นรกของผู้ไม่ศรัทธา ศาสนาและทัณฑ์ทรมาน : โจโค อันวาร์ คนทำหนังผู้ท้าทายทุกความเชื่อ
พ้นไปจากการทักทายและแนะนำตัว ประโยคแรกๆ ที่เราชวน โจโค อันวาร์ (Joko Anwar) คนทำหนังเฮอร์เรอร์จากอินโดนีเซียคุยคือเรื่องรอยสัก เขาหัวเราะ ยกแขนสองข้างขึ้น แต่ละข้างมีชื่อหนังที่ส่งผลสำคัญต่อชีวิตเขา เรื่องหนึ่งเป็นหนังโรแมนติกดรามา อีกเรื่องเป็นหนังฟิล์มนัวร์สุดเฮี้ยน และทั้งสองเรื่องล้วนเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เขายังยืนระยะอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับสากลโลก
อันวาร์เป็นที่รู้จักในฐานะคนทำหนังเฮอร์เรอร์ ที่มักสำรวจความซับซ้อนและดำมืดของมนุษย์ผ่านเส้นเรื่องซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างความเชื่อและตำนานลี้ลับ ไม่ว่าจะ The Forbidden Door (2009) ช่างแกะสลักร่างผู้หญิงตั้งครรภ์กับจดหมายปริศนาที่พาชีวิตเขาดิ่งลงเหว, Satan’s Slaves (2017) เรื่องของผีแม่ที่ฟื้นคืนกลับมาจากความตาย และ Impetigore (2019) หญิงสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับพฤติกรรมสุดหลอนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
Grave Torture (2024) หนังยาวลำดับล่าสุดของเขาก็พูดถึงความเชื่อของศาสนาอิสลามที่ว่า คนบาปหนาที่สุดจะถูกลงทัณฑ์มอดไหม้ในนรก โดยตัวละครหลักเลือกสำรวจความเชื่อนี้ด้วยการ ‘ลงหลุม’ ไปพร้อมศพเพื่อควานหาทางไปยังนรกอันดำมืด
งานของอันวาร์ไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่การเป็นหนังเฮอร์เรอร์ที่มีจังหวะแสนแม่นยำ หากแต่มันยังท้าทายคนดูในแง่ศรัทธาและศาสนา ซึ่งว่าไปก็ดูจะเป็นเรื่องแหลมคมและสุ่มเสี่ยงในการบอกเล่าผ่านภาพยนตร์
แต่นั่นดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับอันวาร์ เพราะถึงที่สุด หัวใจสำคัญในการทำหนังที่ ‘ท้าทาย’ คนดูเช่นนี้ คือความแม่นยำและจริงใจ อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้ในหนังทุกเรื่องของเขา
ขอถามเรื่องรอยสักก่อน ทำไมคุณจึงสักชื่อหนัง Punch-Drunk Love (2002) กับ Lost Highway (1997) ไว้ที่แขนทั้งสองข้าง
สักราวปี 2001 ผมสูญเสียสิ่งสำคัญไปสองอย่าง อย่างแรกคือความรื่นเริงในการดูภาพยนตร์ เวลานั้นผมคิดว่าการดูหนังมันไม่น่าตื่นเต้นอย่างที่เคยแล้ว และอย่างที่สอง ผมสิ้นศรัทธาในความรัก ร้าวรานอย่างรุนแรงที่สุด แต่เมื่อผมได้ดูเรื่อง Punch-Drunk Love ของ พอล โธมัส-แอนเดอร์สัน (Paul Thomas Anderson -คนทำหนังชาวอเมริกัน) หนังมอบสิ่งสำคัญที่ผมทำสูญหายกลับมาให้ผมได้อีกครั้ง ผมเชื่อจริงๆ ว่าการดูหนังคือกิจกรรมแสนมหัศจรรย์ ผมกลับมามีความรักอีกครั้ง กล่าวให้ชัด ผมสักชื่อหนังเรื่องนี้ไว้บนท่อนแทนเพราะมันสำคัญสำหรับชีวิตผมมาก
