โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยเผชิญ ‘เงินเฟ้อต่ำ - การเติบโตต่ำ’ ‘วิทัย’ ชี้ 3 ทางรอดเศรษฐกิจ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 19.22 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากภาษีสหรัฐ สงครามตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งทำให้หลายฝ่ายต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งปัจจัยภายใน และภาคนอกประเทศ

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “กรุงเทพธุรกิจ Deeptalk” ว่า เศรษฐกิจซบเซา และกังวลจะซึมลึกนาน โดยอัตราเงินเฟ้อต่ำ และปี 2568 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมาย 1% เป็นสภาวะ “เงินเฟ้อต่ำ การเติบโตต่ำ” (low inflation, low growth) ขณะที่เครื่องยนต์หลักอย่างท่องเที่ยว และส่งออกน่ากังวลว่าไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักปี 2568-2569

“เศรษฐกิจตอนนี้เป็นความท้าทายจริงๆ บางภาคส่วนดีมากอย่างสถาบันการเงินแข็งแกร่งมาก แต่ภาคส่วนอื่นที่เป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยดี”

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน และหนี้เสีย (NPL) การกระจายรายได้ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจ และรายย่อย รวมถึงภาคธุรกิจที่กำไรลดลง และเริ่มมีปัญหาการชำระเงิน

“หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 88% ของ GDP สูงกว่าเกณฑ์เหมาะสมที่ 80% โดยหนี้ครัวเรือนสูงกระทบกำลังซื้อ และการเติบโตเศรษฐกิจ อีกทั้งคาดว่า NPL มีโอกาสสูงขึ้นหากเศรษฐกิจยังซบเซา”

นายวิทัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในทางปฏิบัติมี 3 แนวทาง ได้แก่

1.เศรษฐกิจต้องเติบโต ซึ่งหมายความว่าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นหาก Nominal GDP เติบโต 4% ต่อเนื่อง 2-3 ปี จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดได้

2.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยช่วยให้ลูกหนี้ตัดเงินต้นได้มากขึ้นแม้จ่ายเท่าเดิม ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ และทำให้สภาพเงินส่วนบุคคลดีขึ้น แล้วช่วยสะสมและลดหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ลง

3.มาตรการอื่นที่ต้องเสริม เช่น การโอนหนี้ไม่มีหลักประกันที่ธนาคารสำรองหมดแล้วออกมาให้หน่วยงานอื่นดูแลในราคาถูก เช่น 3-7% แล้วนำมาปรับโครงสร้างหนี้ในระยะยาว

“การประสานกับมาตรการอื่นต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรมทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ impact และประชาชนหลุดพ้นยั่งยืน เพราะท้ายสุดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างไม่มี single solution หรือ มาตรการเดียวที่กดปุ่มแล้วแก้ทุกอย่างแต่ต้องเป็นจิ๊กซอว์นำมารวมกัน”

โจทย์ใหญ่แก้หนี้ ต้องเดินร่วมกัน

นายวิทัย กล่าวว่า นโยบายแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินมีบทบาทต่างกันคือ นโยบายการคลังจะออกได้เร็ว ยิงตรงเป้า และเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น ส่วนนโยบายการเงินเป็นภาพใหญ่ เช่น การลดดอกเบี้ย ซึ่งกว่าจะเกิดผลต้องใช้ระยะเวลา 6-12 เดือน ซึ่งทั้ง 2 ส่วนต้องทำงานไปพร้อมกัน

“การลดดอกเบี้ย อัดฉีดเงินหรือลดภาษีอย่างเดียวแก้ไม่ได้ทั้งหมด ต้องประสาน (policy coordination) ระหว่างนโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการจากหน่วยงานกำกับอื่นไปทิศทางเดียวกัน และต่อเนื่อง และนโยบายการเงินควรชัดเจน และส่งสัญญาณเชิงรุกขึ้น”

นายวิทัย กล่าวว่า มุมมองแบงก์ที่ดูแลลูกค้ากลุ่มฐานราก การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่การลดดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยบรรเทาได้ และสิ่งสำคัญอยู่ที่การส่งสัญญาณไปตลาดที่ชัดเจนว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นมาตรการต่อเนื่อง และระยะยาว

