โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สภาพัฒน์” เผยไตรมาส 2/68 ว่างงานพุ่ง 14.8% หลังจ้างงานโตเพียง 0.02% หันใช้พาร์ทไทม์แทน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 09.23 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 08.32 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ส.ค.68) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2568 ว่า ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 0.02% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นแรงงานภาคเกษตรกรรมมีจำนวน 10.9 ล้านคน ลดลง 0.9% ขณะที่แรงงานนอกภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 28.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.4% โดยสาขาที่มีการจ้างงานขยายตัวสูงสุด ได้แก่ การขนส่ง/เก็บสินค้า และโรงแรม/ภัตตาคาร

จำนวนผู้ว่างงานไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 3.7 แสนคน เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดคือผู้จบอุดมศึกษา 1.99% รองลงมาคือวิชาชีพขั้นสูง 1.76% และอาชีวศึกษา 1.12% ขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ภาคเอกชนสูงกว่าเฉลี่ยที่ 46.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นายดนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยแรงงานที่ต้องเฝ้าระวังต่อจากนี้ ได้แก่ ผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริก ต่อการจ้างงานในประเทศไทย การปรับโครงสร้างองค์กรของสถานประกอบการภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยมีแนวโน้มลดการจ้างงานประจำ (Full-time) และหันไปใช้แรงงานในรูปแบบไม่เต็มเวลามากขึ้น ทั้งแบบถาวร (Permanent part-time) และแบบชั่วคราว (Contractual/Temporary part-time) ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพรายได้ของแรงงาน นอกจากนี้ยังต้องจับตาปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ได้รับผลจากมาตรการเชิงบังคับให้กลับประเทศ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เนื่องจากอันตรายจากการทำงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จากผลสำรวจของบริษัทเอกชน พบว่า 25% ขององค์กรไทยมีแนวโน้มลดจำนวนพนักงานลง ขณะเดียวกันรูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนจากฟูลไทม์ไปสู่สัญญาจ้างและงานไม่เต็มเวลามากขึ้น โดยสัดส่วนพนักงานประจำไม่เต็มเวลาปรับขึ้นจาก 6% ในปี 2565 เป็น 42% ในปี 2567 ส่วนพนักงานสัญญาจ้าง/ชั่วคราวไม่เต็มเวลาเพิ่มจาก 4% เป็น 28% ในช่วงเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลต่อความมั่นคงของแรงงาน และเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อนหน้า นับเป็นการหดตัวครั้งแรก หลังจากขยายตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 87.4% จากระดับ 88.4% ในไตรมาสก่อน

แม้หนี้รวมจะหดตัว แต่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) กลับขยายตัวแรง 8.7% แตะกว่า 1.19 ล้านล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และบัตรเครดิตที่ยังน่าจับตา ขณะที่สินเชื่อยานยนต์ บัตรเครดิต และธุรกิจรายย่อยต่างทยอยหดตัวต่อเนื่อง

สภาพัฒน์เตือนว่า แนวโน้มการกู้เงินนอกระบบผ่านแอปพลิเคชันและโซเชียล รวมถึงการใช้บริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (BNPL) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงทำให้ประชาชนบางส่วนก่อหนี้เกินตัว พร้อมย้ำว่าภาครัฐและสถาบันการเงินต้องเร่งหามาตรการรองรับ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้บานปลายและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อถูกถามถึงประเด็น “สมัครใจออก” นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอายุที่เปิดให้สมัคร หากเป็นการเปิดให้ออกจากงานเมื่ออายุ 45 ปี ต้องพิจารณาว่าแรงงานที่ออกไปจะสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้หรือไม่ เพราะเงินก้อนที่ได้รับไม่น่าจะเพียงพอให้ใช้ชีวิตไปจนถึงอายุเฉลี่ย 70–80 ปี อีกทั้งในภาพรวมยังสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรที่ต้องการแรงงานใหม่เข้ามาแทนที่ ใช้ค่าจ้างต่ำกว่า หากแรงงานที่ออกไปไม่ได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจมีปัญหาต่อสังคมในระยะถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...