‘ดร.สุวินัย’ ขอโทษ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ จากใจ หลังงับ Fake News ทำเข้าใจผิดคิดว่ายืนข้าง ‘ทักษิณ’
THE STATES TIMES
อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 05.17 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 06.45 น. • Hard News Teamเมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "สุวินัย ภรณวลัย" ระบุว่าสนธิไม่ได้กลับใจ: ข่าวเรื่องกลับใจคือ Fake News และบทเรียนว่าด้วยจิตวิทยาการเมืองของความอยากเชื่อ
1. คำขอโทษจากผู้ที่เคยงับ Fake News
ผมต้องเริ่มต้นบทความนี้ด้วยคำ “ขอโทษ” คุณสนธิ อย่างตรงไปตรงมา
เพราะก่อนหน้านี้ ผมเองก็พลาด —
พลาดเชื่อข่าวที่ว่า “สนธิ ลิ้มทองกุลกลับใจ เห็นใจทักษิณ ชินวัตรที่เป็นแพะรับบาป” โดยไม่ได้ตรวจสอบต้นตอของข้อมูลให้รอบด้าน
ต่อมาคนสนิทของคุณสนธิได้ติดต่อมาชี้แจง
พร้อมส่งคลิป TikTok ที่เจ้าตัวพูดเองยืนยันชัดว่า
ข่าวดังกล่าว เป็น Fake News
ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้
ทั้งเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
และเพื่อชวนทุกคนมองปรากฏการณ์นี้ในเชิงลึก
ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมาก — ไม่เฉพาะผม —
จึง “รู้สึก” ว่าคุณสนธิ "กลับใจ" ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย
2. Fake News ที่เกิดจากความอยากเชื่อ
ยุคนี้ “ความรู้สึก” มักวิ่งเร็วกว่าความจริง
และหลายครั้ง ข่าวปลอมไม่ได้เกิดจากความจงใจหลอกลวง
แต่มาจาก “ความอยากเชื่อ” ของมวลชนเอง
ในโลกที่อารมณ์เป็นใหญ่เหนือข้อมูล
มนุษย์จะเลือกเชื่อสิ่งที่ สอดคล้องกับอารมณ์ที่ตนกำลังรู้สึก (perception) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
Fake News จึงไม่ต้องการผู้สร้างเก่ง ๆ
แค่ต้องการผู้เชื่อที่กำลังเหนื่อยและอยากเห็นโลกง่ายขึ้น
กรณีข่าว “สนธิกลับใจ” ก็เป็นเช่นนั้น
มันแพร่ไวเพราะผู้คนอาจเหนื่อยหน่ายจากความขัดแย้งเก่า
และอยากเชื่อว่า “ถึงเวลาที่อดีตศัตรูจะคืนดีกันเสียที”
จึงเผลอร่วมสร้างภาพลวงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
3. ทำไมผู้คนจึง รู้สึก ว่าสนธิกลับใจ
หากมองอย่างเป็นธรรม
ต้นเหตุของความเข้าใจผิดไม่ได้อยู่ที่ “คำพูดของสนธิ”
แต่อยู่ที่ “การเปลี่ยนเป้าหมายในการวิพากษ์” ของเขา
จากที่เคยตำหนิทักษิณอย่างรุนแรงในอดีต
วันนี้คุณสนธิกลับหันไปวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บัดนี้กลายเป็นองคมนตรีแล้ว ด้วยน้ำเสียงเข้มข้นไม่แพ้กัน
ในสายตาของผู้ที่คิดแบบ ขาว–ดำ
ภาพนี้ถูกตีความง่าย ๆ ว่า
“เขาคงเปลี่ยนข้างแล้วแน่ ๆ”
แต่ในความจริง สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ผู้มีอำนาจที่ต้องตรวจสอบ”
ไม่ใช่ “จุดยืน” ของผู้ตรวจสอบ
คุณสนธิยังคงยึดหลักเดิม —
ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ไม่ว่าผู้นั้นจะชื่ออะไร
4. ไฟย้ายฟืน: จิตวิทยาของความเข้าใจผิด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ไฟย้ายฟืน”
คือเมื่อไฟแห่งความเกลียดหรือความเชื่อแรงกล้าต่อสิ่งหนึ่งเริ่มมอดลง
จิตมนุษย์ซึ่งคุ้นเคยกับการ “มีศัตรู”
จะหาฟืนใหม่มารองรับเปลวไฟนั้นเสมอ
ไฟไม่ได้ดับ มันแค่เปลี่ยนเชื้อเพลิง
คนที่เคยตั้งศัตรูไว้ชื่อ “ทักษิณ”
เมื่อไม่อยากเกลียดเขาแล้ว
ก็ย้ายความเกลียดไปเผา “ลุงตู่” แทนโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเห็นคุณสนธิพูดถึงลุงตู่ด้วยน้ำเสียงเข้ม
ภาพในใจมวลชนที่รักลุงตู่จึงสรุปโดยอัตโนมัติว่า
“เขากลับใจแน่ ๆ”
ทั้งที่เจ้าตัวเพียงใช้ไฟดวงเดิม
เพียงเปลี่ยนฟืนเท่านั้นเอง
5. Perception vs Reality : เมื่อภาพในใจชนะข้อเท็จจริง
เราทุกคนกำลังอยู่ใน “ยุคหลังความจริง” (post-truth era)
ซึ่ง "ภาพในใจผู้คน" มีอำนาจเหนือข้อเท็จจริง
ผู้ที่อยากเห็นการปรองดอง
จะมองทุกการพูดอ่อนเสียงลงว่าเป็น “การกลับใจ”
ผู้ที่อยากเห็นศัตรูเก่ากลับตัว
จะตีความความเงียบว่าเป็น “สัญญาณสำนึกผิด”
ในขณะที่ความจริงอาจเป็นเพียง “การพูดด้วยสติ” มากขึ้นเท่านั้นเอง
กรณีคุณสนธิจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม
ว่าเรายังติดอยู่ในจิตแบบ binary politics —
ที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องตีความว่า “อยู่ฝ่ายไหน”
ทั้งที่ในความจริง
จิตที่เติบโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างอีกต่อไป
6. บทเรียนแห่งสติ
เหตุการณ์นี้สอนผมอย่างหนึ่งว่า
“แม้ผู้ที่รู้เท่าทันสื่อ ก็ยังอาจพลาดได้ ถ้าใจอยากเชื่อ”
เพราะต้นเหตุของการหลงไม่ใช่ความไม่รู้
แต่คือความอยากให้โลกเป็นไปตามใจตน
จึงขอให้บทความนี้เป็นทั้งคำขอโทษ
และคำเตือนตัวเองว่า —
ในยุคที่ทุกคนถือไมค์อยู่ในมือ
การนิ่งและตรวจสอบก่อนพูด
คือรูปแบบใหม่ของความรับผิดชอบทางปัญญา
การเปลี่ยนเป้าของการวิจารณ์ ไม่ได้แปลว่าคน ๆ นั้นเปลี่ยนจุดยืน
จิตที่เติบโตจะไม่รีบตัดสินใครจากศัตรูที่เขาวิจารณ์
“โลกไม่ต้องการให้เราเชื่อเร็วขึ้น
แต่ต้องการให้เราเห็นชัดขึ้น”