‘สุรวิชช์’ มือขวาสนธิ วิจารณ์ ‘กวีเหลวไหว’ ชี้! ผู้สร้างความขัดแย้ง - เปลี่ยนกลอนเสียดสีให้เป็นเงิน
THE STATES TIMES
อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 06.51 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2568 เวลา 08.30 น. • Hard News Teamนายสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ประจำเครือผู้จัดการ มือขวานายสนธิ ลิ้มทอง โพสต์เฟซบุ๊ก Surawich Verawan ว่า กวีเหลวไหลผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้ง
ในสังคมที่ความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าทางอารมณ์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่รอดด้วยอุดมการณ์ แต่ด้วยการอ่าน “รสนิยมแห่งความเกลียด” ของผู้คนอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นคือ ชาติชาย ผาสุก หรือที่โลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “กวีเหลวไหล” ชายใต้ผู้เริ่มต้นจากปากกาและสำนวนกลอน จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนคำเสียดสีให้กลายเป็นเงินสดได้จริงในโลกแห่งความแตกแยก
ชาติชาย ผาสุก เกิดวันที่ 5 กันยายน 2508 ที่ระโนด จังหวัดสงขลา จบคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.หาดใหญ่ เขาเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม เคยเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งก่อนจะหันมาจับปากกา เขียนกวีและเรื่องสั้นในสำนวนใต้ที่ประชดและเสียดสีได้เจ็บแต่ขำ เขาไม่สังกัดกลุ่มวรรณกรรมใด แต่มีฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าโลกของวรรณศิลป์ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ดีเท่าการเมืองในยุคที่ทุกคนแบ่งข้าง และเมื่อปี 2549 มาถึง เขาเลือกข้างอย่างชัดเจน
ชาติชายเข้าร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และต่อมากับ กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กลายเป็น “กวีปลุกใจ” ของฝ่ายขวา ผู้ใช้คำพูดกวนๆ ล้อเลียนแรงๆ แต่ตรงใจมวลชน เมื่อ คสช. เข้าครองอำนาจ เขากลายเป็นผู้สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างชัดเจน และใช้เฟซบุ๊กเป็นสนามการสื่อสารหลัก จนเกิดเพจ “กวีเหลวไหลแท้” ที่มีผู้ติดตามเกือบหนึ่งแสนคน กลายเป็นนักสื่อสารที่พูดแทนความรู้สึกของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลด้วยภาษาที่สะใจมากกว่าชี้แจง
เขาไม่เพียงใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ใช้มันสร้างรายได้จริง เขารวบรวมบทกวีและโพสต์เสียดสี “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ระบอบทักษิณ” มาพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขายตรงให้กลุ่มแฟนคลับ “มือตบ” และผู้ศรัทธาในลุงตู่ มีรายงานว่าหนังสือชุดนั้นทำรายได้แตะหลักล้านบาทในเวลาไม่นาน จากนั้นเขาแต่งเพลง ร้องเพลง และอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมียอดวิวหลักแสน ทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาและการสมัครสมาชิกเพจทางเฟซบุ๊ก เขาเปลี่ยนจาก “นักกวีสมัครเล่น” กลายเป็น “ผู้ประกอบการทางอารมณ์” ที่เข้าใจว่าความขัดแย้งคือทรัพย์สิน
ทุกโพสต์ของเขาคือสินค้าชิ้นหนึ่ง ทุกคำเสียดสีคือเนื้อหาที่ขายได้ และทุกยอดวิวคือเงิน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเท่ากับการเข้าใจตลาดของอารมณ์ผู้บริโภค ในฐานะเคยเป็นเซลล์แมนขายอาหารกุ้งมาก่อน ความขัดแย้งคือพื้นที่สร้างรายได้ และเขาเรียนรู้ที่จะรักษากระแสของตัวเองอย่างมืออาชีพ เมื่อกระแส “ด่าทักษิณ” เริ่มอิ่มตัว เขาก็ปรับแนวทางใหม่ ขยับไปเสียดสี “บ้านพระอาทิตย์” และกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกฝั่ง เพื่อเรียกยอดวิวชุดใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนตลาด เปลี่ยนลูกค้า และขยายช่องทางทำเงินในโลกที่ “ความคิดเห็น” กลายเป็นสินทรัพย์
ชาติชาย ผาสุก หรือ “กวีเหลวไหล” จึงไม่ใช่แค่กวีธรรมดา แต่เป็นภาพแทนของยุคที่ การเมืองกลายเป็นตลาด และตลาดกลายเป็นการเมือง เขาไม่ได้ขายความจริง แต่ขายความสะใจ เขาไม่ต้องพูดถูก แค่พูดโดน และในประเทศที่คนแบ่งข้างจนความรู้สึกมีราคามากกว่าความจริง ใครเข้าใจจังหวะของความเกลียด คนนั้นก็อยู่รอด และรวยกว่าคนที่พูดด้วยเหตุผล
ในโลกที่ทุกความเห็นมีมูลค่า “กวีเหลวไหล” คือผู้ที่เข้าใจสมการนั้นดีที่สุด เขาเปลี่ยนกลอนให้เป็นเงิน เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นอาชีพ และเปลี่ยนสนามการเมืองให้เป็นเวทีธุรกิจส่วนตัว เขาอาจไม่ถืออำนาจในรัฐ แต่ถืออำนาจในใจของคนที่อยากได้ใครสักคนมาพูดแทนสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด และนั่นคือกวีเหลวไหล ผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้งอย่างแนบเนียนที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้