“ตอนขึ้นรถ”

“แล้วไม่เห็นอะไรในกระจกบ้างเหรอ คิดว่าหน้าตาตัวเองปกติ?” ว่าแล้วหัวเราะ “เออ ถ้าเจ๊คิดว่าปกติ หนูก็ว่าปกติแหละ เพราะทุกวันเจ๊ก็เป็นยักษ์ขมูขีอยู่แล้ว”

“อีเบลล์”

“เอาอะไรดีวันนี้”

“กูไม่จ่ายตังค์นะ เหม็นขี้หน้ามึง” เจ้าหล่อนหมุนตัวเข้าหาโต๊ะ เท้าข้อศอกพักคางไว้บนมือ

“ไม่จ่ายวันนี้ค่อยเก็บวันหลัง หนูให้เซ็น” เจ้าของร้านหยอกกลับ ใจจริงเลี้ยงพี่สาวได้ “ตกลงเอาอะไร”

“เคยเห็นกินอะไรมั่งล่ะถ้าไม่ใช่ชาเขียว” อีกฝ่ายย้อน

“เย็นหรือปั่น?”

“ปั่น”

ไม่นานชามัทฉะลาเต้ปั่นก็วางลงตรงหน้าคนที่นั่งทอดอารมณ์มองเหม่อออกไปนอกร้าน แก้วเครื่องดื่มกระทบแขนเบาๆ ความเย็นจัดทำให้สะดุ้ง

“อุ๊ย! เล่นอะไรของแก” พอรู้ว่าโดนแกล้งเธอก็ขมวดคิ้วดุ

“ใจลอยถึงไหน ท่าทางเหมือนหมาหงอย ไปตกหลุมเสน่ห์ใครแล้วโดนเขาหักอกมาเหรอ”

“ไม่นกเหมือนแกหรอก ไม่ต้องมาหาพวก” หญิงสาวค้อน ยกแก้วชาเขียวปั่นขึ้นดูดเรียกความสดชื่น แจงออกมาจากหลังร้านเห็นมุทิตาก็ร้องทัก ชวนให้ชิมคัพเค้กถาดใหม่ที่เพิ่งยกออกจากเตาสดๆ ร้อนๆ

“เดี๋ยวรอให้มันเย็นก่อน หนูค่อยเอามาให้”

“จ้ะ ขอบใจ” เจ้าหล่อนบอก แล้วคุยกับเบญญาซึ่งดันก้นขึ้นนั่งที่เก้าอี้สูงอีกตัว “ถามไรหน่อยดิ”

“ว่า?”

“สมมุตินะ ถ้าแกมีญาติที่ไม่ได้เจอกันมายี่สิบกว่าปี แล้วจู่ๆ แกรู้ว่าปู่ป่วยหนัก แกจะไปเยี่ยมมั้ยวะ”

“สมมุติที่หมายถึงเรื่องจริง?” เบญญาเดา ครั้นอีกฝ่ายชายตามาแลก็เดาต่อไปอีก “และเป็นเรื่องของเจ๊เอง?”

“ทำไมแสนรู้”

“อุ๊ยเจ็บ!” คนอ่อนกว่าแกล้งยกมือทาบอก แล้วหัวเราะ “ตกลงเจ๊มีญาติด้วยเหรอ เป็นปู่ซะด้วย เจ้าคุณปู่หรือเปล่า วุ้ย! หรือเจ๊เป็นลูกเศรษฐีมาตกยากในเมืองหลวง เจ๊ต้องไปนะ เผื่อเจ้าคุณปู่ทิ้งมรดกไว้ให้สักร้อยล้าน”

“แกนี่ ทำเป็นเล่นอยู่เรื่อย” มุทิตายกมะเหงกอย่างมันเขี้ยว

“เอ๊า ก็เป็นปู่ ไม่ใช่เจ้าคุณปู่หรอกเหรอ” อีกฝ่ายยังไม่หยุดเล่น อึดใจถัดมาก็ถามเป็นงานเป็นการ “เจ๊บอกไม่เคยเจอกันยี่สิบกว่าปี ไม่เคยไปมาหาสู่กันเลยเหรอ”

มุทิตาหมุนหลอดเครื่องดื่มเล่นพลางส่ายหน้า

“ทำไมอ้ะ แปลกเนอะ”

“มันจากกันแบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จริงๆ ก็มีติดต่อกันบ้าง ไม่บ่อย แต่เป็นอา แล้วก็ลูกของอา”

“อ้อ งั้นเจ๊ก็แค่ไม่ถูกกับปู่ เขากีดกันแม่กับเจ๊งี้เปล่า อารมณ์พ่อผัวใจยักษ์ เกลียดขี้หน้าลูกสะใภ้เลยพาลมาเกลียดหลาน? ถ้าเป็นแบบนั้นตัดแม่งเลย ไม่ต้องไปญาติดีด้วยหรอก ผู้ใหญ่บางคนก็ทำตัวไม่น่าเคารพ ยกมือไหว้หมายังรู้สึกดีกว่าอีกอ้ะ”

“มึงเคยไหว้หมากี่ครั้งแล้ว” มุทิตาเหลือบตามาแล อีกคนค้อน ทำท่าจะลงจากเก้าอี้

“ไม่คุยกับเจ๊แล้ว”

คนแก่กว่ายึดแขนไว้

“เอาน่า หยอกนิดหยอกหน่อยอย่าทำเป็นงอน” เธอกลั้วยิ้มขำ

“ยิ้มได้แล้ว อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่มั้ยล่ะ” เบญญาส่งสายตาล้อ ยอมนั่งต่อ “ตกลงปู่เจ๊อ้ะ เป็นยังไง ไหนฝอยมา”

อีกฝ่ายกลับเข้าสู่โหมดหนักอกหนักใจตามเดิม

“…ไม่รู้สิ เขาเคยดี แต่ตอนหลัง… บอกไม่ถูก แกก็รู้นี่น้ำใจคนยากแท้หยั่งถึง”

“อืม…เข้าใจ” ที่ปรึกษาพยักหน้า ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ “แล้วไงต่อ นอกจากปู่แล้วคนอื่นๆ ดีมั้ย”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...