ส่วน Lost Highway ของ เดวิด ลินช์ (David Lynch -คนทำหนังชาวอเมริกัน) คงต้องเล่าย้อนว่าผมอยากเป็นคนทำหนังมาตั้งแต่อายุยังน้อยมากๆ ศึกษาการทำหนังด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปเข้าเรียนการทำหนังอะไร ผมเรียนการทำหนังผ่านการดูหนังเท่านั้น และเมื่อก่อนก็เคยคิดว่าการทำหนังสักเรื่องคงมีสูตรที่เป็นบรรทัดฐานบางอย่าง แต่พอผมได้ดู Lost Highway มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่าการทำหนังนั้นแท้จริงแล้วไม่มีอะไรตายตัวเลย ในฐานะผู้กำกับ คุณบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านภาพยนตร์ได้ทุกรูปแบบตราบเท่าที่คุณยังสื่อสารกับคนดูอยู่ และนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงสักหนังสองเรื่องนี้ไว้บนท่อนแขน
ในเชิงอิทธิพลการทำภาพยนตร์ล่ะ คุณได้อิทธิพลจากคนทำหนังตะวันตกเป็นหลักหรือเปล่า
ผมไม่มีไอดอลในการทำหนังนะ และไม่เชื่อเรื่องการบูชาคนทำหนังคนใดคนหนึ่งด้วย สิ่งที่เราต้องบูชาคือภาพยนตร์ต่างหาก! แต่แน่ล่ะ ผมรักงานของพอล โธมัส-แอนเดอร์สันเสมอ เช่นกันกับภาพยนตร์ของ วิลเลียม ฟรีดกิน (William Friedkin -คนทำหนังเฮอร์เรอร์ชาวอเมริกัน) แต่ผมไม่ได้บูชาตัวตนของพวกเขา ผมได้รับแรงบันดาลใจจากหนังมากกว่าตัวผู้สร้างหนังเหล่านี้เสียอีก
หนังคุณอ้างอิงและได้รับอิทธิพลจากตำนานพื้นบ้านหรือเรื่องเล่าปรัมปราเยอะมาก เรื่องราวแบบไหนที่ส่งอิทธิพลต่อคุณ คุณโตมากับเรื่องราวแบบไหน
หลายปีก่อน ผมทำหนังที่อ้างอิงจากตำนานปรัมปรา มีผีสางมากมายในหนังของผมที่มีรากมาจากตำนานและเรื่องลี้ลับในอินโดนีเซีย ความที่เราเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะหลากหลายและผู้คนกว่า 200 เชื้อชาติ แต่ละเชื้อชาติก็มีเรื่องราวปรัมปรากับตำนานต่างๆ ของตัวเอง เราจึงมีผีและสิ่งมีชีวิตลี้ลับมากมายเหลือเกิน ผีตัวโปรดของผมคือ วีวี กอมเปล (Wewe Gombel) วีวี กอมเปลเป็นผีผู้หญิงที่สมัยยังมีชีวิตนั้นเธออยากมีลูกมาก แต่มีเองไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเธอตายและกลายเป็นผี เธอจึงลักพาตัวเด็กๆ ที่ไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ไปเป็นของตัวเอง และนี่เองคือเหตุผลว่าทำไมหนังของผมหลายต่อหลายเรื่อง จึงมักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแม่และเด็ก รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กๆ เป็นหลัก
หนังของผมมักวนเวียนอยู่ในเรื่องของครอบครัวที่ไม่ปกตินัก เดานะครับว่าเรื่องพวกนี้เป็นผลจากประสบการณ์ ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์นัก ดังนั้น เมื่อได้ทำหนัง ผมจึงมักทำหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์อันบกพร่องระหว่างพ่อแม่กับลูก และนี่แหละที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผีวีวี กอมเปลจึงอยู่ในใจผมเสมอ เพราะมันเล่าเรื่องราวแบบที่ผมชอบน่ะ
