โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Deepfake : ภัยคุกคามจาก AI และความไม่ปลอดภัยขององค์กร

BT Beartai

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 11.31 น.
Deepfake : ภัยคุกคามจาก AI และความไม่ปลอดภัยขององค์กร

Deepfake กำลังเป็นภัยคุกคามในโลกธุรกิจโดยเฉพาะในองค์กรกับกระบวนการเฟ้นหาพนักงานใหม่ เพราะล่าสุดกำลังประสบปัญหากับการใช้ Deepfake ในการปลอมแปลง สร้างวิดีโอ เสียง และรูปภาพที่สมจริงจนแยกไม่ออก ทำให้เกิดการฉ้อโกงและการหลอกลวงได้ง่ายมากขึ้น

ทำไมถึงมีคนใช้ Deepfake ?

ผู้ไม่หวังดีใช้ Deepfake เพื่อเป้าหมายหลายอย่าง แต่ทุกอย่างล้วนสร้างความเสียหายร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็น

  • หาเงินและขโมยข้อมูล: ปลอมเสียงคนที่คุณไว้ใจเพื่อหลอกให้โอนเงิน หรือเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
  • ข่มขู่และทำลายชื่อเสียง: สร้างเนื้อหาที่ถูกตัดต่อเพื่อแบล็กเมล์ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ทำลายความเชื่อใจในองค์กร: แอบอ้างเป็นผู้บริหารเพื่อทำธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต ทำให้บริษัทเสียหายทั้งเงินและชื่อเสียง อย่างเช่นเหตุการณ์ในฮ่องกงที่สร้างความเสียหายหลายล้านดอลลาร์
  • บิดเบือนข้อมูลทางการเมือง: เผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อสร้างความไม่มั่นคง หรือบิดเบือนความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง

ลักษณะการทำงานและการเข้าถึงของ Deepfake

เทคโนโลยี Deepfake อาศัย AI แบบ GANs ในการสร้างสื่อปลอมที่ดูเหมือนจริง โดยเรียนรู้จากข้อมูลเสียงและวิดีโอจริง ๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายต่ำ ใคร ๆ ก็สามารถสร้าง Deepfake ได้เอง การมีบริการสร้าง Deepfake บนเว็ปไวต์ต่าง ๆ ยิ่งทำให้การโจมตีซับซ้อนขึ้นไปอีก แถมยังไม่ต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคมากนัก

ในการรับสมัครงาน ผู้สมัครที่เป็น Deepfake จะใช้ตัวตนปลอม ประวัติปลอม และการสัมภาษณ์วิดีโอแบบเรียลไทม์ที่ถูกดัดแปลงอย่างแนบเนียน เพื่อแทรกซึมเข้าสู่องค์กร โดยเฉพาะในสายงานที่เน้นการทำงานระยะไกล เช่น ไอที, การเงิน, การดูแลสุขภาพ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัทวิจัย Gartner คาดการณ์ว่า หนึ่งในสี่ของผู้สมัครงานทั่วโลกจะเป็น Deepfake ภายในปี 2028 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขนาดและความฉุกเฉินของปัญหานี้

ความเสี่ยงและผลกระทบต่อบริษัท

  • เสียเงินมหาศาล: บริษัทที่ตกเป็นเหยื่อของการโกงด้วย Deepfake โดยสถิติมักจะเสียเงินเฉลี่ย 450,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1 เหตุการณ์
  • ข้อมูลรั่วไหลและทรัพย์สินทางปัญญาถูกขโมย: Deepfake สามารถนำไปสู่การเจาะข้อมูล การสูญเสียทรัพย์สินทางปัญญา และการบุกรุกโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัท
  • การโจมตีทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น: เช่น พนักงานไอทีที่ถูกจ้างงานผ่าน Deepfake อาจสอดแนม ขโมยข้อมูลสำคัญ หรือติดตั้งมัลแวร์ในระบบเครือข่ายของบริษัท

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยง Deepfake

  • ใช้เครื่องมือตรวจจับ Deepfake: ติดตั้งเครื่องมือตรวจจับที่ใช้ AI ร่วมกับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถหาความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ AI อาจมองข้ามไปได้
  • ฝึกอบรมพนักงานให้ตระหนักถึงภัย: จัดการอบรมเป็นประจำเพื่อให้พนักงานรู้เท่าทันความผิดปกติทางภาพ เสียง และพฤติกรรมในเนื้อหา Deepfake
  • ใช้ระบบยืนยันตัวตนที่แข็งแกร่ง: เช่น การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (MFA) การสแกนลายนิ้วมือ/ใบหน้า และการใช้บล็อกเชนเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลดิจิทัล
  • ลงทุนในระบบข่าวกรองภัยคุกคาม: เพื่อให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ทั้งนั้นการแก้ไขปัญหา Deepfake อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างบริษัทเทคโนโลยี หน่วยงานรัฐ และภาคอุตสาหกรรม กฎหมายต่าง ๆ ในการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการป้องกันที่ครอบคลุมจากการใช้ AI ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันยังคงมีช่องโหว่และไม่สมบูรณ์ ทำให้ต้องเร่งผลักดันกฎหมายที่เป็นมาตรฐานและครอบคลุมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจาก Deepfake

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...