มอง “ดอกเบี้ยขาลง” หนุน “ESG-หุ้น-ตราสารหนี้” ทะยานต่อ... ชู “หุ้นสหรัฐ” เด่นสุดกว่าภูมิภาคอื่น ส่วน “หุ้นไทย” ไม่วิกฤติ มองกรอบปีนี้ 1,100 – 1,350 จุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: การลงทุนใน “ปีมะเส็ง-2025” เต็มไปด้วยความผันผวน สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายของ “Donald Trump” ที่ออกมารายวัน กลับไป กลับมา ยากจะคาดเดา
ทั้งหมดเพื่อนำให้ “สหรัฐ” กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลาง “ความผันผวน” ก็มี “โอกาส” ในการลงทุนซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน
ปีนี้ ทิศทางการลงทุนจะเป็นเช่นไร วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จะพาไปเปิดมุมมองการลงทุนกับ “บลจ.กสิกรไทย” กัน
“ESG” ธีมแห่งอนาคต…คาดผลงานจะกลับมาดีได้ หลัง “ดอกเบี้ยขาลง”
โดย “ธิดาศิริ ศรีสมิต”Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย มองว่า แม้ว่า “Donald Trump” จะไม่ Go Green และไม่ได้สนใจในเรื่องของ “ESG” ก็ตาม แต่ “ธีม ESG” ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหากแต่เกิดขึ้นมานานแล้วและถือเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนหลักของโลกการลงทุน “การลงทุนอย่างยั่งยืน” (ESG) ทั่วโลก ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น“สูงสุดเป็นประวัติการณ์” สะท้อนเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่อง ที่สำคัญ “Trump” เองก็ไม่ได้อยู่ตลอดกาล อาจจะแค่ 4 ปี เท่านั้น แต่เรื่องของ “ESG” ของทั่วโลกยังดำเนินต่อไปต่อเนื่อง แน่นอนว่านโยบายของ “Trump” อาจกระทบต่อโครงการลงทุนของบริษัท ESG บางกลุ่มได้เช่นกันในระยะสั้น
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา“ดอกเบี้ยขาขึ้น” กระทบต้นทุนของบริษัทด้าน ESG ที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า ในบางกลุ่มเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น แบตเตอร์รี่ เป็นต้น รวมถึงการโยกเงินเข้าไปใน“Mega Capital” แทน ทำให้ผลงานของ“กองทุน ESG” Underperform
“ธีม ESG เป็นธีมแห่งอนาคต หลัง ‘ดอกเบี้ยขาลง’ และความตระหนักในการดูแลโลก คาดจะส่งผลให้ ‘กองทุน ESG’ กลับมา Perform ได้ดีอีกครั้ง”
ในไทยเอง ปัญหาเรื่อง “ธรรมาภิบาล” (G: Governance) ที่เกิดขึ้นในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในภาพรวมทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ รวมถึงตลาดเงิน และผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนรวมถึงหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมองในอีกด้าน ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับเป็น “เรื่องที่ดี” ทำให้เกิด “ความตื่นตัว” และเร่งแก้ไขปัญหา วางมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างเข้มข้น ไม่ใช่แค่เรื่องของหลักเกณฑ์ แต่ลงลึกไปถึงเจตนาในการกระทำนั้นๆ ด้วย เป็นต้น ซึ่งน่าจะทำให้เกิดพัฒนาการในเชิงบวกขึ้นกับการลงทุน “ESG” ในไทยหลังจากนี้ด้วยเช่นกัน
