(อัปทุกวัน) ย้อนเวลามาเป็นผู้พิทักษ์ของแม่
นิยาย Dek-D
อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • เหมียวถัง(ซัมจั๋ง)ข้อมูลเบื้องต้น
นิชคุณ บัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษาไปหมาด ๆ ด้วยเกรดนิยมอันดับหนึ่ง
แต่ยังไม่ทันที่ “แม่” ผู้เป็นดั่งโลกทั้งใบของเขาจะได้มาร่วมยินดีกับความสำเร็จในครั้งนี้ เธอก็จากไปเสียก่อน
ด้วยอาการป่วยจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิตเพื่อเลี้ยงดูเขา
ชายหนุ่มเสียใจอย่างถึงที่สุด ในวันฌาปณกิจ ก็มีเหตุที่ทำให้เขาได้ย้อนเวลากลับไปในตอนที่แม่มีอายุเพียงห้าขวบ พร้อมกับพี่ระบบผู้ช่วยที่ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและมอบภารกิจต่าง ๆ ให้เขาได้ทำเพื่อสะสมแต้มบุญรับแล้วของรางวัล!
เขาสัญญากับตัวเองไว้ว่า เขาจะใช้โอกาสนี้มาทำให้ชีวิตของแม่ดีกว่าเดิม ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของเขา (แต่ขอแอบขี้โกงนิดหน่อยด้วยการมีพี่ระบบผู้ช่วยคนสวยมาช่วยนะ )
“แม่ครับ ผมจะดูแลแม่เอง”
ชี้แจง :
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของไรต์ ชื่อตัวละคร สถานที่ รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ิเกิดขึ้นในเรื่องเป็นเรื่องสมมติทั้งหมดครับ อาจจะมีบางอย่างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรืออาจจะเกินจริงไปบ้าง ไรต์ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับผม หวังว่าคุณนักอ่านทุกท่านจะชื่นชอบและคอยเอาใจช่วยพี่นิชคุณไปด้วยกันนะครับ
หากอ่านแล้วรู้สึกไม่ตรงจริต หรือมีตรงไหนที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ สามารถกดออกได้ตามสะดวกเลยครับ ขอแค่อย่าใช้ถ้อยคำแย่ ๆ มาบั่นทอนจิตใจกันเลยนะครับ ไรท์เองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีชีวิต และจิตใจที่ไม่ต่างจากคุณนักอ่านทุกท่าน ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ก็โบกมือลากันได้ ขอแค่อย่ามาทำร้ายจิตใจกันก็พอ นึกถึงใจเขาใจเราให้มาก ๆ นะครับ ขอบคุณ
สวัสดีครับทุกคน เหมียวถังเองนะครับ กลับมาแล้วอีกครั้งกับนิยายเรื่องใหม่ โดยคุณนักอ่านทุกท่านสามารถอ่านได้ในเวลา 7:00 น. ของทุกวันนะค้าบ ยังไงก็ขอฝากพี่นิชคุณไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะค้าบ
ช่องทางการติดตามนักเขียน :
FaceBook :
https://www.facebook.com/profile.php?id=100079876165888&locale=th_TH
X :
https://twitter.com/MMeow001
บทที่ 1
บทนำ
24 มกราคม 2568 วันรับปริญญา มาหาวิทยาลัย AA
“นิชคุณ” บัณฑิตหนุ่มวัยยี่สิบสี่ มองภาพเพื่อน ๆ ที่มีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้ามาร่วมแสดงความยินดีในวันรับปริญญาด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว เขาก้มดูช่อดอกไม้ในมือที่ได้รับจากรุ่นน้อง พลันหยดน้ำตาก็ร่วงลงบนนั้น งานวันนี้มันไม่มีความหมายอะไรสักนิด ในเมื่อคนที่เขาอยากให้มาร่วมยินดีด้วยมากที่สุดอย่าง “แม่” ไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว…
ตั้งแต่จำความได้ ผมก็อาศัยอยู่กับแม่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ของตายาย ที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ‘ แม่’ ในความทรงจำของผมเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ๆ คนหนึ่ง จนลุง ๆ ในหมู่บ้านมักจะพูดหยอกล้อกับพ่อเสมอว่าอิจฉาที่พ่อได้เมียสวย ซึ่งพ่อเองก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้น
แม่เล่าให้ผมฟังว่าแม่เจอกับพ่อที่ร้านไก่ย่างส้มตำ ตอนไปทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งที่เมืองหลวง ตอนนั้นพ่อกับแม่มีพื้นฐานชีวิตที่ไม่ต่างกันมาก หนุ่มสาวจากต่างจังหวัดที่ต้องมาดิ้นรนสู้ชีวิตกับงานในเมืองหลวงทั้งสองคน เมื่อได้พูดคุยก็รู้สึกถูกชะตา จนสุดท้ายพ่อกับแม่ก็ตกลงผูกข้อไม้ข้อมือและอยู่กินกันเป็นผัวเมีย