เป็นเหตุผลว่าหนังของคุณมักพูดถึงผู้หญิงด้วยหรือเปล่า ไม่ว่าจะฐานะแม่หรือลูกสาว หรือแม้แต่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง
ใช่ครับ ตัวผมเองก็เติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูโดยผู้หญิงที่เก่งมากๆ คือแม่และพี่สาว สายสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อและพี่ชายไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์กับแม่และพี่สาวแล้วล่ะก็ เราสนิทกันมากจริงๆ สิ่งนี้ทำให้ผมสนใจอยากเล่าเรื่องราวของผู้หญิงและการก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ของพวกเธอ เรื่องพวกนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากกว่าเรื่องของพวกผู้ชายที่เจอปัญหาต่างๆ อีก เพราะผมแวดล้อมไปด้วยผู้หญิงเก่งมากมาย แม้กระทั่งในบริษัทของผมก็เหมือนกัน มีทีมงานผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชายอีก โปรดิวเซอร์ส่วนใหญ่ของผมก็เป็นผู้หญิงอินโดนีเซียเก่งๆ ทั้งนั้น
ผมก็มองตัวเองเป็นเฟมินิสต์นะ เพราะสนใจอยากเล่าเรื่องของการหลุดพ้นจากกรอบกรงบางอย่างของผู้หญิง โดยเฉพาะในอินโดนีเซียที่ยังมีกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่เยอะ และคิดว่าคงเป็นเหตุผลที่ทำไมตัวละครทั้งหลายของผมเป็นผู้หญิงเสียส่วนมาก
หนังของคุณมักสำรวจชะตากรรมตัวละครผ่านตำนานพื้นบ้านหรือนิทานปรัมปรา มีเหตุผลไหมว่าทำไมเรื่องราวท้องถิ่นขนาดนี้จึงเป็นที่จับใจคนดูในต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย
ผมว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชอบเรื่องราวแบบนี้อยู่แล้ว หลายประเทศมีความเชื่อพื้นบ้านและตำนานลี้ลับมากมาย เราใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ อย่างในอินโดนีเซียหรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ผมว่าคงไม่ใช่เรื่องยากนะถ้าจะมีคนเดินมาบอกเราว่า เขาเพิ่งเจอผี แล้วพวกเราก็จะบอกว่า อ้อเหรอ (หัวเราะ) แต่คุณลองไปพูดแบบนี้ในสหรัฐฯ หรือที่อื่นๆ สิ คนจะคิดว่าคุณบ้าไปแล้วแน่ๆ
พวกเราคุ้นเคยกับเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติกันดีอยู่แล้ว และเหตุนี้เอง เรื่องราวของภูตผีหรือภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องเหล่านี้จึงเชื่อมร้อยเราเข้าด้วยกัน เราเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ง่ายเพราะมันอยู่ในชีวิตและจิตใจเราอยู่แล้ว และเวลาเราดูหนัง เราก็อยากเข้าใจตัวละครและสิ่งที่พวกเขาเจอ และผมว่านี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมหนังเฮอร์เรอร์จึงอยู่ในใจพวกเรามายาวนานเหลือเกิน
นึกถึงที่ แม็ตตี โด (Mattie Do -คนทำหนังชาวลาว) เคยบอกไว้ว่า ถ้ามีคนเดินมาบอกชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเจอผี เราจะถามว่าที่ไหน ก่อนจะคิดว่าพวกเขาโกหกเสียอีก
(หัวเราะ) ใช่เลย!