พอร์ตการลงทุน K-TNZ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดที่ -16% (187 tCo2e/USDm vs 223 tCo2e/USDm) และมีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดที่ -26% (2 °C vs 2.7 °C ) โดยกองทุนมีกลยุทธ์ให้น้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในบริษัทที่มีส่วนช่วยและสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน (Ice Cubes) และให้นํ้าหนักน้อย (Underweight) ในหุ้นที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง แต่อาจยังไม่มีแผนที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Burning Logs)
“ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย เป็นผู้นำการลงทุน ESG ในไทย เป็น ‘อันดับ 1’ ในกลุ่ม ThaiESG และ ESG Fund ยังได้รับรางวัล ‘Best Asset Management Company Awards – ESG’ จาก SET Award 2024 และยังเป็นบลจ.ในไทยแห่งแรกที่ทำ PRI Signatory และ TCFD Official Supporter อีกด้วย”
“หุ้นสหรัฐ” ยังโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในปีนี้
ทางด้าน “ปณตพล ตัณฑวิเชียร”Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย มองว่า นโยบายของ “Donald Trump” อาจจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดการลงทุนทั่วโลกก็จริง แต่ทั้งหมดก็เพื่อทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “Make America Great Again” ทั้งนี้จะเห็นได้จาก“นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ” ที่เน้นผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น1) การลดภาษีนิติบุคคลในประเทศ แล้วหันไปเก็บภาษีจากที่อื่นแทน โดยเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้ามากขึ้น2) การลดจำนวนแรงงานอพยพ ช่วยให้การจ้างงานในประเทศและค่าแรงในประเทศปรับตัวดีขึ้น ได้ประโยชน์กับสหรัฐโดยตรง และ3) การลดบทบาทด้านกลาโหมใน “NATO” กลับมาเน้นการเจรจาทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ก็กลับมามองเศรษฐกิจสหรัฐเป็นตัวตั้ง ทำให้ ตลาดมีความ“ผันผวน” แต่ไม่ใช่จะมีแค่“ความเสี่ยง” เท่านั้น ก็มี“โอกาส” ในการลงทุนด้วยเช่นกัน
“หากมองไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก ‘กำไรของหุ้นสหรัฐ’ ยังโตโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในปีนี้ คาดว่าจะโต 15% สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ที่กำไรโตเพิ่มขึ้นทั้ง ‘ยุโรป’7% และ ‘ตลาดเกิดใหม่’14% ในขณะที่ ‘ญี่ปุ่น’ และ ‘เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)’ โตลดลงเหลือ8% และ11% ตามลำดับ ทำให้ปีนี้ ‘หุ้นสหรัฐ’ ยังคงเป็นตลาดที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นๆ”
โดย “ธีมเทคโนโลยี & AI” ยังคงเป็นธีมที่น่าสนใจในปีนี้ “หุ้นเทคฯ สหรัฐ” ยังคงลงทุนได้ แต่อาจต้องเปลี่ยนตัวเล่น ในภาพรวมของ “หุ้นเทคฯ” ปีนี้ยังน่าสนใจ รวมถึง “หุ้นเทคฯ จีน” เองก็เช่นเดียวกัน
เศรษฐกิจจีนในภาพรวมอาจจะดูดีขึ้น แต่ปัญหายังคงมีอยู่ เช่น ในภาคอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวขึ้นของ “หุ้นจีน” ในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ขึ้นมาทุกกลุ่ม แต่ในส่วนของ “หุ้นเทคฯ จีน” เองมีความน่าสนใจมากขึ้นและราคาก็ปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่โดยภาพรวมถือว่าธีมเทคฯ ทั่วโลกยังคงน่าสนใจในปีนี้
“หุ้นปันผลสูง” ทางเลือกที่ตอบโจทย์…มองกรอบหุ้นไทยปีนี้ 1,100 – 1,350 จุด
หันกลับมาที่ “หุ้นไทย”กันบ้าง ที่ปีนี้ติดอันดับ “ผลงานแย่สุด”ตลาดหนึ่งในโลกไปแล้ว ไหลลงมาหลุด 1,200 จุด เล่นเอานักลงทุนผวาไปตามๆ กัน
