โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Estée Lauder” จากการทดลองในห้องครัว สู่อาณาจักรความงามระดับพรีเมียม

PPTV HD 36

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 10.15 น.
ย้อนดูจุดเริ่มต้นสุดแสนธรรมดาของ “Estée Lauder” จากผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นขึ้นในห้องครัว แต่ด้วยฝีมือของผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก

ไม่ว่าใคร เพศไหน อายุเท่าไร ล้วนมีสิทธิที่จะอยากดูดี นั่นทำให้ธุรกิจความสวยความงามและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงมากทุกยุคสมัย

และหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่เป็นที่โจษจันกันว่า ทำให้ทุกคนไม่ว่าใครก็ตามสามารถดูดีได้ คือ “Estée Lauder” ซึ่งเริ่มต้นจากผู้หญิงเพียง 1 คน กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 4 สูตร แต่ปัจจุบันเติบโตจนกลายเป็น “Estée Lauder Companies” (ELC) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมี่ยมที่วางจำหน่ายใน 150 ประเทศทั่วโลก

ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้แบรนด์ คือตัวของ “เอสเต ลอเดอร์” ผู้ก่อตั้ง และผู้ท้าทายบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมความงาม เธอมีชื่อเสียงจากคำพูดที่ว่า “ฉันไม่เคยฝันถึงความสำเร็จ ฉันทำงานจึงไปถึงสำเร็จ”

นักทดลองในบ้าน

เอสเต ลอเดอร์ เกิดเมื่อปี 1908 เดิมชื่อ โจเซฟีน เอสเธอร์ เมนต์เซอร์ เธอเติบโตมาในย่านควีนส์ของกรุงนิวยอร์ก สหรัฐฯ โดยแม่ของเธอมาจากฮังการี ส่วนพ่อมาจากเพรสส์เบิร์ก (ปัจจุบันคือบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย) ส่วนชื่อเอสเตแผลงมาจากชื่อเล่นในวัยเด็กของเธอ “เอสตี”

การทำงานในร้านขายของของพ่อทำให้เอสเตมีความเข้าใจในเรื่องการค้าและการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ยังเด็ก

เอสเตเริ่มสนใจเรื่องความงามตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อลุงของเธอซึ่งเป็นนักเคมีมาอาศัยอยู่กับครอบครัว เขาคิดค้นครีมบำรุงผิวเนื้อเนียนนุ่มในห้องครัวของที่บ้าน จากนั้นจึงขยายไปอยู่ในคอกม้าหลังบ้านของครอบครัว ซึ่งต่อมาพวกเขาได้เปลี่ยนให้กลายเป็นห้องทดลอง

เอสเตได้เรียนรู้วิธีการคิดค้นครีมบำรุงผิวและทาครีมลงบนผิวอย่างเชี่ยวชาญจากลุงของเธอนี่เอง เธอเขียนในหนังสือชีวประวัติของเธอว่า “ฉันได้ค้นพบเส้นทางที่แท้จริงของฉันในตัวลุงจอห์น ฉันเฝ้าดูและเรียนรู้”

สาวน้อยเอสเตมุ่งมั่นที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เธอจึงขายสินค้าของลุงให้กับเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนมัธยมนิวตัน โดยเคยถึงขั้นแปลงโฉมใหม่ทั้งหมดให้เพื่อนเพื่อพิสูจน์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ของลุงเธอ เธอเรียนรู้การตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้าตั้งแต่อายุยังน้อย

ในช่วงปลายทศวรรษปี 1920 เอสเตได้พบรักกับ โจเซฟ ลอเตอร์ หลังจากนั้นทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1930 และย้ายไปแมนฮัตตัน โดยตกลงเปลี่ยนนามสกุลจาก “ลอเตอร์” เป็น “ลอเดอร์” เพื่อแก้ไขคำที่สะกดผิดมาตั้งแต่สมัยที่พ่อของโจเซฟอพยพจากออสเตรียมายังสหรัฐฯ

นักขายในตำนาน

หลังแต่งงาน เอสเตยังคงปรับปรุงและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางที่เธอคิดค้นกับคุณลุง จนมีคุณภาพมากพอที่จะวางขาย จึงนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางไปเสนอขายในร้านเสริมสวย โดยสาธิตผลิตภัณฑ์ของเธอที่ตั้งชื่อว่า “ขวดแห่งความหวัง” ให้ผู้หญิงที่กำลังนั่งรอเป่าผม โดยช่วงแรกมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพียง 4 ตัว

เธอยังนำไปขายตามโรงแรม รถไฟใต้ดิน และแม้แต่ตามท้องถนน นอกจากนี้ เธอยังเริ่มไปเยี่ยมบ้านของลูกค้า ซึ่งเธอจะได้เพื่อนของพวกเขาและขายครีมบำรุงผิวต่อได้อีกทอด

ในปี 1946 เธอและสามีได้เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ และ 1 ปีต่อมา พวกเขาก็ได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ครั้งแรกจาก Saks Fifth Avenue ห้างสรรพสินค้าหรูในสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบแล้วมากกว่า 300,000 บาทในปัจจุบัน)

มีรายงานอันน่าตกใจว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ Saks Fifth Avenue สั่งซื้อไปนั้น ขายหมดในเวลาเพียง 2 วัน!

