สถานีคิดเลขที่ 12 : บอลโลกกับสังคมไทย
สถานีคิดเลขที่ 12 : บอลโลกกับสังคมไทย
ฟุตบอลโลก 2022 เริ่มมาได้ราวหนึ่งสัปดาห์ ถ้าใครตามชมการแข่งขัน หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ก็จะพบเห็นประเด็นน่าสนใจมากมาย ที่อาจนำมาสร้างบทสนทนากับสังคมไทยได้
ข้อแรก นี่คือฟุตบอลโลกที่ทีมจากทวีปเอเชียหลายทีมทำผลงานดี
ทั้งญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และเกาหลีใต้ สามารถต่อกรกับทีมที่แข็งแกร่งได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยแทคติคที่เท่าทัน และสภาพร่างกาย-ความฟิตที่ถึงพร้อม
ด้านหนึ่ง ทีมจากตะวันออกกลางอาจมีต้นทุนทางด้านกายภาพที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับทีมจากทวีปอื่นๆ ขณะที่ทีมจากเอเชียตะวันออก ต้องปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายของตนเองให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬาสมัยใหม่
อีกด้าน ทุกทีมจากเอเชียล้วนต้องเข้าถึง-เข้าใจองค์ความรู้ในการบริหารจัดการและวางแผนการเล่นของโลกฟุตบอลยุคใหม่
บางประเทศที่เงินถึง เช่น ซาอุฯ อาจเลือกใช้วิธี “อิมพอร์ต” ทุกอย่างเข้ามา “ข้างใน”
แต่หลายประเทศก็เลือกเดินในอีกเส้นทาง เริ่มต้นด้วยการพัฒนาลีกภายในให้เข้มแข็งขึ้น ทว่าเมื่อสร้างสรรค์บุคลากรนักเตะให้มีคุณสมบัติครบถ้วนได้จำนวนหนึ่งแล้ว กระบวนการต่อมาที่ต้องทำ ก็คือ การ “เอ็กซ์พอร์ต” คนเหล่านั้น ให้ออกไปหาประสบการณ์ผ่านการเล่นฟุตบอลอาชีพ “ภายนอกประเทศ”
การที่ญี่ปุ่นเอาชนะเยอรมนีได้ ไม่ใช่เรื่องฟลุค ไม่ใช่แค่เรื่องใจสู้ แต่ปัจจัยสำคัญอีกข้อ ก็คือ มีนักฟุตบอลของทีมชาติญี่ปุ่นหลายรายที่กำลังค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีกา
เลี่ยงไม่พ้น ที่หลายคนจะนำเอาความสำเร็จระดับหนึ่งของทีมเอเชียในฟุตบอลโลกหนนี้มาเทียบเคียงกับทีมฟุตบอลไทย
ในเชิงแทคติค ถ้าตัด “มายาคติ” เรื่องคนไทยเล่นกีฬาประเภทเดี่ยวได้ดี และเล่นกีฬาประเภททีมได้แย่ออกไป ก็จะพบว่ามีกีฬาสากลบางชนิด ที่ทีมจากไทยพอสู้กับทีมระดับโลกได้
เช่น วอลเลย์บอลหญิง ซึ่งแม้เมื่อยืนระยะไปยาวๆ เราจะพ่ายแพ้ แต่ในช่วงเริ่มออกสตาร์ตทัวร์นาเมนต์ใหญ่ เรามักทำงานผลงานดีและพลิกล็อกโค่นทีมอันดับต้นๆ ได้เสมอ
นั่นหมายความว่าวงการกีฬาไทยอาจไม่ได้เป็นรองประเทศอื่นๆ ในเชิงแผนการเล่น-การวางกลยุทธ์ อย่างสิ้นเชิง ถ้าเรามีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้อย่างเป็นระบบ
ปัญหาสำคัญจึงมาอยู่ที่เรื่องสภาพร่างกาย ดังที่ “เศรษฐา ทวีสิน” เพิ่งให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่เขาได้พูดคุยกับ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” ว่าการเดินทางไปแข่งฟุตบอลระดับสูงในเจลีกญี่ปุ่น (ยังไม่ต้องพูดถึงลีกยุโรป) นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพกล้ามเนื้อของนักเตะไทยยังไม่แข็งแรงเพียงพอ และเราจำเป็นต้องพัฒนารากฐานเรื่องนี้ตั้งแต่ระดับเยาวชน
ข้อสอง ดูเหมือน “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่โดดเด่นขึ้นมาในฟุตบอลโลกคราวนี้ จะได้แก่ ภาพข่าวการตระเวนเก็บขยะบนอัฒจันทร์ของแฟนบอลญี่ปุ่น รวมถึงการเก็บห้องแต่งตัวให้เป็นระเบียบเรียบร้อยของนักเตะทีมชาติญี่ปุ่น
พฤติกรรม “รัก(ษ์)ความสะอาด” กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่คนญี่ปุ่นแสดงออกมาให้ประชาคมนานาชาติได้เห็นผ่านเวทีฟุตบอลโลก
นี่คือ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่เป็น “ลักษณะเฉพาะ” ของคนชาติหนึ่ง แต่ก็มี “ความเป็นสากล” และจับใจคนชาติอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน
ผู้มีอำนาจในสังคมไทยอาจต้องตระหนักว่า “ซอฟต์เพาเวอร์” ไม่ใช่อะไรที่อลังการ หรูหรา วิจิตรตระการตา หากเป็นไอเดียทรงพลัง ที่สามารถลงมือทำ หรือถูกสื่อสารออกมาได้อย่างเรียบง่ายต่างหาก
ปราปต์ บุนปาน