โดย“ภารดี มุณีสิทธิ์” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยปี24 โต 2.5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อน “COVID-19” ที่โตเฉลี่ย3.0% สะท้อนมาที่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามปี25“หุ้นไทย” น่าจะกลับมาได้จากฐานที่ต่ำในปีก่อน คาดว่าปีนี้กำไรบจ.จะโตได้ 10.5% จากปีก่อนคาดกำไรบจ.ลดลง-7% โดยมองกรอบดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ระดับ1,100 – 1,350 จุด ที่ระดับ1,200 จุด หรือต่ำกว่าถือเป็นระดับใกล้เคียง“COVID-19” ทั้งที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วง “COVID-19” ดังนั้นหุ้นที่ระดับ 1,200 จุด หรือต่ำกว่าจึงเป็นระดับที่“ทยอยสะสม” ได้ เพราะไม่คิดว่าดัชนีจะลงไปลึกเท่าระดับ“COVID-19” ซึ่งระดับตรงนั้นประมาณ 1,050 จุด ซึ่งเป็น“กรณีเลวร้าย” (Worst Case) แล้ว
“ปีนี้เรามองหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ1,100 – 1,350 จุด โดยกลุ่ม ‘หุ้นปันผลสูง’ ยังน่าสนใจ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนดีกว่า ‘SET’ จะเห็นว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ดี ถ้าเราลงทุนเมื่อ 5 ปีที่แล้วด้วยเงิน 100 บาท ใน ‘หุ้นปันผล’ (SETHD TRI) เงินจะโตเป็น117.65 บาท แต่ถ้าไปลงทุนใน ‘หุ้นไทย’ (SET TRI) เงินจะลดลงเหลือ86.46% ดังนั้นแม้ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ดี ก็ยังมีหุ้นที่ลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกลับมาได้จริง ดังนั้น ‘หุ้นปันผลสูง’ ยังเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน เพราะช่วง 15 ปี ข้างหน้าคาดว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 5% ประมาณ 4% มาจาก ‘ปันผล’ นั่นเอง”
“ตราสารหนี้” จังหวะลงทุนรับ “ดอกเบี้ยขาลง”…ราคามีโอกาส “Rally”
ปิดท้ายกันด้วย มุมมองการลงทุนใน“ตลาดตราสารหนี้”
โดย“ฐานันดร โชลิตกุล”Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย บอกว่า แม้“ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะส่งสัญญาณลงดอกเบี้ยช้าและน้อยกว่าคาด แต่ภาพใหญ่เป็น“วงจรดอกเบี้ยขาลง” ชัดเจน ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2 ปี ดังนั้น เราเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นดอกเบี้ยขาลงเท่านั้น โดยคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในปีนี้ 2 – 3 ครั้ง และปีหน้าอีก 1 ครั้ง โดยลดลงจากระดับ 4.5% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 3.5% สิ้นปี26 ทำให้“พันธบัตรสหรัฐ” และ“ตราสารหนี้โลก” ยังน่าสนใจ ใครที่ยังไม่มีในพอร์ต สามารถทยอยลงทุนได้ มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นจากดอกเบี้ยขาลง เกิด“Rally” ได้
“แบงก์ชาติ ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด แต่เงินเฟ้อที่อยู่ในโซนต่ำและเศรษฐกิจที่โตช้า คาดว่ามีโอกาสที่ปีนี้ ‘แบงก์ชาติ’ จะลดดอกเบี้ยไปสู่ระดับ1.50% มีมากขึ้น ทำให้ ‘กองตราสารหนี้’น่าสนใจลงทุน ผลตอบแทนดีกว่า ‘เงินฝาก’ และ ‘Term Fund’ ส่วนอายุของกองทุนตราสารหนี้ขึ้นกับความต้องการสภาพคล่องของผู้ลงทุนเองเป็นสำคัญ”
ทั้งหมดนี้ คือ มุมมองการลงทุนใน “ปีมะเส็ง-2025” ที่น่าสนใจจาก “บลจ.กสิกรไทย” ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย