โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สศช.หั่น GDP โตแค่ 1.8% ‘ลงทุนรัฐ’ เครื่องยนต์สุดท้ายอุ้ม ศก.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 01.48 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 01.48 น.
ดนุชา พิชยนันท์

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2568 ลงตามคาด แม้ว่าไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ดี แต่มองไปข้างหน้า ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจากนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

ไตรมาสแรกจีดีพีไทยยังโตดี

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ขยายตัวได้ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า แต่ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาส 4/2567 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า 0.7%

“ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกแม้จะยังขยายตัวได้ดี แต่ถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะก่อนช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะมีภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ ที่ประกาศออกมาเมื่อต้นเดือน เม.ย. ทำให้ผู้นำเข้าสินค้าของสหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อการส่งออกและการผลิตที่ยังขยายตัวดี”

หั่นประมาณการทั้งปีโตแค่ 1.8%

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการ โดยคาดว่าจะขยายตัว 1.3-2.3% (ค่ากลางอยู่ที่ 1.8%) ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้รอบก่อนที่ 2.3-3.3% (ค่ากลาง 2.8%) เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อน ตามการชะลอลงของภาคการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ และมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งผลกระทบทางอ้อม ผ่านแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคจะขยายตัว 2.4% การลงทุนภาคเอกชนลดลง 0.7% ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 1.8% ส่วนด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ในช่วง 0.0-1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5% ของ GDP

“การที่สภาพัฒน์ปรับประมาณการจีดีพีของไทยในปี 2568 ลงนั้น ไม่ได้เป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป เพราะสภาพัฒน์พิจารณาข้อมูลจากหลายปัจจัย ซึ่งการปรับประมาณการดังกล่าว เพื่อให้ภาคเอกชนได้มีความตระหนักถึงแนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป”

“ลงทุนรัฐ”เครื่องยนต์หลักปีนี้

นายดนุชา กล่าวว่า เครื่องยนต์สำคัญที่จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจในปีนี้ คือการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนภาครัฐ รวมถึงการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ดังนี้

1.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการดูแลเศรษฐกิจปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณปี 2568 วงเงิน 3.685 ล้านล้านบาท ที่เพิ่มขึ้น 5.9% จากวงเงินงบประมาณในปีก่อน รวมทั้งกรอบงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีรวมทั้งสิ้น 2.75 แสนล้านบาท ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 และเพิ่มขึ้น 70.6% จากปีงบประมาณก่อนหน้า

2.การขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ที่ยังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในหมวดบริการและหมวดสินค้าไม่คงทน

3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งแม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย. 2568) จะลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long Haul) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น รัสเซีย ฝรั่งเศส อิสราเอล เป็นต้น ซึ่งช่วยชดเชยนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะจากจีนและมาเลเซียได้ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากผลของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง

จับตาข้อจำกัด-ปัจจัยเสี่ยง

ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมี โดยที่สำคัญคือ 1.แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก โดยมีเงื่อนไขความเสี่ยงที่ต้องติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น ความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ และมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสำคัญ, ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ๆ, ความยืดเยื้อและการยกระดับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา และเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่

2.มาตรการกีดกันทางการค้า โดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ หรือภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บต่อประเทศไทย รวมทั้งภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มเติมในอัตรา 25% ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2568

“คาดว่าภาคการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับผลกระทบอันเนื่องมาจากการลดลงของความต้องการสินค้าจากสหรัฐ อาทิ สินค้ากลุ่มเกษตรกรรมและเกษตรแปรรูป กลุ่มคอมพิวเตอร์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์สื่อสาร และกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน”

3.ภาระหนี้สินครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ภายใต้มาตรการสินเชื่อที่ยังคงเข้มงวด โดยคาดว่าในระยะต่อไปธุรกิจ SMEs อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต รวมทั้งผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งจะส่งผลให้ฐานะทางการเงินของ SMEs ด้อยลง สอดคล้องกับแนวโน้มมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง

4.ความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคเกษตร ทั้งผลผลิต และราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ซึ่งแม้ในปี 2568 ผลผลิตทางการเกษตรแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน แต่ก็ทำให้ระดับราคาสินค้าเกษตรมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง

คาดไตรมาส 3 เศรษฐกิจเริ่มชะลอ

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวอีกว่า แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ประเมินว่าอาจจะชะลอลงเล็กน้อย เพราะเป็นช่วงที่มาตรการด้านภาษีของสหรัฐประกาศออกมาแล้ว โดยภาคเอกชนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน ส่วนเรื่องการส่งออกต้องรอข้อมูล โดยปัจจัยสำคัญเป็นเรื่องนโยบายภาษีสหรัฐที่ยังสามารถคาดการณ์ได้ ว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้น หากภาพรวมเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปเช่นนี้ คาดว่าจะหนักสุดและเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้เป็นต้นไป

“ในช่วงถัดไปสถานการณ์จะมีความผันผวนเกิดขึ้นและมีแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากนโยบายภาษีของสหรัฐ ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ น่าจะเริ่มเห็นการชะลอตัวเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป”

เตือนประชาชน-ธุรกิจใช้จ่ายรอบคอบ

นายดนุชากล่าวว่า เนื่องจากในช่วงถัดไปสถานการณ์จะผันผวนมากขึ้น ทั้งการค้า การลงทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เศรษกิจไทยในช่วงต่อไปอาจจะชะลอตัวลง ซึ่งต้องมีการเตรียมตัวทั้งในส่วนของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะที่รัฐบาลก็จะมีการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้จึงอยากขอให้ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจต่าง ๆ เตรียมการในส่วนของตัวเอง เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความผันผวนและการค้าในช่วงถัดไปไว้ด้วย ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องเตรียมความพร้อมของตัวเอง ทั้งการใช้จ่ายประจำวัน คงต้องมีการใช้จ่ายให้รอบคอบ เพื่อจะทำให้ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ รัฐบาลเองจะมีมาตรการออกมาช่วยหลายเรื่อง

“ขอให้ทุกท่านมีความระมัดระวัง ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการดำเนินชีวิตและธุรกิจในช่วงถัดไป เพื่อที่จะทำให้เราทุกท่านผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้”

แนะ 6 แนวทางบริหารเศรษฐกิจ

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวด้วยว่า แนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 ควรให้ความสำคัญดังนี้ 1.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนปี 2568 และงบประมาณกันไว้เบิกเหลื่อมปีไม่ต่ำกว่า 70% และ 90% ตามลำดับ โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพทางการคลัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

2.รับมือมาตรการกีดกันทางการค้า ทั้งดำเนินการเจรจาการค้าและการลงทุนกับสหรัฐ ลดการเกินดุลการค้า ส่งเสริมการส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพ ขยายตลาดใหม่ เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และดึงดูดการลงทุน โดยเน้นการร่วมลงทุนและการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

3.ปกป้องภาคการผลิตจากการทุ่มตลาด และการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยปรับปรุงการตรวจสอบสินค้านำเข้าให้เข้มงวด เพิ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบทลงโทษ ปราบปรามการลักลอบนำเข้า ตรวจสอบการทุ่มตลาด และมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ สามารถเข้าถึงกระบวนการยื่นคำขอและไต่สวนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุน และมาตรการปกป้องจากการนำเข้า (AD/CVD/AC) และป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า

4.ช่วยเหลือ SMEs โดยเน้นการสร้างรายได้ ยกระดับศักยภาพการผลิต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ มาตรการช่วยเหลือหนี้สิน เพื่อให้ SMEs สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้

5.ดูแลภาคเกษตร ทั้งเตรียมมาตรการรองรับผลผลิต สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

และ 6.สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว เน้นการสร้างความปลอดภัย เตรียมความพร้อมด้านสนามบิน การตรวจคนเข้าเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการสิ่งแวดล้อม

“ผลการเจรจานโยบายภาษีของสหรัฐจะเป็นตัวบอกสุดท้าย ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงถัดไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าสถานการณ์ยังมีความผ่อนปรนอยู่ เศรษฐกิจไทยคงไม่น่าจะเกิดปัญหา แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหากไม่ผ่อนปรนแล้ว ซึ่งไม่มีใครรู้ชัดว่าแต่ละประเทศจะโดนเยอะแค่ไหน สิ่งนี้จะเป็นตัวตั้งต้นว่าผลกระทบจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเป็นตัวใช้ดูว่าจะมีมาตรการใดออกมาด้วย” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สศช.หั่น GDP โตแค่ 1.8% ‘ลงทุนรัฐ’ เครื่องยนต์สุดท้ายอุ้ม ศก.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...