ในช่วงแรกของการแต่งงาน พ่อดูแลแม่ดีมาก ๆ จนเวลาผ่านไปห้าปี ทั้งคู่ก็ตัดสินใจลาออกจากโรงงานและกลับไปทำไร่ทำสวนที่จังหวัดบ้านเกิด และผมก็ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกในปีที่แม่อายุ 25 ปี
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของแม่ คือวันที่ผมอายุครบแปดขวบ หลังจากที่เลิกเรียนผมก็รีบกลับบ้านทันทีเพราะคิดว่าพ่อกับแม่ต้องเตรียมเค้กวันเกิดไว้เซอไพรส์ผมแน่ ๆ แต่ผมก็ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด เมื่อผมเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันใหญ่โต ตอนนั้นผมได้แต่แอบมองอยู่นอกบ้าน ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำของผม ซึ่งก่อนที่การทะเลาะจะจบลง พ่อได้ลงมือตบแม่ และก็ขับรถบึ่งออกจากบ้านไป ทิ้งให้แม่นั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น
ด้วยความที่ผมยังเป็นเด็กซึ่งผมยอมรับว่าผมมันไร้เดียงสาต่อโลกนี้มาก ทำให้ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ทะเลาะกัน และหลังจากวันนั้น พ่อกับแม่ก็ยังทะเลาะกันเรื่อย ๆ จนมาถึงจุดแตกหัก เมื่อแม่ตัดสินใจหย่ากับพ่อ ในตอนที่ผมอายุครบสิบขวบ มันทำให้เธอต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงผมด้วยตัวคนเดียวตลอดมา
ถึงแม้ว่าฐานะทางบ้านของเราจะยากจนสักแค่ไหน แต่แม่ก็ไม่เคยให้ผมอด แม่มักจะหาสิ่งต่าง ๆ มาให้กับผมทุกครั้งที่ขอ สุดความสามารถของแม่ที่จะหามาได้ และเธอก็ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองขาดหายอะไร
ผมเห็นแม่ทำงานหนักมาตลอดเพื่อส่งเสียเลี้ยงดูผม จนวันที่ผมสอบติดมหาวิทยาลัย แม่ก็ดีใจกับผมมาก ๆ เธอเฝ้าบอกกับผมเสมอว่าให้ผมตั้งใจเรียน โดยที่เธอไม่เคยคาดหวังให้ผมต้องดูแลเธอเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณ ความคาดหวังเพียงอย่างเดียวของเธอที่มีต่อผม คือการที่ผมได้เรียนจนจบปริญญาตรี เพื่อจะได้มีงานทำและดูแลตัวเองได้
ตั้งแต่วันที่ก้าวเท้าเข้ามาในมหาวิทยาลัย ผมก็ตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า ผมจะต้องไม่ทำให้แม่ต้องผิดหวัง ตลอดสี่ปีของการเรียนในมหาวิทยาลัยของผมจึงทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนและการทำงานพาร์ทไทม์เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ เมื่อเรียนจบแล้วผมจะต้องดูแลเธอให้ดี สมกับที่เธอยอมตรากตรำมาทั้งชีวิตเพื่อเลี้ยงดูผม
แต่แม่ก็มีความลับบางอย่างที่ไม่ยอมบอกกับผม นั่นก็คือเธอป่วย ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต้องทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต แม้แต่ตอนที่ป่วยก็ยังไม่หยุดทำงาน นั่นจึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเธออย่างมาก เมื่อสะสมมาเป็นเวลาหลายปี มันก็เหมือนน้ำที่คอยกัดเซาะโขดหินให้ค่อย ๆ แหลกสลายลงไป
และเธอก็เสียชีวิตก่อนที่ผมจะรับปริญญาหนึ่งอาทิตย์ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาได้ยังไง รู้แค่เพียงตอนนั้นผมยุ่งอยู่กับการจัดงานศพของแม่ จนแทบไม่มีเวลามาเสียใจหรือร้องไห้ จนถึงวันที่ต้องส่งแม่ไปยังที่แห่งใหม่ ผมถึงได้รู้ว่าเวลาที่ผมจะได้เจอกับแม่มันหมดลงแล้ว
ผมกลับมาที่บ้าน มองดูมุมหนึ่งของประตูที่แม่มักจะมานั่งมัดผักเพื่อเตรียมเอาไปขายที่ตลาด ห้องครัวที่แม่ชอบทำของอร่อย ๆ ให้ผมได้กิน ความรู้สึกของผมในตอนนี้มันมีแต่ความว่างเปล่า สิ่งที่ผมและแม่ต่อสู้มาตลอด สำหรับแม่ตอนนี้เธอได้บรรลุผลไปแล้ว แต่สำหรับผมที่ต้องการจะดูแลแม่เพื่อให้เธอได้มีชีวิตที่ดี วันนี้มันไม่มีอีกแล้ว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะต้องต่อสู้ชีวิตต่อไปเพื่ออะไร
“ถ้าย้อนเวลาได้ ผมขอให้แม่ได้มีชีวิตที่สดใส อย่าได้เจอเรื่องเลวร้ายใด ๆ และที่สำคัญ ผมขอให้แม่อย่าได้เจอพ่อเลยนะครับ”
ผมล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า ผมเผลอหลับไปตอนไหนนั้นไม่สามารถรู้ได้ รู้แค่เพียงว่า การหลับในครั้งนี้จะทำให้ผมไม่ตื่นอีกเลยในโลกนี้…
ตอนที่ 1
“ไอ้หนุ่ม ตื่น ๆ”