รวมถึงการส่งผ่านไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งเริ่มมีผลที่จำกัดต่างจากช่วยดอกเบี้ยขาขึ้นที่ปรับขึ้นได้เต็มที่ และรวดเร็ว

“สิ่งนี้อาจเป็นผลมาจากการที่ธนาคารต้องใช้เวลาวิเคราะห์ผลกระทบ และเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) สูงขึ้นทำให้สถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายสินเชื่อ แม้ดอกเบี้ยจะลดลง”

นายวิทัย กล่าวว่า มาตรการจำเป็นที่ต้องเสริมให้สถาบันการเงินขยายสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยการขยายบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงกลุ่ม non-banks ที่สำคัญมากในการลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงินเพื่อประคองให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

รวมถึงพิจารณา soft loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบเฉพาะเจาะจง (targeted soft loan) สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ผู้ส่งออก ซัพพลายเชนผู้ส่งออก SMEs ที่ถูกผลกระทบจากสินค้าต่างประเทศราคาถูก และธุรกิจท่องเที่ยว โดยมาตรการนี้จะลดต้นทุนการเงินทำให้ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

ชั่งน้ำหนัก ลดดอกเบี้ย ก่อหนี้เพิ่ม

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.อาจกังวลว่าการลดดอกเบี้ยมากเกินไปจะทำให้ประชาชนก่อหนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตามผู้ให้ข้อมูลเชื่อว่าโดยรวมแล้วประโยชน์ของการลดดอกเบี้ยเพื่อแก้หนี้มีน้ำหนักมากกว่า

ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือสำคัญ และจำเป็นในการบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือน และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนสูง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อส่งผ่านไปถึงดอกเบี้ยเงินกู้

“คุณสู้ เราช่วย” ผลลัพธ์ยังไม่ปัง

สำหรับโครงการ “คลินิกแก้หนี้” ไปจนถึง “คุณสู้ เราช่วย” ได้บรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นแก้ปัญหาได้หมด โดยโครงการดังกล่าวช่วยลูกหนี้ที่ได้รับอานิสงส์ และได้รับการแก้ไขหนี้แล้วหลายแสนคน แต่ยังมีลูกหนี้หลายแสนคนเข้าไม่ถึงโครงการ

ส่วนลูกหนี้ออมสินได้ดำเนินโครงการนี้ไปแล้ว 33% ของระบบสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์รวมกัน บางส่วนของโครงการทำงานได้ดี แต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่าช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

เทียบวิกฤติก่อนหน้า ตอนนี้หนักกว่า

นายวิทัย กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยรับอานิสงส์บางส่วนจากการส่งออกที่เติบโตดีช่วง 3-4 เดือนแรก และจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงเดือนม.ค.- มี.ค.แต่แนวโน้มครึ่งปีหลังน่ากังวลขึ้น

ขณะที่ครึ่งปีหลังนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความไม่แน่นอน เช่น ภาษีสหรัฐที่ไม่ยุติ สงครามยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนการเมืองในประเทศ โดย ธปท.รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคได้ดี เช่น ดูแลอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำ และทำให้สถาบันการเงินแข็งแกร่ง แต่บริบทเศรษฐกิจเผชิญปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อนขึ้นอาจต้องเพิ่มบทบาทดูแลการเติบโตเศรษฐกิจมากขึ้น

นายวิทัย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันหนักกว่าวิกฤติปี 2540 ที่ส่วนใหญ่กระทบคนรวย และสถาบันการเงิน แต่วิกฤติปัจจุบันกระทบคนส่วนใหญ่ และไทยมีปัญหาขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาวทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว หนี้ครัวเรือนสูง และปัญหาเชิงโครงสร้าง

“สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันหนักกว่าวิกฤติโควิด-19 หรือแม้กระทั่งวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เพราะปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่รุมเร้าต่อเนื่อง และผลกระทบที่ขยายไปคนส่วนใหญ่ของประเทศ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยต้องคิดใหม่ทำใหม่ และให้เป็นรูปธรรม ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน แต่มีความหวังบรรเทาปัญหา และทำให้เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นได้ยั่งยืน”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...