ไทยจะรับมืออย่างไร? เมื่อเกิดน้อย-แก่เยอะ
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
“เด็กเกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อม และไม่มีมาตรการที่ดีพอ สุดท้ายจะเติบโตเป็น ‘คนจนรุ่นใหม่’ และ ‘การศึกษา’ สามารถช่วยป้องกันการส่งผ่านความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นได้”
ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาใหญ่ คือ มีเด็กเกิดใหม่น้อย สวนทางกับจำนวนคนสูงวัยที่พุ่งเร็ว จนเรียกได้ว่า มีลักษณะพิเศษคือ เป็นประเทศที่กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ก่อนที่จะเป็น ‘ประเทศร่ำรวย’
ทุกภาคส่วนของ ‘ไทย’ ควรรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร Wealth Me Up ได้พูดคุยกับดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่จะมาชี้ทางออก เพื่อหลุดจาก ‘บ่วงวิกฤต’
โครงสร้างประชากรประเทศไทย วิกฤต?
ดร.สมชัยอธิบายว่า ไทยมีโครงสร้างประชากรที่คนแก่เร็ว และเด็กเกิดน้อย อัตราการเจริญพันธุ์ต่ำมาก โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 กว่าๆ และที่สำคัญ สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นตอนที่ประเทศไทยยังไม่รวย โดยส่วนมากประเทศที่เผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ มักจะรวยก่อน
“ไทยน่าจะเป็นประเทศที่ค่อนข้างพิเศษนิดนึงในแง่ที่ว่าน่ากังวลและหากถามว่าวิกฤตมั้ยผมเคยตอบทีเล่นทีจริงว่าวิกฤตไปตั้งแต่10 ปีที่แล้วคือเลยจุดวิกฤตมาแล้ว”
เหตุผลที่ ดร.สมชัยใช้ตัดสินใจว่า อะไรวิกฤตหรือไม่วิกฤต คือ สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวทันหรือไม่ ซึ่ง ดร.สมชัยคิดว่า ประเทศไทยควรเตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว
“เรารับมืออยู่แต่น้อยเกินไปมากและน่าจะไม่ทันจึงพูดทีเล่นทีจริงว่ามันเลยจุดวิกฤตไปแล้ว”
โครงสร้างประชากรไทยเกินกว่าจุดวิกฤต
ดร.สมชัยอธิบายสถานการณ์โครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบันว่า มีเด็กเกิดใหม่ปีละประมาณ 500,000 คน และอาจเริ่มไม่ถึง 500,000 คนภายใน 2 ปีนี้ ขณะที่มีสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปี เกิน 20% ของประชากรทั้งหมดไปแล้ว และจำนวนประชากรโดยรวมก็ลดลงตั้งแต่ประมาณ 4 ปีที่แล้ว
นอกจากนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปในมิติย่อยก็จะพบปัญหามากขึ้น เช่น มีสัดส่วนคนแก่มากขึ้น และเป็นการแก่แบบไม่พร้อมในหลายเรื่อง คือ 1. รายได้ไม่พอ เงินออมไม่พอ และ 2. อายุยืนมากขึ้น เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์
“เมื่อมีอายุมากขึ้นแต่เงินออมไม่พอก็มีปัญหาว่าจะอยู่อย่างไรจะมีเงินพอใช้จ่ายประจำวันไปจนถึงวันสิ้นอายุขัยหรือไม่ก็เป็นประเด็นคนแก่ที่มีลักษณะแบบนี้มีสัดส่วนสูงมากบางตัวเลขให้ไปถึงเกินครึ่งของคนเกษียณหรืออายุเกิน60 ปีจึงไม่แปลกที่เราเห็นภาพว่าคนไทยอายุเกิน60 ยังคงทำงานอยู่มีเยอะมากหรือประมาณ40% ของคนอายุเกิน60 ปีถ้าไปไล่ดูก็มักจะเป็นคนฐานะไม่ค่อยดี”
ดร.สมชัยชี้ว่า คนแก่กลุ่มนี้จำเป็นต้องทำงาน ไม่ได้เลือกทำงานเพราะมีความสุขในการทำงาน และงานที่ทำก็ค่อนข้างจะหนัก
ส่วนประเด็นเด็กเกิดน้อยก็มีมิติที่เป็นปัญหาซ่อนลึกคือ ในกลุ่มเด็กเกิดใหม่ปีละ 500,000 คน ประมาณ 60% หรือประมาณ 300,000 คน เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
“ครอบครัวที่ว่าบางทีเราเรียกว่าครอบครัว60% ล่าง(Bottom 60) หรือการเรียงคนจากรวยมาจนเขาอยู่60% ล่างครอบครัวแบบนี้คงไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตขึ้นมาอย่างเต็มศักยภาพคงส่งที่เรียนดีๆไม่ค่อยได้และเผอิญ การศึกษาภาครัฐก็ไม่ค่อยดีด้วยจะมีโรงเรียนรัฐจำนวนเท่านั้นที่มีคุณภาพดีที่เหลือประมาณ70-80% คุณภาพจะไม่ดีเท่าไหร่”
ดร.สมชัยชี้ว่า เด็กที่เกิดในครอบครัว Bottom 60 จะต้องไปเรียนในโรงเรียนรัฐที่คุณภาพไม่ดีนัก ขณะที่พ่อแม่ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำก็ให้เวลากับลูกได้ไม่มากพอ ไม่สามารถกล่อมเกลาลูก และให้ความอบอุ่นกับลูกได้ เพราะฉะนั้นเด็กจะมีปัญหาทั้งทางEQ และIQ เมื่อโตขึ้นมา
“ที่ฉายภาพไปเมื่อรวมกันแล้วหมายถึงภาพใหญ่ที่ส่งผลกระทบหลายเรื่องเช่นการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่น่าจะสูงแล้วที่มีวาทกรรมว่าเศรษฐกิจไทยหากขยายตัวตามศักยภาพจะซักเท่าไหร่ตัวเลขที่ให้ตอนนี้โตไม่ถึง3% และน่าห่วงว่าถ้าเด็กยังเกิดน้อยและประชากรยังลดลงและคุณภาพไม่ดีนักเป็นไปได้ว่าการขยายตัวตามศักยภาพจะค่อยๆลดลงผมคาดว่าไม่เกิน10 ปีGDP ไทยโตเหลือ2.5%”
------------------------------
“เด็กเกิดน้อย คนแก่พุ่ง คาดว่าไม่เกิน 10 ปี GDP ไทยโตเหลือ 2.5%”
------------------------------
ดร.สมชัยอธิบายต่อว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าก็หมายความว่า เงินทองในกระเป๋าของคนก็จะน้อยลงไปด้วย เช่นเดียวกับเงินของรัฐบาล
“ถ้าเศรษฐกิจโตช้าคนรายได้ไม่ดีก็ไม่สามารถเสียภาษีได้รัฐก็เก็บภาษีได้น้อยลงก็ย้อนกลับมาว่าการดูแลของภาครัฐในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจการดูแลเด็กดูแลคนแก่เรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เงินจะTransition ไปสู่พลังงานสีเขียวต้องใช้เงินทั้งสิ้นและภาครัฐจะต้องเป็นคนร่วมจ่ายในเรื่องนี้แต่ถ้าภาครัฐมีเงินน้อยลงปัญหาต่างๆที่พูดไปแล้วจะอาศัยภาครัฐอย่างเดียวไม่ค่อยได้แล้วดูมีปัญหาทบทวีกันหลากหลายมิติ”
ต้นตอวิกฤต ‘เด็กเกิดน้อย - สูงวัยพุ่ง’
ดร.สมชัยพูดถึงต้นตอของวิกฤตโดยเริ่มจากฝั่งปัญหาคนสูงวัยว่า ศักยภาพแรงงานไทยไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่เกิดจากมีการศึกษาน้อย โดยคนอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เรียนจบ ม.3 มีสัดส่วนน้อย ส่วนใหญ่เรียนจบไม่เกิน ม.3 และบางส่วนก็เรียนจบต่ำกว่านั้น
“คนกลุ่มนี้ในยุคที่โลกพัฒนาไปเร็วและต้องการเทคโนโลยีใหม่ทักษะใหม่แต่เนื่องจากเรียนมาไม่เยอะก็ไม่สามารถจะได้ทักษะใหม่ๆเรียนรู้ไม่ได้อายุก็เยอะขึ้นเรี่ยวแรงก็ถดถอยลงเพราะฉะนั้นกลุ่มนั้นก็จะมีรายได้ที่น้อยลงที่ผมบอกว่าแก้ปัญหาไม่ทันคือจริงๆแล้วถ้าปัญหาตรงนั้นมันต้องคิดในเรื่องการเพิ่มทักษะให้กับคนไทยตั้งแต่10-20 ปีที่แล้วและมีการเจาะจงว่ากลุ่มไหนต้องทำอะไรบ้างอันนี้เราไม่ได้ทำเราทำแบบกระปริบกระปรอยกระจัดกระจาย”
ขณะเดียวกัน ในประเด็นการพัฒนาระบบสวัสดิการก็เป็นไปอย่างค่อนข้างช้า ซึ่งหากประเทศไทยมีระบบสวัสดิการที่ดีจะทำให้ป้องกันความเสี่ยงได้ เช่น หากมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย หรือเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวมีปัญหา ระบบสวัสดิการจะช่วยให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถไปทำงานหารายได้ต่อได้ สามารถเพิ่มทักษะให้กับตัวเองได้ แต่ระบบของประเทศไทยทำให้คนมีรายได้น้อยตลอดชีวิต และเมื่อใกล้เกษียณก็จะมีปัญหาคือ เงินออมไม่พอ
------------------------------
“ระบบของประเทศไทยทำให้คนมีรายได้น้อยตลอดชีวิต และเมื่อใกล้เกษียณก็จะมีปัญหาคือ เงินออมไม่พอ”
------------------------------
สำหรับประเด็นเรื่องเด็กนั้น ดร.สมชัยชี้ว่า มีปัญหาเด็กเกิดน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนกว่าฝั่งผู้สูงอายุ เพราะว่าคนที่ไม่ค่อยยอมมีลูกมักจะเป็นคนที่มีการศึกษาสูง
“ถ้าจบปริญญาตรีขึ้นไปมักจะเลือกที่จะไม่มีลูกบางคนไม่มีแฟนหรือต่อให้มีแฟนก็ไม่มีลูกอันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆและทั่วโลกแต่ผมสังเกตว่าของไทยเกิดขึ้นค่อนข้างเร็วค่านิยมแบบนี้ไปเร็วมากการไม่อยากมีลูกเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก”