“นิชคุณ ตื่นได้แล้ว ๆ”
“ตื่นได้แล้วค่าสุดหล่อ ฉันเรียกแกจนคอจะแตกอยู่แล้วนะไอ้บ้า”
คลื่นเสียงโมโนโทนคล้ายกับเสียงของ AI ในสมาร์ทโฟนปลุกผมให้ตื่นขึ้นมา ผมสะดุ้งกับเสียงนั้นเล็กน้อยก่อนจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ เพื่อค้นหาต้นตอของเสียง แต่ก็พบว่าตัวผมกำลังนอนอยู่บนศาลาไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง และที่สำคัญคือผมนอนอยู่ที่นี่คนเดียว นี่มันอะไรกันวะ ? ผมกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับโฟกัสของสายตา และเพ่งดูสิ่งรอบตัวอีกครั้งก็พบว่าผมไม่ได้ตาฝาดหรือหูแว่ว
“เชี้ยอะไรวะเนี่ย”
ผมแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง นี่ผมกำลังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ในตอนนี้มันไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำของผมเลยนี่นา ผมพยายามระลึกถึงความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่ผมจะหลับไป ถ้าจำไม่ผิดผมนอนอยู่ที่บ้านของแม่ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน
“เลิกเพ้อเจ้อแล้วกลับมาตั้งสติก่อนค่าสุดหล่อ”
เสียงโมโนโทนของชายคนนั้น คนที่ปลุกผมดังขึ้นอีกครั้ง นี่ผมเสียสติไปแล้วหรือไง ผมสูดลมหายใจเข้าออกพลางนับหนึ่ง สอง สาม สี่ เมื่อเรียกสติคืนมาได้แล้ว ผมก็ได้ตอบโต้กับเสียงที่ดังอยู่ในหู เผื่อว่าบางทีเขาอาจจะช่วยผมได้
“คะ คุณเป็นใครครับ”
ผมตะโกนออกไปหาเจ้าของเสียง ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นเจ้าตัว ไม่นานนักก็มีเสียงตอบรับลอยมาตามลม
“ฟังเสียงของฉันให้ดีนะนิชคุณ คือตอนนี้แกเสียชีวิตจากโลกใบเดิมของแกแล้ว ตอนนี้แกกำลังอยู่ในอีกมัลติเวิร์สนึง ซึ่งเป็นการย้อนเวลามาในปีพ.ศ. XXXX” ยังไม่ทันที่พี่คนนั้นจะได้พูดต่อ ผมก็ชิงโพล่งออกมาก่อนด้วยความตกใจที่รู้ว่าตัวเองนั้นได้สู่ขิตไปแล้ว
“อะไรนะครับ ผมตายไปแล้วเหรอ”
“กรุณาฟังที่ฉันพูดให้จบด้วย พูดสอดแทรกไม่มีมารยาท”
เสียงชายคนนั้นตอบกลับมาด้วยท่าทีที่โมโหเล็กน้อยที่ผมไปขัดจังหวะการพูดของเขา แต่ไม่นานหลังจากนั้นพี่คนนั้นก็กลับมาพูดต่อในสิ่งที่เขาต้องการจะบอกกับผม ซึ่งมันยิ่งทำให้ผมต้องรู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิม
“คือตอนนี้แกได้ตายจากโลกเดิมแล้ว และนี่ก็เป็นโลกใบใหม่ที่แกต้องมาเริ่มต้นต่อสู้กับชีวิตและฝ่าฟันกับอุปสรรคต่าง ๆ และฉันก็ได้รับหน้าที่ให้มาเป็นผู้ช่วยของแก ทีนี้เข้าใจแล้วรึยัง”
ครั้งนี้แกไม่ได้มาแต่เสียง แต่มาพร้อมกับจอ LED ที่ปรากฏอยู่กลางอากาศพร้อมกับฉายภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่ผมจะมาโผล่ที่นี่ ทีนี้ผมเริ่มจับไต๋ของพี่ชายคนนี้ได้บ้างแล้ว เนื่องจากในโลกก่อน ผมมีงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ชอบทำมาก ๆ นั่นคือการอ่านนิยาย ซึ่งนิสัยรักการอ่านก็มาจากแม่ ที่มักจะหาหนังสือหลาย ๆ ประเภทมาให้ผมได้อ่าน เนื่องจากเธอได้เรียนไม่สูง เลยอยากจะให้ลูกชายเพียงคนเดียวได้รู้หนังสือมาก ๆ
และหนังสือที่ผมชอบอ่านมาก ๆ นั่นก็คือนิยายแนวย้อนเวลาเพื่อการแก้ไขสิ่งที่เคยผิดพลาดในอดีต หรือไม่ก็แนวเกิดใหม่ในร่างของคนอื่น แต่ใครมันจะไปคิดกันล่ะ ว่าวันดีคืนดีสิ่งที่ผมชอบอ่านมันจะเกิดขึ้นกับตัวผมเอง
“แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดกับผมได้ล่ะครับ ผมไม่เข้าใจ” ผมตะโกนถามคนที่บอกว่าเป็น ‘ผู้ช่วย’ ออกไปด้วยความสงสัย เพราะทุกครั้งที่ผมอ่านนิยายที่มีตัวละครได้ย้อนเวลา หรือตายแล้วไปเกิดใหม่ในร่างของคนอื่น มันต้องมีเงื่อนไขอะไรสักอย่างที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
“แล้วสิ่งที่แกปรารถนามาตลอดชีวิตคืออะไรกันล่ะ”
สิ่งที่พี่ผู้ช่วยให้กลับมาไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามที่ให้ผมได้กลับมาย้อนคิด สิ่งที่ผมต้องการมาตลอดอย่างนั้นเหรอ ? ผมพยายามคิดอยู่สักพักในที่สุดผมก็ได้คำตอบให้กับตัวเองและพี่ผู้ช่วย