คุณคิดว่าตัวเองมีส่วนในการสร้างบรรทัดฐานหรือวางโครงให้หนังฌ็องเฮอร์เรอร์ในอุตสาหกรรมหนังอินโดนีเซียไหม
ผมว่ามันมีเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างที่ทำให้เราหยิบจับมาเล่าในหนังเฮอร์เรอร์ได้ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียกับไทย ย้อนไปสักยุค 70s หรือ 80s ในอินโดนีเซียก็เต็มไปด้วยหนังเฮอร์เรอร์มหาศาลแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่พูดกับคนดูท้องถิ่น กระทั่งหลังๆ เราเจอทางที่จะใช้เรื่องราวเหล่านี้สื่อสารกับคนดูในวงกว้าง ในระดับสากลโลกได้ ผมว่านี่แหละที่ทำให้หนังเฮอร์เรอร์อินโดนีเซียโตขึ้นมากในยุคหลังๆ ยิ่งทุกวันนี้เรามีอุปกรณ์ดีๆ ถ่ายหนังดีๆ ได้ โปรดักชันก็ดี ทุกอย่างถึงพร้อมไปหมดเลย
หนังของคุณมีเซนส์การเมืองไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นการถูกล่าอาณานิคมโดยชาวตะวันตก คุณสนใจสำรวจประเด็นนี้เป็นพิเศษหรือไม่ หรือมันมีความหมายอย่างไรต่อคุณบ้าง
แน่นอนอยู่แล้วครับ ทุกครั้งที่ผมทำหนัง ผมอยากให้หนังของผมเชื่อมร้อยคนดูกับเรื่องราวให้ได้มากที่สุด อินโดนีเซียเองมีประวัติศาสตร์การถูกล่าอาณานิคมโดยชาวดัตช์ที่ยาวนานกว่า 350 ปี และผมคิดว่ารากบางอย่างยังฝังอยู่ในชีวิตและวัฒนธรรมของเรา และเราก็ข้ามไม่พ้นมันสักที เรายังคิดเสมอว่าเราไม่ได้เป็นอิสระ ยังคิดเช่นนี้อยู่แม้เราจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนแล้วก็ตาม แต่นักการเมืองบางส่วนก็หาทางคอร์รัปชันเพื่อให้ตัวเองร่ำรวยขึ้นหลังจากได้ตำแหน่ง ปัญหาพวกนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นมายาวนานมากๆ เราเคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของชาติอื่น มาวันนี้เราก็ขาดผู้นำที่ดี ผมจึงอยากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมเหล่านี้ในหนังของตัวเองน่ะ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเป็นการทำหนังเพื่อแก้ปัญหาการคอร์รัปชันหรือปัญหาทางการเมืองอะไรนะ ผมทำแค่เพื่ออยากบอกว่ามันมีปัญหาเหล่านี้อยู่ และชวนกันสำรวจว่ามีอะไรที่เราพอจะลงมือแก้ไขมันได้บ้าง
คุณพูดเรื่องการไม่อาจคิดว่าตัวเองเป็นเสรีได้ของผู้คน พอมีตัวอย่างให้เห็นไหมว่ากรอบความคิดแบบไหนที่ยึดพวกเขาไว้อยู่
ยกตัวอย่างคือในอินโดนีเซีย ถ้าคุณอยากถูกมองว่าเป็นคนปกติ หรือถ้าในกรณีผู้หญิงคือถ้าคุณอยากถูกสังคมมองว่าเป็นผู้หญิงที่ดี คุณก็ต้องมีลูก คุณก็ต้องแต่งงาน เหมือนมันมีค่านิยมบางอย่างที่เราต้องทำตามให้ได้ ซึ่งค่านิยมเหล่านี้เกิดขึ้นมาตอนเราอยู่ภายใต้อาณานิคมนั่นแหละ
อย่างหนังเรื่องก่อนของผมคือ Satan’s Slaves (2017) มันว่าด้วยผู้หญิงที่แม่ของเธอตายลงก่อนจะกลับมาด้วยความอาฆาตแค้น หนังพูดถึงค่านิยมที่ผู้หญิงต้องมีลูก แต่ตัวละครหลักในหนังไม่มีลูก เธอจึงไม่เคยถูกสังคมมองว่าเป็นคนปกติหรือเป็นผู้หญิงที่ดีตามขนบเลย และผมพยายามเล่าเรื่องราวแบบนี้ในหนังของตัวเอง เพื่อสื่อสารไปยังคนที่ประสบปัญหาแบบเดียวกันว่าพวกคุณไม่ได้อยู่ตามลำพังนะ
น่าสนใจมาก เพราะค่านิยมบางอย่างที่คุณพูดถึง หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องสังคมการเมืองเองก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเผชิญเช่นกัน เรามีคำกล่าวขันขื่นว่า ‘สิ่งที่เป็นจุดร่วมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืออาหารอร่อยกับนักการเมืองห่วยแตก’
(หัวเราะก๊าก) ผมชอบมากเลย!
