โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นุกยุคใหม่ ใหญ่กว่าเดิม

สยามรัฐ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 10.50 น.

หลายพื้นที่โลก ณ ชั่วโมงนี้ ต้องบอกว่า ร้อนระอุด้วยสงครามการสู้รบ อาทิเช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามอิสราเอลรบกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา สงครามอิสราเอลกับอิหร่าน ที่ต่างฝ่ายต่างยิงขีปนาวุธเข้าใส่กัน จนเกิดการหายนะไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ในบางที่ก็เป็นสถานการณ์เผชิญหน้าทางการทหาร ที่พร้อมจะเกิดสถานการณ์เสียงปืนแตก อย่างกรณีที่ทหารไทยยังเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชาบริเวณแนวชายแดน ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดการยิงปะทะกันได้ทุกเมื่อ จนต้องเฝ้าระวังระแวดระวังเป็นพิเศษ

เมื่อเกิดสงครามการสู้รบ และเผชิญหน้าทางการทหารกันเช่นนี้ ดังนั้น หลายๆ ประเทศ ก็จำต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ หรือถ้าหากประเทศนั้น มีอุตสาหกรรมทางการทหาร มีความสามารถด้านการผลิตอาวุธยุทโธปกรณต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทางการก็ต้องจัดสรรงบประมาณ สำหรับการวิจัยพัฒนาบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย ประสิทธิภาพดีขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มกำลังพลทหาร เพื่อไปสังกัดเหล่าทัพต่างๆให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงานรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่จะบังเกิดขึ้น

นั่น! เป็นสัญญาณอัพเกรดกองทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ในประเทศทั่วไป

เช่นเดียกับกลุ่มประเทศที่ได้ชื่อว่า มหาอำนาจชาติพี่เบิ้มด้านอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันตามที่มีรายงาน จนเป็นที่รับรู้กัน ก็ระบุว่า มี 9 ประเทศด้วยกัน ที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในความครอบครอง ก็ต้องขยับปรับทัพด้านอาวุธนิวเคลียร์กันอย่างขนานใหญ่ ตามรายงานของ “สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม” หรือ “เอสไอพีอาร์ไอ (SIPRI)” อันมีที่ตั้งอยู่ในกรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน ที่เปิดเผยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

ทางการรัสเซียทดลองยิง “ยาร์ส” ขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป ซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ไปโจมตีเป้าหมายต่างๆ ได้ โดยการทดลองดังกล่าว ไม่เปิดเผยสถานที่ (Photo : AFP)

รายชื่อ 9 ประเทศในโลกเรา ที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้ ก็ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ และอิสราเอล

โดยสหรัฐฯ ถือเป็นชาติแรกที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง เมื่อปี 1945 (พ.ศ. 2488) ตามมาด้วยประเทศอื่นๆ ข้างต้นตามลำดับ ยกเว้นอิสราเอล ที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ก่อนหน้าอินเดียด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ

ตัวเลขการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของทั้ง 9 ประเทศ ปรากฏว่า

“สหรัฐฯ” ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ก่อนใคร ก็มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองราว 6,450 หัวรบ

“รัสเซีย” ที่แม้ผลิตได้ตามหลัง แต่ก็มีไว้ในครอบครองราว 6,850 หัวรบ

“สหราชอาณาจักร” ครอบครอง 215 หัวรบ

“ฝรั่งเศส” ครอบครอง 300 หัวรบ

“จีน” ครอบครอง 280 หัวรบ

“อินเดีย” ครอบครอง 130 – 140 หัวรบ

“ปากีสถาน” ครอบครอง 140 – 150 หัวรบ

“เกาหลีเหนือ” ครอบครอง 10 – 20 หัวรบ

“อิสราเอล” ครอบครอง 60 – 400 หัวรบ

นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ขณะเยี่ยมชมโรงงานนิวเคลียร์แห่งนึ่ง ซึ่งไม่มีการเปิดเผยที่ตั้ง โดยเกาหลีเหนือ ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ (Photo : AFP)

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการครอบครองที่แท้จริงน่าจะมีจำนวนมากกว่าที่รายงานข้างต้น ซึ่งก็ต้องถือว่า โลกเรามีอาวุธนิวเคลียร์อยู่เป็นจำนวนมากเป็นทุนเดิม โดยถ้าหากเกิดความผิดพลาดระเบิดตูมตามขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ไม่อยากจะจินตนาการว่า ความพินาศหายนะที่จะบังเกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด

ทว่า ตัวเลขดังกล่าว ก็ยังไม่เพียงพอต่อทั้ง 9 ชาติผ้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยทาง “เอสไอพีอาร์ไอ” เปิดเผยหลังจากศึกษาวิจัยครั้งล่าสุดแล้วพบว่า ทั้ง 9 ชาติเหล่านั้น กำลังพัฒนาอย่างขนานใหญ่ ในการที่จะให้ประเทศของตน ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีทั้งขนาดใหญ่ขึ้น และจำนวนการครอบครองเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนประสิทธิภาพการทำลายล้างก็ทรงพลังพลานุภาพเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงระบบกาส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อไปยังที่หมาย หรือการที่จะไปถล่มโจมตีเป้าหมาย สามารถทำได้ในพิสัยระยะทางที่ไกลขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหากด้วย

ทั้งนี้ “เอสไอพีอาร์ไอ” ระบุว่า ความปรารถนาทั้งหมดทั้งปวงข้างต้น ทั้ง 9 ประเทศต่างก็เป็นที่รับรู้กัน และต่างฝ่าย ต่างก็ประชันแข่งขัน เพื่อที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มหาประลัย ให้มีความสุดล้ำระหว่างกันด้วย

โดยการแข่งขันประชันกันดังกล่าวนั้น ทาง “เอสไอพีอาร์ไอ” เปิดเผยว่า เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ก่อเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 เลยด้วยซ้ำ แต่ช่วงนั้นบรรดาประชาคมโลก กำลังสาละวนกับการจัดการวิกฤติโควิด -19 แพร่ระบาด เลยไม่ค่อยได้สนใจกับการแข่งขันของบรรดาประเทศเจ้านิวเคลียร์เหล่านั้น

พร้อมกันนี้ “เอสไอพีอาร์ไอ” เผยว่า แม้ว่าก่อนหน้านั้น ประเทศต่าง โดยเฉพาะสหรัฐฯ และรัสเซีย สองชาติพี่เบิ้มใหญ่ ได้ปรับลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ลงนับพันหัวรบ แต่ในการขยับปรับทัพครั้งใหม่นี้ ก็จะมีอาวุธนิวเคลียร์เข้าไปเติมในคลังสรรพาวุธนิวเคลียร์ จนมีจำนวนมากกว่าที่ปรับลดไปครั้งก่อนเสียอีก

ไล่ไปตั้งแต่ “สหราชอาณาจักร” ที่กำลังดำเนินแผนการเพื่อเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาเป็น 260 หัวรบ ส่วนจีนก็ได้ไซโล หรือคลังเก็บอาวุธนิวเคลียร์แห่งใหม่จำนวน 350 แห่ง เพื่อรองรับกับอาวุธนิวเคลียร์ชุดที่จะเพิ่มขึ้นมารวมแล้ว 600 หัวรบ เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ ที่เร่งเดินหน้าเพื่อให้ได้ครอบครอบอาวุธนิวเคลียร์รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 90 หัวรบ ส่วนสหรัฐฯ และรัสเซีย แทบจะไม่ต้องพูดถึงที่หมายมั่นเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ชุดใหม่รวมแล้วนับพันหัวรบ

เครื่องบินรบ “อีโนลาเกย์” ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่ทิ้งระเบิดปรมาณูโจมตีเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปัจจุบันไม่ได้ใช้วิธีการโจมตีแบบนี้แล้ว แต่ได้พัฒนาเป็นการใช้วิธีติดหัวรบให้ไปกับขีปนาวุธพิสัยทำการระยะไกล หรือข้ามทวีป เพื่อโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลได้อย่างแม่นยำ (Photo : AFP)

ส่งผลให้ทาง “เอสไอพีอาร์ไอ” สรุปในรายงานว่า โลกกำลังถลำดิ่งด่ำสู่ความไม่มั่นคงมากยิ่งขึ้น จากความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทำลายล้างก็มีความสุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ควันพวยพุ่งสูงขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด หลังเครื่องบินรบสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู โจมตีเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (Photo : AFP)

กล่าวถึงอาวุธนิวเคลียร์ หรือเดิมก็คือ ระเบิดปรมาณู เคยสร้างความน่าสะพรึงให้โลกเราได้เห็นมาแล้ว ในช่วงปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ 1945 (พ.ศ. 2488) ซึ่งในปีนี้ก็จะครบ 80 ปีแล้ว ที่ระเบิดปรมาณูทำลายล้างคร่าชีวิตผู้คนทั้งที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น รวมแล้วกว่า 2 แสนคน อันส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ในมหายุทธ์สงครามโลกครั้งกระนั้น

สภาพความเสียหายของเมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น หลังถูกเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู (Photo : AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...