“ผมอยากให้แม่มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องลำบากดูแลผมครับ”
“เป๊าะ” เสียงดีดนิ้วดังเป๊าะของพี่ผู้ช่วยดังขึ้นทันทีหลังจากที่ผมพูดจบ ดูเหมือนว่าพี่เขาจะพอใจกับคำตอบของผม
“ใช่แล้ว และนี่คือสิ่งที่แกต้องการ ตอนนี้แกได้ย้อนเวลากลับมาตอนที่แม่ของแกยังเป็นเด็ก ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความโหดร้ายในชีวิตแม่ การย้อนเวลาครั้งนี้ แกสามารถหยุดความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของแม่แกได้ แต่ก็มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ ถ้าหากแกเลือกที่จะเปลี่ยนอดีตของแม่ นั่นก็เท่ากับว่าจะส่งผลถึงอนาคตของแกด้วยเช่นกัน ถ้าอดีตเปลี่น อนาคตก็เปลี่ยน แปลสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ แกอาจจะไม่มีโอกาสได้เกิดมาบนโลกนี้อีกเลยถ้าแกมาเปลี่ยนแปลงอดีตของแม่”
ผมฟังและคิดตามในสิ่งที่พี่ระบบพูด “นี่เราได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่แม่ยังเป็นเด็กอย่างนั้นหรอ ?” ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็ยินดีมาก ๆ หากการได้ย้อนเวลาในครั้งนี้จะมาเปลี่ยนชีวิตของแม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
“ฉันมีทางเลือกให้แกอยู่สองทาง หนึ่ง แกจะกลับไปยังโลกเดิมของแก ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป โดยที่แม่ของแกไม่อยู่แล้ว สอง แกจะมาเปลี่ยนแปลงอดีตของแม่ โดยที่แกอาจจะหายไปเลยตลอดกาล”
เมื่อพูดถึงเรื่องการที่ผมจะไม่ได้เกิดมาอีก ความลำบากใจก็เกิดขึ้นมาในจิตใจของผม แต่เมื่อมาคิดดูดี ๆ แล้ว ที่ผ่านมาแม่ก็ใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อผมมาโดยตลอด โดยที่เธอยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อมาเติมเต็มความสุขให้ผม
หลาย ๆ คนอาจะคิดว่านั่นก็เป็นหน้าที่ของแม่ที่พึงกระทำอยู่แล้ว แต่สำหรับผมที่เห็นแม่ลำบากเพื่อผมมาโดยตลอด ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเห็นเธอลำบากไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
ตลอดชีวิตของแม่ เธอไม่เคยร้องขออะไรจากผม เธอยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ผมได้มีชีวิตที่ดีไม่น้อยไปกว่าคนอื่น ๆ นี่คงจะถึงเวลาแล้วที่ผมจะได้ส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่เธอเคยทำให้ผม
“ผมเลือกแล้วครับ ผมขออยู่ในโลกนี้เหมือนเดิม อยู่เพื่อแม่ ผมยอมที่จะไม่ได้เกิด ขอแค่แม่ได้มีชีวิตที่ดีกว่าโลกเก่า แค่นั้นผมก็พอใจแล้วครับ”
พี่ผู้ช่วยดูจะพึงพอใจในคำตอบของผม เขาไม่พูดอะไรต่อ
“แล้วตัวพี่อยู่ไหนครับ ทำไมผมถึงได้ยินแต่เสียง” เมื่อรู้สึกคุ้นเคยกับพี่คนนี้บ้างแล้ว ผมก็เริ่มถามในสิ่งที่สงสัย
“เอ้า ไหนว่าอ่านนิยายมาตั้งเยอะทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้ล่ะค้า” พี่ผู้ช่วยลากเสียงยาว ดูก็รู้ว่าตั้งใจจะกวนบาทาผม ก็แหม ถึงผมจะอ่านนิยายมาเยอะก็จริง แต่ก็ใช่ว่าระบบในแต่ละเรื่องมันเหมือนกันซะที่ไหนเล่า ผมก็แค่อยากรู้ว่าพี่ผู้ช่วยของผมมาในรูปแบบไหนก็เท่านั้นเอง ดั๊นมากวนโอ๊ยกันเฉย
“โอเคเลยคับพี่ แล้วจะให้ผมเรียกพี่ว่าอะไรดีครับ”
“ระบบพี่ผู้ช่วยคนสวย”
เธอตอบกลับมาด้วยเสียงโมโนโทนจืด ๆ เหมือนเดิม แต่ที่น่าสนใจก็คือเธอบอกว่าเธอเป็นคนสวย แต่เสียงเป็นผู้ชายนี่น่ะสิ่
“แต่เสียงพี่เป็นเสียงผู้ชายนะครับ” เมื่อได้ทีกวนทีนกลับ ผมก็ไม่ลืมที่จะแหย่ สิ่ง ที่จะมาเป็นผู้ช่วยของผมพอหอมปากหอมคอ
“อ้าว ไอ้บ้านี่ เดี๋ยวแม่ก็ปล่อยให้สู้ชีวิตคนเดียวไม่มาให้ความช่วยเหลือซะเลยนี่” แม้ว่าระบบพี่ผู้ช่วยคนสวยจะฮึดฮัดแต่น้ำเสียงของแกก็ยังเป็นโทนเดียว นั่นทำให้ผมรู้สึกปวดหัวเล็กน้อยเพราะรู้สึกไม่ชิน แต่ก่อนอื่นผมต้องรีบขอโทษแกก่อนที่แกจะโกรธผมจริง ๆ
“ผมล้อเล่นค้าบ”
“ก็แล้วไป”
“ว่าแต่ ตอนนี้แม่ของผมอยู่ที่ไหนเหรอครับ”
“อยากเจอเธอใช่ไหม”
“ครับ”
“ได้ เดี๋ยวฉันจะพาแกไป”
พูดจบ จอ LED ก็ดับลงพร้อมกับเสียงของพี่ระบบผู้ช่วยคนสวยก็หายไป เอ้า แล้วผมจะไปเจอแม่ยังไงเนี่ย กลับมาก๊อน !