กลับมาที่ Grave Torture หนังยาวลำดับล่าสุดของคุณ ทราบมาว่าคุณดัดแปลงจากหนังสั้นชื่อเดียวกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนของตัวเอง พอเล่าให้ฟังคร่าวๆ ได้ไหมว่าเมื่อสิบปีก่อน คุณคิดอะไรจึงทำหนังที่พูดถึงความตายขึ้นมา
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน จัสติน ลิน (Justin Lin -คนทำหนังเชื้อสายไต้หวัน-อเมริกัน) อยากให้ผมทำหนังสั้นออกมาเรื่องหนึ่งเพื่อลงใน YOMYOMF (ช่องทางยูทูบที่รวบรวมผลงานจากศิลปินเชื้อสายเอเชีย-อเมริกันของลิน) ผมคิดว่าเรื่องที่พูดถึงความทุกข์ทรมานก็น่าจะเหมาะดี
ผมโตมากับสังคมและความเชื่อของมุสลิม เข้าเรียนที่โรงเรียนมุสลิม คุณครูสอนเราเสมอว่าหากเราทำไม่ดีในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อตายไปและถูกฝังร่าง เราจะถูกลงทัณฑ์ทรมาน โทษทัณฑ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนึกเราอยู่แล้วและเรื่องเล่าของครูก็ทำผมขวัญผวาไปตั้งเป็นปีๆ กระทั่งตอนนี้ด้วยซ้ำ (ยิ้ม) ผมคิดว่าเรื่องนี้ดูจะเป็นสารในการหยิบมาเล่าเป็นหนัง และหลังจากปี 2012 ที่ผมทำหนังสั้นเสร็จ มันก็กลายเป็นไวรัล ซึ่งทำให้ผมตระหนักได้ว่าสารที่ผมเล่าในเรื่องมันสำคัญสำหรับชุมชนมุสลิมในอินโดนีเซียมากๆ มันไม่ใช่ความกลัวที่เกิดขึ้นกับผมคนเดียว นี่แหละเลยทำให้ผมอยากขยายมันเป็นหนังยาว แต่แน่ล่ะว่าเราจะเล่าแค่เรื่องที่มีคนถูกทรมานในหลุมศพไม่ได้ มันต้องมีเรื่องราวมากกว่านั้น ผมเลยพยายามหาเส้นเรื่องดีๆ ที่สอดรับไปกับประเด็นการถูกทรมาน จนในที่สุด เราก็พบว่าประเด็นที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับศาสนาก็น่าสนใจไม่เบา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดนีเซียและอาจจะอีกหลายๆ ประเทศ เพราะมนุษย์ทำอะไรตามใจตัวเองอยู่แล้ว รวมทั้งการทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ ต่อมนุษย์ด้วยกันด้วย โดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง
ประเด็นนี้ทำให้ผมตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วศาสนามันดีสำหรับมนุษย์จริงๆ หรือ และนี่แหละคือประเด็นหลักที่ผมเล่าไว้ใน Grave Torture เรื่องของความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับศาสนาและเรื่องที่ว่าศาสนาทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งว่าไปมันก็เป็นคำถามแสนสามัญ แต่ผมว่าคำตอบที่ได้นั้นมักเป็นคำตอบที่ยาวและซับซ้อนเสมอ