ดร.สมชัยอธิบายต่อว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนไม่อยากมีลูก เช่น รู้สึกว่าเป็นภาระ
“คำว่าเป็นภาระไม่ใช่ว่าไม่รักลูกบางคนยังไม่มีลูกแต่รู้ว่าถ้ามีแล้วจะรักถ้าเขารักปุ๊บเขาอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกแต่เขาถามตัวเองและรู้สึกว่าเขาให้ไม่ได้สมมติว่าจะไปการศึกษาชั้นดีต้องเรียนอินเตอร์เขาก็ถามตัวเองว่าเขามีเงินส่งเรียนอินเตอร์มั้ยอาจจะไม่มีต่อให้เขาจบปริญญาตรีแต่เงินเดือนไม่ได้สูงมากเพราะค่าเทอมแพงมากเพราะฉะนั้นตัดสินใจไม่มีลูกดีกว่าหรือจะไปเรียนเปียโนเรียนพิเศษต่างๆแพงทั้งสิ้นก็เลยไม่มีลูก”
นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่น เช่น อาจรู้สึกว่ารักความเป็นอิสระเสรีมากขึ้น อยากจะเที่ยวมากขึ้น และอยากใช้เวลาระหว่างสามีภรรยา หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ได้ยินบ่อยขึ้น คือ สังคมดูไม่ค่อยน่าอยู่ ทั้งเรื่องฝุ่นมลพิษ การเมืองเป็นพิษ เป็นต้น
“เขาไม่อยากมีลูกให้อยู่ในสังคมแบบนี้เขาเองก็ไม่อยากอยู่ในสังคมนี้ผลสำรวจพบว่าคนอยากย้ายประเทศกันเยอะเจ้าตัวยังอยากย้ายประเทศก็คงไม่อยากให้ลูกอยู่ในประเทศนี้ก็เลยไม่มีลูก”
ดร.สมชัยชี้ว่า ปัญหาเรื่องเด็กเกิดน้อยจะแก้ยากกว่า เพราะจะต้องแก้ปัญหาแบบองค์รวมจริงๆ เช่น สังคมเป็นพิษ การเมืองเป็นพิษก็ต้องแก้ที่จุดนั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก
นับ 1 แก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย-สูงวัยพุ่ง
ดร.สมชัยมีข้อเสนอการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยและจำนวนผู้สูงอายุพุ่งเร็ว โดยระบุว่า การ Upskill และ Reskill มีความสำคัญมากในการแก้ปัญหาสัดส่วนคนสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งภาครัฐและเอกชน และตัวผู้สูงอายุเองสามารถร่วมกันแก้ปัญหานี้ได้
“เจ้าตัวเองก็ต้องใฝ่หาความรู้คนอายุ50 ก็อย่าคิดว่าตัวเองแก่เกินเรียนยังมีทักษะอีกหลายเรื่องซึ่งสามารถเรียนรู้ได้สมมติว่าจบไม่สูงก็จริงแต่อ่านออกเขียนได้ดูYouTube ได้ก็สามารถหาความรู้จากYouTube ได้สิ่งที่ดูล้ำๆเช่นAI ฟังดูแล้วเหมาะสำหรับคนจบม.3 มั้ย? ผมว่าจริงๆมันก็เรียนรู้กันได้เพราะยังมีคำสั่งที่สั่งได้ไม่ยากChatGPT สั่งได้และมีเวอร์ชั่นฟรีใช้ภาษาไทยได้ด้วยผมคิดว่าเจ้าตัวก็ต้องอยากที่จะเรียนรู้อยากจะเก่งขึ้นพัฒนาตัวเอง”
ขณะเดียวกัน ดร.สมชัยย้ำว่า ภาครัฐและเอกชนก็มีบทบาทช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เช่น การฝึกทักษะแรงงานใหม่ๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ขณะเดียวกันก็ต้องฝึกทักษะใหม่ๆ ให้กับพนักงานเก่าที่อายุเยอะด้วย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการให้กับพนักงานได้
“ภาครัฐต้องทำเป็นสเกลใหญ่เป็นนโยบายชาติผมอยากให้มีNational Program ด้านUpskill และReskill คือต้องคิดใหญ่เลยบอกว่าปีนึงเราตั้งเป้าจะทำการUpskill-Reskill คนไทยซัก10 ล้านคนที่ดูเหมือนเยอะแต่เป็นสิ่งจำเป็นเพราะคนไทยประมาณ40-50% อายุเยอะและการศึกษาไม่สูงพวกนี้ต้องการการUpskill ซึ่งคนกลุ่มนี้มีประมาณ20-30 ล้านคนเพราะฉะนั้นฝึกปีละ10 ล้านและวนไปเรื่อยๆเพราะอีกซัก3 ปีทักษะนั้นอาจล้าสมัย”
ดร.สมชัยย้ำ การ Upskill-Reskill เป็นสิ่งที่ควรทำระดับชาติ ซึ่งยังไม่เห็นมีการดำเนินการ ซึ่งหากดำเนินการจะสามารถแก้ปัญหาคนสูงวัยได้เยอะ
ส่วนปัญหาอื่นๆ ของคนสูงอายุ เช่น การแก้ปัญหาคนไข้ติดเตียง ดร.สมชัยอธิบายว่า “เมื่อมีคนไข้ติดเตียงจะกลายเป็นภาระไปทั่ว เป็นภาระของคนในครอบครัว บางคนต้องลางานมาดูแลพ่อแม่ ซึ่งประเด็นนี้หากออกแบบดีๆ จะสามารถลดภาระส่วนนี้ได้”
ดร.สมชัยเสนอว่า อาจให้ชุมชนมาช่วยดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียง “สมมติเรามีชุมชนในชนบทหรือในเมืองก็ได้ถ้ามีคนติดเตียงก็บอกว่าเราจะเวียนกันไปดูแลคนนั้นคล้ายกับธนาคารเวลาคือช่วงที่คนนั้นสุขภาพดีอยู่ก็ดูแลคนอื่นแต่เมื่อเจ้าตัวเริ่มติดเตียงคนอื่นก็จะมาดูแลซึ่งจะเป็นการดูแลโดยที่ไม่ต้องไปพึ่งพิงภาครัฐและเป็นConcept ของการดูแลตัวเองได้”
สำหรับประเด็นเรื่องเด็ก ดร.สมชัยกล่าวว่า มีนโยบายหลายเรื่องที่พยายามเพิ่มอัตราการเกิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคนไม่อยากจะมีลูก อย่างไรก็ตาม มีหลายประเทศพยายามทำ และบางประเทศประสบความสำเร็จบ้าง พร้อมยกตัวอย่างมาตรการจูงใจให้คนมีลูกว่า
“เช่นให้แม่ลาคลอดได้นานขึ้นอย่างน้อย180 วันเพื่อให้แน่ใจว่าหลังลาคลอดเพื่อเลี้ยงลูกแล้วยังมีงานทำอยู่ทำให้รู้สึกว่าฉันยอมมีลูกก็ได้เพราะว่าไม่ได้ขัดขวางการทำงาน”
ขณะเดียวกัน บางประเทศมอบสิทธิ์ลาเลี้ยงลูกให้กับพ่อด้วย หรืออาจสลับกันได้ เพราะบางกรณี แม่มีรายได้ดีกว่าพ่อ จึงให้พ่อเป็นคนเลี้ยงดูลูกแทน ก็จะสามารถปรึกษาและตัดสินใจที่จะมีลูกได้
ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการจัดการเรื่องศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (Child Center) ที่มีคุณภาพและฟรี
“ประเทศที่มีข้อเสนอแบบนี้พ่อแม่จะตัดสินใจมีลูกได้ง่ายขึ้นเพราะหนึ่งในปัญหาคือถ้าเด็กยังคงเล็กอยู่ดูแลเองก็ไม่ไหวจะให้ปู่ย่าตายายเดี๋ยวก็ล้มหายตายจากแต่ถ้ามีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพและไว้ใจได้คำว่ามีคุณภาพไม่ใช่แค่เอาเด็กไปกินไปนอนสามารถฝึกทักษะให้เด็กได้ด้วยฝึกเรื่องEQ-IQ ต่างๆถ้าได้อย่างนั้นพ่อแม่ก็รู้สึกว่าฉันยอมมีลูกได้”
ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า หลายแห่งก็ทำเรื่อง Work-Life Balance ด้วย
“พ่อแม่เมื่อมีลูกก็ต้องการใช้เวลากับลูกใช้เวลากับครอบครัวจะจนถึงลูกเข้าเรียนหรือกระทั่งหลังเรียนแล้วก็ยังอยากจะได้แบบนั้นอันนี้ภาคเอกชนช่วยได้เอกชนก็บอกว่าคุณทำงานกับเรานะเรารู้ว่าคุณมีครอบครัวเวลาทำงานก็Flexible ขึ้นมีWork from Home บ้างก็สามารถจัดเวลาไปอยู่กับครอบครัวและลูกได้ตัวพ่อแม่ก็ไม่รู้สึกGuilty ว่าทิ้งลูกเอาไว้นี่ก็จะผ่อนคลายความกังวลที่ว่าถ้ามีลูกแล้วจะมีปัญหานู่นนี่ตามมา”
ดร.สมชัยย้ำว่า หลายประเทศใช้นโยบายข้างต้น และทำแบบเป็นแพ็กเกจ คือ ไม่ได้ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ประเทศที่ทำเป็นแพ็กเกจจะมีสถานะดีนิดนึงเช่นฝรั่งเศสนอร์เวย์สวีเดนถ้าใกล้มาหน่อยก็คือเกาหลีใต้ซึ่งก็รวยอยู่ดีญี่ปุ่นเพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องยอมรับว่ามาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่มีต้นทุนศูนย์เด็กเล็กที่ฟรีและคุณภาพดีด้วยคงจะแพงและหากภาครัฐเป็นคนจัดก็ต้องจัดงบประมาณมาก็คงจะแพงมันก็เลยเกิดขึ้นในประเทศที่ฐานะดีนิดนึง”
ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีปัญหาเด็กเกิดน้อยและคนสูงวัยขาดทักษะ อีกทั้งมีงบประมาณจำกัด หากต้องเลือกว่าจะต้องให้น้ำหนักกับประเด็นปัญหาไหนมากกว่ากัน ดร.สมชัยตอบว่า ทั้งสองเรื่องต่างมีความสำคัญ แต่หากมองในมิติอนาคตประเทศ ‘ปัญหาเด็กสำคัญกว่า’ คือ ต้องทำให้เด็กเกิดมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ เกิดแล้วต้องโตอย่างมีศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญมาก
พร้อมกับยกงานวิจัยมาอ้างอิงว่า “ไม่ว่าจะลงทุนกับส่วนนี้ไปเท่าไหร่ผลที่ตอบรับกลับมาคุ้มค่ามีนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่ทำเรื่องนี้พบว่าการลงทุนกับเด็กให้ผลตอบแทนกลับคืนมา7 เท่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในคนแก่ผลตอบแทนอาจไม่สูงมากนักแต่ยังไงเราก็ต้องดูแลคนแก่มันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม”
------------------------------
“หากมองในมิติอนาคตประเทศ ‘ปัญหาเด็กสำคัญกว่า’ คือ ต้องทำให้เด็กเกิดมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ เกิดแล้วต้องโตอย่างมีศักยภาพ”
------------------------------
Health Span เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
ดร.สมชัยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ Health Span ว่าเป็นแนวคิดที่ว่า ‘อย่าเป็นโรคร้ายแรงเร็วเกินไป’ เช่น กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ได้แก่ หัวใจ โรคเบาหวาน มะเร็ง ที่คร่าชีวิตคนเยอะ และทำให้ผลิตภาพลดลงด้วย หากเป็นโรคเหล่านี้
“ที่น่าเป็นห่วงคือคนไทยเป็นโรคประเภทนี้ด้วยอายุที่น้อยลงๆHealth Span หมายความว่าต้องยืดเวลาช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีสมัยก่อนอาจอยู่ซัก50 กว่าจะเริ่มเจอโรคหัวใจโรคต่างๆตอนนี้ลดเหลือ40 บางคน30 ก็เริ่มเจอโรคแล้วเพราะฉะนั้นHealth Span ก็จะสั้นลงและพอเป็นโรคปุ๊บก็จะเป็นภาระต่อทุกคนทั้งตัวเองและคนอื่น”
ดร.สมชัยมองว่า การยืด Health Span ให้อย่างน้อยกลับไปเท่ากับสมัยก่อน ไม่ให้สั้นลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยนโยบายที่สามารถทำได้มีหลายอย่าง เช่น โภชนาการที่ถูกต้อง
“เราเห็นเด็กอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆกินขนมกรุบกริบไขมันสูงทำให้เด็กอ้วนและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคNCDs ไลฟ์สไตล์ที่ไม่ค่อยดีเครียดซึ่งเด็กเดี๋ยวนี้ก็เครียดแล้วซึ่งทำให้เกิดเรื่องของNCDs ได้เร็วขึ้นการพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ออกกำลังกาย”
นอกจากปัจเจกบุคคลแล้ว ดร.สมชัยบอกว่า ภาคส่วนอื่นๆ ก็สามารถช่วยได้ เช่น การให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ (Health Literacy) ซึ่งภาครัฐดำเนินการอยู่ แต่อาจสำเร็จบ้างหรือไม่สำเร็จบ้าง ขณะเดียวกัน องค์กรเอกชนก็สามารถช่วยได้ โดยมีแนวคิดของ Health Organization หรือองค์กรที่เสริมสร้างสุขภาพดี
“เช่นเราประกาศว่าเป็นHealth Organization สิ่งที่องค์กรจะทำคือให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องให้กับพนักงานอาจจะมีโครงการตรวจสุขภาพจะทำให้เขาตระหนักถึงปัญหาของสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆให้คำแนะนำรายบุคคลว่าจะต้องปรับพฤติกรรมอย่างไรชุมชนก็สามารถให้ความรู้การดูแลสุขภาพแก่สมาชิกในชุมชนได้”
‘คนจนรุ่นใหม่’ ความเหลื่อมล้ำที่ถูกส่งต่อ
ปัญหาจากโครงสร้างประชากร ที่นอกเหนือจากคุณภาพของเด็กที่อาจเติบโตไม่ได้เต็มศักยภาพเท่าไหร่นัก ก็ยังมีประเด็นเรื่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่ถ่างกว้างขึ้น ดร.สมชัยมองว่า สองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกันโดยเฉพาะในแง่มิติย่อยที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง และเด็กที่เกิดมาก็อยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อมดูแลเด็ก
“การที่60% เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมเพราะว่าตัวพ่อแม่เองก็เหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นมีครอบครัวที่ยากจนครอบครัวที่ไม่พร้อมและครอบครัวที่รวย…รวยกระจุกจนกระจายพอมันกระจายปุ๊บเด็กเกิดมาน้ำหนักก็เทไปที่แถวครอบครัวที่ไม่พร้อมคนที่ฐานะน้อยก็มักจะมีลูกมากกว่าความเหลื่อมล้ำก็เลยโยงกันไปโยงกันมาในแง่ที่ว่าทำให้เด็กเกิดน้อยลงก็จริงและทำให้สัดส่วนเทไปสู่เด็กที่เกิดในครอบครัวซึ่งอาจจะไม่พร้อมเพราะมีความเหลื่อมล้ำในสังคมก่อนตั้งแต่แรก”
ดร.สมชัยชี้ว่า เด็กเกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อม และไม่มีมาตรการที่ดีพอ สุดท้ายจะเติบโตเป็น ‘คนจนรุ่นใหม่’ หรือเป็นการถ่ายทอดความเหลื่อมล้ำจากรุ่นพ่อมาสู่รุ่นลูก
------------------------------