บทที่ 2
ตอนที่ 2
พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยนำทางให้ผมเดินลัดเลาะไปตามตลาดสด ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเดิมที่ผมมักจะเดินเป็นทางผ่านเพื่อไปโรงเรียนในทุกเช้า สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ก็ยังคล้าย ๆ เดิม คือเต็มไปด้วยความคึกคักของคนที่มาจ่ายตลาดกับพ่อค้าแม่ขายที่กำลังต่อล้อต่อเถียงกันเพื่อต่อรองราคาสินค้า ช่างเป็นภาพที่ผมคุ้นเคย เพราะมักจะเห็นอยู่เป็นประจำ จะว่าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นยุคที่ผมจากมาหรือเป็นยุคนี้ วิถีชีวิตของผู้คนในละแวกนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือตลาดนี้ดูใหม่กว่าโลกข้างหน้าที่ผมจากมาอยู่มากโข ก็แหงล่ะ ถ้านับจากปีพ.ศ. แล้ว ตลาดนี้เพิ่งจะสร้างไปได้แค่สามปีเองนี่นา
“นี่แอบไปเที่ยวมาเหรอ”
เสียงโหวกเหวกของชายคนหนึ่งดังขึ้น เรียกความสนใจจากพ่อค้าแม่ขายที่มาตั้งแผงขายของอยู่บริเวณนั้น รวมถึงตัวผมด้วย แต่เอ๊ะ ทำไมเสียงนี้มันคุ้น ๆ จังวะ
“เห้ย ไอ้ทองมันตีลูกมันอีกแล้ว” เสียงจากแม่ค้าขายผักคนหนึ่งดังขึ้น ผมหันไปตามเสียงของเธอเพราะว่าชื่อของคนที่เธอพูดมามันชักจะเข้าเคล้าไปทุกที
“หนูขอโทษ คราวหลังหนูจะไม่หนีออกไปเที่ยวอีกแล้ว”
อีกเสียงหนึ่งของเด็กผู้หญิงดังตามขึ้นมา หนูน้อยถูกผู้เป็นพ่อลากตัวไปกับพื้นอย่างน่าสงสาร เหตุเพราะเธอแอบไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ จนลืมตักน้ำใส่ตุ่ม เมื่อพ่อกลับจากการทำนามาแล้วไม่เห็นน้ำในตุ่ม จึงทำให้เขาโกรธมากที่ลูกสาวไม่ช่วยทำงานบ้าน จึงไปตามเธอมาจากกลุ่มของเพื่อน ๆ และเหตุการณ์ถัดมาก็เป็นอย่างที่ทุกคนได้เห็น
ผมมองไปที่พ่อใจร้ายคนนั้น ดู ๆ แล้ว เขาน่าจะมีอายุราว ๆ 30-35 ปี ร่างกายสูงใหญ่ ในแววตาของเขาดุดันไปด้วยความโกรธ กับเด็กผู้หญิงคนนี้ที่อายุน่าจะราว ๆ 5-6 ขวบได้ เมื่อมองดูดี ๆ แล้วผมก็ระลึกได้ทันทีว่าทั้งสองคนนี้เป็นใคร
“เชี้ย นี่มันตากับแม่นี่หว่า”
เมื่อรู้ดังนั้นแล้วผมก็รู้สึกว่าเลือดมันได้ขึ้นหน้ามาแล้ว นี่ตาทำเกินไปแล้วรึเปล่า แม่ก็แค่ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนตามวัยของเธอก็เท่านั้นเอง ผมไม่คิดเปล่า เมื่อเห็นเหตุการณ์ความไม่ยุติธรรมอยู่ตรงหน้า ความเป็นพระเอกในตัวก็พุ่งขึ้นมาทันที พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยจับท่าทีของผมได้ เธอกำลังจะห้าม แต่มันไม่ทันเสียแล้ว…
“ตาหยุด อย่าตีแม่”
ทุกคนในตลาดรวมถึงตาและแม่ต่างก็อึ้งกับคำพูดของผม ทุกคนอาจจะคิดว่าผมจะได้ซีนพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรมด้วยการไปต่อยตาเพื่อห้ามไม่ให้ตีแม่ใช่ไหมล่ะครับ พวกคุณคิดผิดแล้วล่ะ ผมไม่กล้าขนาดนั้นหรอก ผมยังไม่อยากเป็นหลานทรพีตีตาหรอกนะ แต่ก็หวังว่าวิธีในแบบของผมจะช่วยได้บ้างล่ะนะ
“มึงพูดเพ้อเจ้ออะไรของมึง ใครตา ใครแม่มึง”
เป็นอย่างที่ผมคิด แผนของพี่คือทำให้ชีงง ตาดูจะเปลี่ยนเป้าหมายจากแม่มาเป็นผมแทนแล้ว ถ้าโดนตาต่อยขึ้นมานี่จะเอายังไงดีวะกู
“ก็คุณเป็นตาของผมไง และคนที่ตากำลังตีอยู่ก็เป็นแม่ผม”
“โอ๊ย นี่มันวันห่าอะไรของกูวะเนี่ย ไป อีนิด กลับบ้าน”
สุดท้ายตาก็เลิกตีแม่และพาเธอกลับบ้านแทนเพราะความหัวเสีย ผมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยก็เช่นกัน
“เก่งนะเนี่ย ถือว่าแก้ไขปัญหาได้อย่างชาญฉลาด ” เธอกล่าวชมผม
“พี่ว่าตาจะสงสัยผมรึเปล่าที่ไปพูดแบบนั้น”
“สงสัยว่าแกบ้าล่ะสิ่”
ทั้งผมและก็พี่ระบบต่างก็ระเบิดหัวเราะให้กับการกระทำสุดบ้าบิ่นของตัวเอง ผมก็ได้แต่หวังว่าตาคงจะไม่กลับไปตีแม่ที่บ้านต่อหรอกนะ