โดยทั่วไปแล้ว คนไม่ค่อยกล้าทำหนังที่ตั้งคำถามถึงศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ที่ผ่านมาหนังหลายเรื่องที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อก็มักถูกโจมตีอยู่เรื่อยๆ คุณมองประเด็นนี้ยังไง
ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอินโดนีเซียสนุกกับหนังคือผมไม่ได้ตัดสินอะไรใครเลย ผมไม่ได้บอกว่าคนที่เชื่อในศาสนาเป็นคนเลวหรือคนที่ไม่เชื่อเป็นคนไม่ดี ผมแค่ตั้งคำถามและให้อิสระแก่คนดูในการตอบคำถามเหล่านี้ ดังนั้น ผมคิดว่าการไม่ตัดสินอะไรเลยนี่แหละคือหัวใจสำคัญล่ะ
ทั้งนี้ ผมเขียนสคริปต์ด้วยความระมัดระวังมากที่จะไม่ทำให้เกิดความขุ่นเคืองต่อคนดู อย่างในเรื่อง Grave Torture ก็มีหลายประเด็นที่แหลมคมทีเดียว ยกตัวอย่างคือโรงเรียนประจำของมุสลิมมีคดีคนใคร่เด็กเยอะมากเสียจนคนไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันไม่เกิดขึ้นจริง และผมค้นคว้าหาข้อมูลจำนวนมากมารองรับประเด็นนี้จนคนดูเข้าใจและยอมรับ โดยเฉพาะกรณีใคร่เด็กที่คุณครูกระทำต่อลูกศิษย์นี่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเหลือเกิน บ่อยเสียจนคนดูโกรธสิ่งที่ผมเล่าในหนังไม่ลง เพราะพวกเขาก็เคยเห็นคดีที่ว่านี้ตามข่าวมาแล้วทั้งนั้น ถึงที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงกัน
หลายปีก่อนคุณเคยกำกับ A Copy of My Mind (2015) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกๆ ของคุณมีน้ำหนักของความเป็นฌ็องดรามาผสมกับเฮอร์เรอร์ คุณคิดอยากกลับไปทำหนังแบบนั้นอีกไหม
สักเดือนที่แล้วนี่เองที่ผมเพิ่งบอกทุกคนไปว่าผมจะหยุดทำหนังเฮอร์เรอร์สักพัก อย่างตอนนี้ก็มีซีรีส์ที่ออกสตรีมมิงทางเน็ตฟลิกซ์ เป็นซีรีส์ไซ-ไฟ ซึ่งก็ไม่ใช่เฮอร์เรอร์แล้ว แถมผมยังเพิ่งกำกับหนังดรามาเสร็จไปอีกเรื่องด้วย น่าจะปล่อยให้ได้ดูกันราวๆ ปีหน้าครับ
และอย่างที่บอกว่าผมชอบวิลเลียม ฟรีดกินมากๆ เขากำกับ The Exorcist (1973) แต่ก็กำกับ The French Connection (1971) ซึ่งเป็นหนังแอ็กชัน-ธริลเลอร์และหนังดรามาดีๆ อีกหลายเรื่องด้วย ดังนั้น ผมจึงอยากทำหนังหลากหลายฌ็องให้ได้มากที่สุด เพราะผมรักภาพยนตร์มากจริงๆ ผมว่าไม่ว่าจะเป็นหนังฌ็องไหน สิ่งสำคัญคือเราต้องจับใจคนดูผ่านเนื้อเรื่องที่สัตย์จริงและร้อยเรียงพวกเขาไว้ให้ได้