“เด็กเกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อม และไม่มีมาตรการที่ดีพอ สุดท้ายจะเติบโตเป็น คนจนรุ่นใหม่”
------------------------------
“เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยก็รวยต่อเด็กที่เกิดในครอบครัวที่อยากจนก็โตมาเป็นผู้ใหญ่ซึ่งจนพ่อแม่เคยเหลื่อมล้ำยังไงลูกก็เหลื่อมล้ำยังงั้น”
จากสถานการณ์ดังกล่าว ดร.สมชัยย้ำว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่ต้องสามารถทำให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ หากเป็นเช่นนั้น ความเหลื่อมล้ำก็อาจไม่ส่งผ่านจากรุ่นพ่อมายังรุ่นลูก
“เรื่องสำคัญที่สุดที่ช่วยป้องกันการส่งผ่านความเหลื่อมล้ำรุ่นต่อรุ่นคือ‘การศึกษา’”
------------------------------
“การศึกษาสามารถช่วยป้องกันการส่งผ่านความเหลื่อมล้ำจากรุ่นสู่รุ่นได้”
------------------------------
ดร.สมชัยอธิบายต่อว่า หากย้อนดูในอดีต หลายคนเกิดในครอบครัวที่ยากจน แต่สุดท้ายขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางได้ หรือบางคนก็เป็นคนรวยได้เพราะ ‘การศึกษา’ ดังนั้น การศึกษาจึงมีศักยภาพที่จะช่วยให้หลุดพ้นความยากจนได้ แต่ปัญหาคือ การศึกษายังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ
“คะแนนPISA คะแนนO-NET สะท้อนว่าเด็กจำนวนเยอะมากยังได้รับการศึกษาที่คุณภาพไม่ดีพอเพราะฉะนั้นโอกาสที่จะโตมาแล้วหลุดพ้นความยากจนก็จะน้อยลงไป”
ดร.สมชัยไม่ได้ฟันธงว่า สิ่งนี้จะเรียกว่า Quick Win หรือไม่ แต่ก็ย้ำว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำ และคิดว่า “ถ้าทำถูกวิธี อย่างน้อยเด็กรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาในระบบการศึกษา ถ้าระบบการศึกษาทำให้ดีขึ้นแล้ว รุ่นใหม่เข้ามาปุ๊บก็ได้ประโยชน์ทันที ในแง่นี้ก็ Quick นะสำหรับคนรุ่นนั้น”
ส่วนคนรุ่นที่ผ่านไปแล้ว ก็จะต้องหามาตรการตามไปแก้ไข หรือหากเป็นคนที่เรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว แต่จบการศึกษามาแบบไม่ค่อยดีนัก ดร.สมชัยแนะนำว่า ต้องมีโครงการ Upskill-Reskill ช่วย ซึ่งต้องทำเป็นแพ็กเกจ
สำหรับประเด็นคนกลุ่ม Bottom 60 ดร.สมชัยมองว่า เป็นกลุ่มคนที่ต้องให้ความสนใจ เพราะว่ามีจำนวนเยอะ และที่สำคัญคือ มีเด็กที่เกิดมามีศักยภาพซ่อนอยู่ในนั้นเยอะมาก
“เรื่องIQ ไม่ได้มีความต่างไม่ว่าจะเกิดในครอบครัวแบบไหนลูกคนรวยจะต้องฉลาดเสมอไปลูกคนจนก็ฉลาดได้เช่นกันเพียงแต่ถ้าเขาเกิดมาด้วยIQ สูงแต่ถ้าไม่ได้รับการฟูมฝักเขาก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากIQ นั้น”
ดร.สมชัยเล่าประสบการณ์ของตัวเองสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัยและไปทำงานพิเศษว่า ตอนนั้นตัวเองชอบเล่นหมากกระดานและเล่นได้ค่อนข้างดี ชนะคนอื่นมาเยอะ และเคยไปเล่นหมากฮอสกับคนงานคนหนึ่งทำงานในโรงงาน และแพ้คนงานทุกตา ทั้งที่คนงานเรียนจบแค่ป.4
“แสดงว่าจริงๆแล้วคนงานมีIQ สูงมากจึงเล่นชนะผมได้แต่คนนี้กลับไม่มีอนาคตเพราะจบแค่ป.4 เป็นได้แค่คนงานและตอนหลังก็ได้ยินว่าชีวิตก็ไม่ได้มีอนาคตอะไรเสียผู้เสียคนไปด้วยซ้ำผมว่าคนแบบนี้มีเยอะมากแต่ละรุ่นเด็กเกิดมา500,000 คนหรือสมัยก่อน1 ล้านคนไม่รู้ว่ามีพวกนี้กี่พันกี่หมื่นคนและแต่ละปีเราเสียคนแบบนี้ไปคำว่าเสียไปคือไม่ใช่แค่เจ้าตัวเสียอนาคตแต่สังคมไทยเสียโอกาสที่จะได้จากเขาด้วย”
ดร.สมชัยมองว่า คนที่มี IQ สูงกลุ่มนี้ ถ้าได้รับโอกาสก็อาจจะเป็นหมอ วิศวกร หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้น และอาชีพอื่นๆ ได้ โดยสังคมที่เสียโอกาสที่จะได้จากคนกลุ่มนี้ เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ ‘ Lost Einstein หรือ อัจฉริยะผู้สาบสูญ’
“ประเทศไทยมีอัจฉริยะผู้สาบสูญไม่รู้เท่าไหร่และจะมีต่อไปเรื่อยๆถ้ายังไม่มีนโยบายดูแลเด็กเกิดใหม่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน”
เทคโนโลยีสร้างความเหลื่อมล้ำ?
เมื่อถามว่า เทคโนโลยีมีบทบาททำให้การ Upskill และ Reskill ได้ง่ายขึ้นและกว้างขึ้น หรือในโลกยุคเทคโนโลยีก็ยังมี ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เกิดขึ้น ดร.สมชัยแสดงความคิดเห็นว่า “หากปล่อยเทคโนโลยีไว้ ไม่ได้ทำอะไรกับมัน โดยทั่วไปจะสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะว่าเทคโนโลยีที่มาเร็วขึ้นทำให้คนทำงานเก่งขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น แต่คนที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เต็มที่ก็มักเป็นคนที่มีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจมากกว่า เช่น เรียนหนังสือสูงกว่า เข้าถึงข้อมูลได้ดีกว่า หรือมีเงินจะซื้อเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์”
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ตัวเทคโนโลยีเองจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ทั่วโลกดำเนินการคือ ต้องออกนโยบายที่ทำให้มิติการเพิ่มความเหลื่อมล้ำน้อยลง โดยดร.สมชัยเรียกนโยบายแบบนี้ว่า Inclusive Technology หรือ เทคโนโลยีต้องก้าวหน้าในลักษณะที่ให้ประโยชน์กับคนระดับล่าง
“เช่นพยายามทำให้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆเป็นประโยชน์กับคนระดับล่างด้วยและหากเป็นไปได้ก็ต้องทำให้เทคโนโลยีเป็นประโยชน์กับคนระดับล่างในสัดส่วนที่สูงกว่าคนระดับบนซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแต่ควรจะตั้งเป้าไว้แบบนั้น”
ดร.สมชัยมองว่า ในแง่ของมาตรการสำหรับเด็กเกิดใหม่ ที่ต้องทำศูนย์เลี้ยงเด็กเล็กให้ดี ทำระบบการศึกษาให้ดี ก็ควรเพิ่มเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปในหลักสูตรให้เด็กซึมซับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
“ผมอยากเห็นเด็กซักป.3 ป.4 ใช้ ChatGPT ได้เก่งแล้ว และใช้ได้แม้กระทั่งเด็กในโรงเรียนวัด…ถ้ามีภาพแบบนี้เกิดขึ้น ผมคิดว่าจะช่วยเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำตอนที่เด็กพวกนี้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่”
ดร.สมชัยแสดงความคิดเห็นว่า บางคนอาจมองว่า ถ้าใช้ AI ช่วยแสดงว่าคนไม่ได้เกิดการเรียนรู้ ก็อาจมีส่วนจริงบ้าง แต่หากมองอีกด้าน ในเมื่อต่อไปทุกคนในโลกจะใช้ AI อยู่แล้ว ทำไมไม่สอนว่า ‘คุณจงใช้ AI ให้เก่ง’
ไทยเหมาะกับรัฐสวัสดิการหรือไม่?
ดร.สมชัยมองว่า ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ก็อยากให้ไปถึงอยู่แล้ว เพียงแต่มันยากมาก เพราะประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ไปแบบนั้นแล้วเก็บภาษีได้สูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนยอมจ่ายภาษีที่สูงด้วย แล้วคนที่ยอมจ่ายภาษีสูงก็คือคนรวยด้วย
ประเด็นคือคนรวยไทยไม่ยอมจ่ายภาษีสูง ๆ นี่เป็นมิติเชิงสังคมและการเมือง เพราะฉะนั้นสังเกตได้ว่า ถ้าจะมีเรื่องการเก็บภาษีคนรวย มักจะผ่านสภายากมาก
กระทั่งภาษีที่เก็บอยู่ทุกวันนี้อย่างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็จะมีค่าลดหย่อนเยอะแยะไปหมด ถ้าไปไล่เรียงดูรายการลดหย่อนแต่ละรายการเป็นของคนรวยทั้งหมดเลย ซื้อบ้าน LTF ซึ่งต้องมีสตางค์ที่จะซื้อบ้าน ซื้อ LTF ก่อน ถึงจะได้ประโยชน์ การลดหย่อนก็จะเป็นประโยชน์กับคนรวย
“โครงสร้างภาษีของเราเก็บจากคนรวยน้อยกว่าสแกนดิเนเวียมาก ถ้าไม่มีตรงนี้ก็จะไปถึงจุดนั้นได้ยากมาก”
ดร.สมชัยกล่าวด้วยว่า “หากไปไม่ถึงตรงนั้น ก็พยายามไปใกล้ ๆ ก็ยังดี อย่างน้อยก็ต้องทั่วถึง ไม่มีการตกหล่นจากระบบสวัสดิการ ซึ่งทุกวันนี้ยังมีตกหล่น ไม่ว่าจะสวัสดิการไหนก็จะมีคนที่ไม่ได้ ก็ต้องแน่ใจในเรื่อง Coverage ให้มันทั่วถึงก่อน จากนั้นจำนวนเงินหรือผลประโยชน์ที่เขาได้อาจจะไม่ต้องสูงเท่าสแกนดิเนเวีย เพราะว่าเราไม่มีสตางค์ อาจจะน้อยกว่า อาจจะน้อยกว่าหลายเท่าเลยด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยมันโอเคในแง่ว่าเมื่อทั่วถึงแล้ว คนที่จนสุด ๆ ห้ามตกหล่น”
พร้อมยกตัวอย่างเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท ซึ่งถือว่าไม่เยอะ แต่จากการทำวิจัยของดร.สมชัยพบว่า เงินก้อนนี้เยอะในสายตาคนที่จนมากๆ เพราะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่พวกเขาดีขึ้นพอสมควร เมื่อจนมาก ๆ เงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ล้วนมีคุณค่า
ดร.สมชัยย้ำว่า มิติเรื่องความทั่วถึง ไม่ให้ตกหล่น เป็นเรื่องสำคัญมาก
“ถ้า 600 บาทไม่พอ แต่ยังไม่มีสตางค์ที่จะให้สัก 2,000 บาท ก็อาจจะให้ 600 ก่อน หรือใจดีเป็น 900 บาทก่อน ไม่ต้องถึง 2,000 แต่อย่างน้อยต้องแน่ใจว่าไม่ตกหล่น นี่เป็นจุดที่ถ้าทำจริง ๆ ก็ไปถึงได้วันนี้-พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องเปลี่ยน mindset วิธีบริหารจัดการ”
ดร.สมชัยกล่าวถึงเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยว่า ปัญหาโครงสร้างมีหลายเรื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงต้นในแง่ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไร
“ความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาโครงสร้างใหญ่มาก แต่ไม่ค่อยได้ทำอะไร พูดกันทุกวัน ทุกคนพูดหมด แต่ยังไม่ได้ทำอะไร จริงๆ หรือการศึกษาที่พูดกันมาก็ไม่ได้ทำอะไรมากมาย เรื่องการเก็บภาษีก็ไปไม่ถึงไหน หลายเรื่องยังค่อนข้างช้า และการเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาก็อยู่ในช่วงต้นมาก ไปไม่ถึงไหน”
รับมือวิกฤต เด็กเกิดน้อย สูงวัยพุ่ง
“ต้องพยายามช่วยตัวเองให้มากขึ้น”ดร.สมชัย เน้นย้ำถึงการช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
สมมติว่าเป็นเรื่องของคนแก่ ก็จะมีมิติของการช่วยเหลือในชุมชน หรือการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นภาระทั้งต่อตัวเองและคนอื่น การ Upskill เพื่อเพิ่มศักยภาพ
ส่วนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ ของสังคม คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพยายามมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น เพราะ Bottom Line คือการตัดสินใจทางการเมืองทั้งสิ้น เช่น การพยายามรู้เท่าทันนโยบาย ซึ่งเป็นนโยบายหวังผลระยะสั้น
“เวลาเข้าคูหาเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เลือกตั้ง 1 คน 1 เสียงเท่ากัน พยายามใช้เสียงอย่างมีประสิทธิภาพ เลือกพรรค หรือเลือกนโยบายที่ให้ผลประโยชน์ในระยะยาว แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาระยะสั้น นั่นเป็นตอนเข้าคูหาเลือกตั้ง 4 ปีหน แต่ระหว่าง 4 ปีก็ต้องมีส่วนร่วมด้วยในการส่งเสียงถึงผู้แทนหรือหัวคะแนนของเราว่านโยบายแบบนี้เราชอบ นโยบายแบบนั้นไม่ดี”
ถ้ามีเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ควรจะมีส่วนร่วม เพราะท้องถิ่นเป็นเวทีส่งเสริมประชาธิปไตยที่ดีมาก เนื่องจากพื้นที่เล็ก เวลาหาเสียงจึงชัดเจนว่าพื้นที่นี้ใครได้-ใครเสีย
แต่อีกมิติของกระบวนประชาธิปไตยคือตรวจสอบการใช้อำนาจว่าถูกต้องหรือไม่ เป็น 2 ด้านของเหรียญ ซึ่งอย่างหลังต้องทำตลอด 4 ปี ท้องถิ่นที่มีพื้นที่เล็ก ๆ ตรวจสอบง่ายกว่า และยังเป็นการฝึกใช้สิทธิ์ใช้เสียงทางการเมืองของตัวเอง เป็นการเทรนผู้นำท้องถิ่นให้ต้องฟังเสียงประชาชนมากขึ้น
“ประเทศที่แก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ อย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำมักเป็นประเทศที่การเมืองท้องถิ่นค่อนข้างเข้มแข็ง อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน พอการเมืองท้องถิ่นเข้มแข็งก็เป็นเหมือนโรงเรียนฝึกภาคปฏิบัติของผู้นำในอนาคต อย่าง ‘สี จิ้นผิง’ เคยบริหารเซี่ยงไฮ้และทำผลงานได้ดี”
ดร.สมชัยมองว่า ตาม Concept นี้ หากมีนายกฯ อบจ. ที่แสดงฝีมือว่าเก่งจริง ก็จะเป็น Candidate นายกฯ ที่ดีมาก เพราะหากบริหารพื้นที่ดังกล่าวเป็น การขึ้นมาบริหารระดับประเทศก็จะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้
“การส่งเสริมประชาธิปไตยจากฐานรากจะช่วยแก้ปัญหาได้หลายเรื่อง แต่ว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย” ดร.สมชัยย้ำทิ้งท้าย