ทางด้านของนายทองดี ที่ตอนนี้เขาพาลูกสาวคนโตอย่าง เด็กหญิงพนิดา กลับมาบ้าน ในระหว่างทางที่กลับบ้านมันก็ทำให้เขาได้กลับมาฉุกคิดและสงบสติอารมณ์ของตัวเองได้ พอหันมาดูลูกสาวที่เดินคอตก น้ำตานองหน้าซึ่งตอนนี้มันได้เหือดแห้งกลายเป็นคราบที่ติดอยู่ตรงพวงแก้มก็นึกสงสาร พลางคิดไปถึงว่าตนนั้นได้ทำรุนแรงเกินไปรึเปล่า
นับว่าเขายังพอโชคดีอยู่บ้างที่ได้ไอ้หนุ่มคนนั้นมาช่วยเตือนสติ ถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงทำร้ายลูกไปมากกว่านี้ ครั้นอยากจะขอโทษลูก เขาก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะกล่าวออกมาได้ จึงทำได้เพียงเป็นคนไปเรียกเธอมากินข้าวเท่านั้น
ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวค่อนข้างใหญ่ เขาและเมียประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร มีลูกด้วยกันทั้งหมดห้าคน ซึ่งฐานะทางบ้านของเขาก็นับว่าค่อนข้างยากจน ทำให้เขาต้องให้ลูก ๆ มาช่วยทำงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็ยังดีที่เขาพอจะเห็นความสำคัญของการศึกษา ลูก ๆ จึงได้เรียนหนังสือกันทุกคน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะส่งเสียไปได้ถึงขนาดไหน
หลังจากที่พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยพาผมไปเจอแม่และตา จนได้เห็นชีวิตในวัยเด็กของแม่บางส่วนแล้ว พวกเราก็กลับมาตั้งหลักที่ศาลาริมทางหลังเดิม ว่าแล้วก็ได้แต่นึกโทษโชคชะตา นี่มันอะไรกันวะเนี่ย ได้ย้อนเวลามาทั้งทีจะให้มาในสภาพที่ดีกว่านี้ไม่ได้เลยรึไงนะ อย่างน้อยที่สุดตัวละครตัวอื่น ๆ ที่ผมเคยอ่านพวกเขาก็ย้อนมาแบบพอมีที่ซุกหัวนอนอยู่บ้าง แต่ผมนี่สิ่ มาตัวเปล่า แถมตังติดตัวยังไม่มีสักบาท
“อย่าบ่นให้มันมากนักเลย ฉันก็พอมีตัวช่วยให้แกอยู่บ้างแหละน่า”
“เออพี่ แล้วถ้าผมย้อนเวลามาแบบนี้ผมต้องทำอะไรบ้างอ่ะ แล้วไอ้ระบบของพี่มันทำงานยังไง แล้วตัวช่วยนี่มันจะช่วยผมยังไงได้บ้าง”
“โอเค ๆ เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟังทีละอย่างเนาะ คือระบบของฉันเนี่ยจะแบ่งเป็นสองพาร์ท ก็คือฉันและนางบอท ฉันได้รับหน้าที่มาเป็นผู้ช่วยของแกในสถานการณ์ต่าง ๆ ส่วนนางบอทมีหน้าที่มอบหมายภารกิจและส่งมอบของรางวัลให้แก โดยแต่ละภารกิจจะเป็นการสะสมแต้มบุญ เมื่อได้แต้มบุญตามที่กำหนดแล้ว แกก็จะได้รับของรางวัล ซึ่งของรางวัลที่ได้ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าจะมีอะไรบ้าง” พี่ระบบอธิบายยืดยาวเพื่อให้ผมได้เข้าใจในกติฎามากขึ้น
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วไอ้ตัวช่วยที่พี่จะให้ผมตอนนี้คืออะไรเหรอครับ เอามาให้ผมเลยได้ไหม”
“ได้ ๆ ขอเวลาแปบ”
ในขณะที่พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยกำลังเสกตัวช่วยมาให้กับผม ผมก็หลับตารอด้วยความตื่นเต้น เราจะได้อะไรมาเป็นตัวช่วยกันนะ
“อ่ะ เรียบร้อยแล้ว ลืมตาแล้วแบมือรอรับนะ”
ผมทำตามที่พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยบอก และทันใดนั้นก็มีแสงออร่าจากท้องฟ้าพุ่งลงมาตกใส่มือของผม แสงออร่าของมันสว่างวูบวาบอยู่ในมือของผมเพียงครู่หนึ่งก่อนที่มันจะดับลงไป
และตัวช่วยที่พี่ระบบคนสวยมอบให้กับผมนั่นก็คืออออออออออออออออออออออออ
เงินจำนวนสิบบาทไทย ! นี่มันอะไรกันครับเนี่ยยยย
What The FU###%
บทที่ 3
ตอนที่ 3
เหรียญที่มีมูลค่าในตัวเอง 1 บาท จำนวนสิบเหรียญตกใส่มือผมดังเป๊าะ ๆ ผมมองเหรียญในมือสลับกับมองไปบนฟ้าหาพี่ระบบอย่างไม่เข้าใจ เงินแค่สิบบาทมันจะไปช่วยอะไรได้วะ
“สิบบาทเนี่ยนะพี่”
ผมหยิบเอาเหรียญ 1 บาท 10 เหรียญ ที่น่าจะมีขนาดพอ ๆ กับเหรียญสิบบาทในยุคสมัยของผมขึ้นมาดู พลางก็คิดไปอย่างดูถูกว่าเงินเท่านี้มันจะเอาไปทำอะไรได้ เหมือนพี่ระบบจะอ่านความคิดของผมได้ แกก็รีบพูดขึ้นมาก่อนที่ผมจะโยนเงินนี้ทิ้งไปเสียก่อน
“แหมพ่อหนุ่ม ได้ข่าวว่าเรียนไฟแนนซ์มาไม่ใช่เหรอคะ เอาความรู้ที่เรียนมาคืนไปให้อาจารย์หมดแล้วรึไง”
คำพูดของพี่ระบบผู้ช่วยคนสวยทำให้ผมคิดได้ จริงด้วยสิ่ เงินในจำนวนเดียวกันในปัจจุบันมันมีมูลค่ามากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในอนาคต ที่เป็นแบบนี้เพราะโอกาสในการลงทุน ความเสี่ยง ภาวะเงินเฟ้อ หรืออะไรก็ตามแต่ มันทำให้เงินสิบบาทในสมัยนี้สามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ตั้ง 1 ชาม ในขณะที่ยุคสมัยที่ผมจากมา เงินจำนวนนี้มันกลายเป็นแค่เศษเลข ไม่สามารถซื้ออะไรได้เลย
นี่อาจจะเป็นหนึ่งในความได้เปรียบของผมถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกันแน่ ๆ ก็อย่างว่าล่ะ การสร้างเนื้อสร้างตัวในแต่ละยุคสมัยมันก็มีความยากที่ต่างกันออกไป แต่ยุคที่ผมย้อนเวลามานี้มันดีหน่อยตรงที่ไม่ได้มีสิ่งยั่วยุที่จะมาดึงเงินออกจากกระเป๋ามากเท่ากับยุคที่ผมจากมา บวกกับค่าครองชีพก็ยังไม่สูงมากนัก มันคงจะเป็นตัวช่วยให้ผมเก็บเงินอยู่ขึ้นล่ะมั้ง
เมื่อเป็นดังนั้นแล้วมันก็ทำให้ผมมีขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นมา ผมกำเงินสิบบาทนั้นไว้แน่น ก้มลงไปดูความเรียบร้อยว่ามันจะไม่หล่นหายไปไหน ก่อนจะหย่อนลงใส่กระเป๋ากางเกง
“จ๊อก ๆ”
เสียงท้องของผมดังขึ้น เป็นการประท้วงว่าถึงเวลาที่ผมจะต้องหาอะไรใส่ปากได้แล้ว
“อย่าลืมนะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง”
เสียงของพี่ระบบดังอยู่ในหูของผม แล้วไอ้เงินที่ผมเก็บไว้มันก็สั่น ๆ เหมือนอยากจะบินออกจากกระเป๋ากางเกงของผมเต็มที อะไรกันวะ ฉันเพิ่งได้แกมาเองนะเว้ยเจ้าเงิน นี่คิดจะบินจากกันไปเลยรึไง
“แต่ผมมีเงินแค่สิบบาทเองนะพี่ ถ้าเอาไปซื้อข้าวกินมันก็ไม่เหลือแล้วอ่ะดิ่”
ผมพูดในสิ่งที่คิด สักพักก็รู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างมาตีกลางแสกหน้า เป็นพี่ระบบนั่นเองที่มาเขกกบาลของผม
“โอ๊ย แกนี่มันจริง ๆ เลย งกไม่เข้าเรื่อง เงินนี้ฉันตั้งใจเอาให้แกไปซื้อข้าวกินอยู่แล้วย่ะ กินข้าวแล้วจะได้มีแรงมาคิดต่อว่าจะเอายังไงต่อไป”
ผมขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับพี่ระบบต่อ จึงเดินออกไปหาร้านข้าวแกงที่อยู่แถว ๆ นั้น จนมาเจอกับร้านก๋วยเตี๋ยวที่แค่เดินผ่าน กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุปก็ลอยเข้ามาเตะที่จมูกของผมทันที
ผมพุ่งตัวเข้าร้านโดยไม่รอให้พี่ระบบมาเขกหัวผมได้อีก ผมเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ด้านในสุดของร้านและคอยสังเกตผู้คนในร้านไปด้วย ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะเย็นจนใกล้จะมืดแล้ว แต่ก็ยังมีคนแวะเวียนมากินอยู่ไม่น้อย นั่นก็เป็นการการันตีได้ว่ารสชาติของก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ที่ผมมั่นใจในรสชาติขนาดนี้เป็นเพราะ ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ก็ยังเป็นร้านเดิมที่ผมมักจะไปกินประจำหลังเลิกเรียน ในยุคของผม เจ้าของร้านเป็นทาทายาทรุ่นที่สามแล้ว ส่วนอาแปะที่กำลังลวกก๋วยเตี๋ยวให้ผมอยู่ตอนนี้แกก็ได้ย้ายไปอยู่ในกรอบรูปที่ตั้งไว้ในร้านแทน คิดแล้วก็ขนลุกดีแฮะ ได้กินฝีมือของอาแปะต้นตำรับเลยโว้ย ถือว่าการย้อนเวลาในครั้งนี้ของผมมันไม่เลวเลยนะ
นั่งรอไม่นานก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำพิเศษเพิ่มผักเยอะ ๆ ของผมก็ได้เดินทางมาถึงโต๊ะ ผมไม่รีรอที่จะลงมือรับประทานอาหารจากสรวงสวรรค์ ทันทีที่ได้คีบเส้นเข้าปาก ความเหนียวนุ่มของมันก็ได้ปะทะกับแรงกัดจากฟันของผมเป็นความละมุนแบบที่หาจากไหนไม่ได้
ส่วนต่อมาก็คือน้ำซุปสุดเข้มข้น น้ำแกงที่เคี่ยวด้วยเครื่องเทศนานาชนิด ตุ๋นรวมกับเล้งจนความหวานจากกระดูกแทรกซึมออกมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำซุป ยิ่งสั่งแบบน้ำตกที่ผสมกับเลือดยิ่งเพิ่มความเข้มข้น ซดได้ไม่มีเบื่อเลยล่ะครับ
ในระหว่างที่กำลังเสวยสุขอยู่กับอาหาร ผมก็ไม่ลืมที่จะนำสิ่งที่พี่ระบบพูดในก่อนหน้านี้มาคิด หลังจากที่ต้องเสียเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปกับก๋วยเตี๋ยวชามนี้แล้ว ผมคงต้องหาเงินด้วยตัวเองแล้วสินะ เพราะคงจะหวังพึ่งพี่ระบบไม่ได้ตลอด
‘ตึ๊ง’ ไวเท่ากับความคิด เมื่อพี่ระบบได้ฉายภาพจากจอ LED ที่มีแต่ผมคนเดียวที่เห็น (อีกตามเคย) พร้อมกับมอบหมายภารกิจแรกให้กับผม
ระบบ : “ภารกิจแรกของนิชคุณ : หางานทำ แต้มบุญของภารกิจนี้เท่ากับ 5 แต้ม”
นั่นไง ว่าแล้วเชียว นี่คงจะเป็นพี่นางบอท ที่จะมาทำหน้าที่มอบหมายภารกิจให้กับผมสินะ
“ใช่แล้ว และนี่ก็คือภารกิจแรกที่แกต้องไปพิชิต” พี่ระบบผู้ช่วยคนสวยช่วยเสริม เพื่อบอกว่าสิ่งที่ผมผมเข้าใจนั้นถูกแล้ว
“เอาวะ สู้เขาสิวะไอ้คุณ”
ผมปลุกขวัญและกำลังใจของตัวเอง ก่อนที่จะลงมือกินกินก๋วยเตี๋ยวสุดอร่อยต่อ และเมื่อน้ำซุปหยดสุดท้ายได้ตกถึงท้องผม ก็เป็นเวลาที่อาแปะจะเก็บร้านพอดี ผมนั่งมองแกที่โต๊ะอย่างชั่งใจ ไม่ได้ออกไปไหน จนแกเก็บร้านเสร็จ ผมถึงได้ลุกจากโต๊ะไปหาแก
“ลื้อมีธุระอะไรกับอั๊วรึเปล่าไอ้หนุ่ม”
อาแปะเจ้าของร้านพูดกับผมด้วยท่าทางใจดี ผมล้วงเงินในกระเป๋ากางเกงมาจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวให้กับแก ผมกลั้นใจนับหนึ่งสองสามก่อนจะบอกความต้องการของตัวเองกับอาแปะ
“คือตอนนี้ผมค่อนข้างลำบาก ไม่มีงานทำเลย อาแปะพอจะมีงานอะไรให้ผมช่วยได้บ้างไหมครับ จะงานหนักงานเบาได้หมดเลยครับ ผมไม่เกี่ยง ขอแค่ค่าแรงที่พอจะทำให้ผมได้มีชีวิตอยู่ต่อได้ก็พอแล้วครับ”
ที่ผมขอช่วยงานแก เพราะผมจำได้ว่าในโลกที่ผมจากมาร้านก๋วยเตี๋ยวของอาแปะดังมากจนมีลูกจ้างอยู่เต็มร้าน ถ้าผมได้มาทำงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของอาแปะ ผมก็น่าจะเก็บเงินได้ประมาณหนึ่ง
อาแปะดูจะลำบากใจอยู่เล็กน้อยกับคำขอของผม แกเอามือมาลูบเคราของตัวเองอย่างครุ่นคิด ก่อนจะบอกข่าวร้ายกับผม
“เอางี้นะไอ้หนุ่ม ตอนนี้อั๊วยังทำเองไหว และอีกอย่างอั๊วยังไม่มีเงินมากพอที่จะมาจ้างลูกจ้างได้น่ะ”
คำตอบของอาแปะทำผมเข่าอ่อน แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ผมยิ้มได้เมื่ออาแปะยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับผม
“แต่ถ้าลื้อออยากหางานทำ อั๊วก็พอจะแนะนำให้ลื้อได้ แต่อีเจ้าของร้านแกเคี่ยวหน่อยนา ลื้อจะทำไหวรึเปล่า”
“ไหวแน่นอนครับ ยังไงก็ต้องไหว”
ผมตอบแบบไม่คิด จะงานหนักงานเบาก็มาเถอะครับ ขอแค่ให้ผมได้ทำงานก็พอแล้ว เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้มี active income ซึ่งจะได้มากหรือน้อยก็ไม่สำคัญสำหรับผม แม่บอกกับผมเสมอ ว่าอย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา เงินน้อย ก็กลายเป็นเงินมากได้ หากรู้จักเก็บออม (และบริหารจัดการให้ดี)
เมื่ออาแปะเห็นท่าทีที่แข็งขันของผม แกก็เอากระดาษกับปากกามาเขียนแผนที่ ‘สถานที่ทำงาน’ ให้กับผม ก่อนที่แกจะกล่าวอวยพรขอให้ผมโชคดี
“ขอบคุณมากนะครับอาแปะ บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่ลืมเลย”
ผมรับเอาแผนที่จากอาแปะและกำมันเอาไว้แน่น และเดินกลับมาที่ศาลาข้างทางหลังเดิม ผมแหงนมองฟ้าที่ตอนนี้มันมืดแล้ว ต่างจัดหวัดในยามค่ำคืนหลังสองทุ่มเป็นอะไรที่เงียบเชียบ บ้านทุกหลังต่างก็ปิดไปเข้านอนกันหมด ความสว่างที่มีอยู่จึงเหลือแต่เสาไฟที่มาจากข้างถนนเพียงเท่านั้น ซึ่งมันก็สร้างความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่นสำหรับคนขวัญอ่อนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมทิ้งตัวลงนอนที่ม้านั่งในศาลาและยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงอนาคตที่สดใสของแม่ที่จะเกิดขึ้นจากสองมือของผม
“อดทนอีกนิดนะครับแม่ ผมสัญญาว่าผมจะทำให้ชีวิตของแม่ดีกว่าเดิมให้ได้”