เอสเตมีสัญชาตญาณโดยกำเนิดในการรู้ว่าผู้หญิงต้องการอะไร เธอเป็นนักขายและนักการตลาดที่เก่งกาจ เธอเชื่อว่าการจะขายให้ได้นั้น คุณต้องอธิบายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าฟังและแสดงผลลัพธ์บนผิวของเธอเอง

เอสเตใช้พลังของการประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก โดยยึดถือคติที่ว่า สินค้าจะขายได้ ต้องอาศัย “โทรศัพท์ โทรเลข ผู้หญิง”

เอสเตเคยบอกว่า “อย่าประเมินความปรารถนาที่จะสวยของผู้หญิงต่ำเกินไป”

เธอเสนอให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ฟรีเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของ Estée Lauder ซึ่งช่วยสร้างแนวคิด “Gift with Purchase” ให้เป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของอุตสาหกรรมความงาม และในยุคนั้นลูกค้ามักจะพบเธอที่เคาน์เตอร์ผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างด้วยตนเอง

เอสเตเข้าร่วมงานเปิดตัวร้านค้าใหม่เกือบทุกร้านและจะอยู่เป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อสอนที่ปรึกษาความงามเกี่ยวกับเทคนิคการขายและการจัดแสดงสินค้าด้วยตัวเอง

เธอมักแต่งตัวเก๋ไก๋เสมอ และกระตือรือร้นที่จะพูดคุยกับผู้บริโภคเสมอ เธอยังเลือกสีเทอร์ควอยซ์อ่อนของขวดของแบรนด์ด้วย เพราะเชื่อว่าสีนี้จะสื่อถึงความหรูหราในขณะที่เข้ากับการตกแต่งห้องน้ำทั้งหมด

ไอคอนของสหรัฐฯ

ช่วงปี 1950 ผู้หญิงอเมริกันส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะเก็บน้ำหอมไว้ใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษและรอรับน้ำหอมเป็นของขวัญวันเกิดหรือวันครบรอบแต่งงาน แต่เอสเตต้องการหาวิธีให้ผู้หญิงซื้อน้ำหอมเอง

ดังนั้นในปี 1953 เธอจึงได้คิดค้นน้ำมันอาบน้ำ Youth-Dew อันโด่งดังของแบรนด์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถใช้เป็นน้ำหอมสำหรับผิวได้อีกด้วย ด้วยส่วนผสมอันน่าหลงใหลของกุหลาบ มะลิ วาติเวอร์ และพิมเสน Youth-Dew จึงเข้ามาสร้างความฮือฮาให้กับอุตสาหกรรมความงาม

นักแสดงหญิง โดโลเรส เดล ริโอ นักแสดงหญิงชาวละตินอเมริกาที่โด่งดังมากในสหรัฐฯ เคยบอกว่า เคล็ดลับในการ “ทำให้ผู้ชายหลงใหล” คือการใช้ Youth Dew

นวัตกรรมนี้เขย่าวงการเครื่องสำอางและช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีการขายน้ำหอม ทำให้บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งนี้กลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์

เอสเตยังมองว่า เธอสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าชื่อแบรนด์ Estée Lauder จึงก่อตั้งแบรนด์ใหม่ 5 แบรนด์ ได้แก่ Aramis, Clinique, Prescriptives, Lab Series และ Origins และยืนกรานเสมอว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะต้องทำจากส่วนผสมที่มีคุณภาพสูง

ในปี 1982 Estée Lauder ได้เปิดตัวเซรั่มตัวแรกในสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า “Night Repair” เป็นต้นแบบของเซรั่มแอนไทเอจจิงในยุคปัจจุบัน

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการขยายอาณาจักรความงาม Estée Lauder จนปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงานมากกว่า 60,000 คนทั่วโลก และมีแบรนด์สินค้ามากกว่า 25 แบรนด์ภายใต้บริษัท ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง และน้ำหอม

ความสำเร็จของ Estée Lauder ทำให้เอสเตได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ จนเรียกได้ว่า ทั้งตัวเธอและแบรนด์ของเธอได้กลายเป็นไอคอนของสหรัฐฯ ไปแล้ว

เอสเตสร้างอาณาจักรเครื่องสำอางภายใต้คำขวัญที่ว่า “ไม่มีผู้หญิงบ้าน ๆ มีแต่ผู้หญิงที่ไม่ใส่ใจ” และโน้มน้าว “ผู้หญิงที่ไม่ใส่ใจ” เหล่านั้นให้เชื่อว่า พวกเธอสามารถสวยได้ ด้วยความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยจากผลิตภัณฑ์ของเอสเต

ครอบครัวสานต่อ

สิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับเอสเตมากกว่าบริษัทก็คือครอบครัวของเธอ และเธอรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อลูก ๆ และหลาน ๆ ของเธอเข้ามาร่วมธุรกิจ เอสเตเกษียณอายุในปี 1995 และเสียชีวิตในปี 2004 ขณะอายุ 95 ปี

เอสเตและโจเซฟมีลูกชายด้วยกัน 2 คน คือ เลโอนาร์ด ลอเดอร์ และโรนัลด์ ลอเดอร์ ซึ่งทั้งคู่ได้เข้าร่วมบริษัทและเป็นผู้นำการเติบโตด้วยสายตาที่มองหาความสร้างสรรค์

เลโอนาร์ดเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารร่วมกับ วิลเลียม หลานชายของเสเต และหลานสาวอีก 2 คนก็รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัท บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กด้วยมูลค่าหุ้น 26 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น

การเกษียณอายุของเอสเตไม่ได้ทำให้การขยายตัวช้าลง ในปี 1997 Estée Lauder ได้เปิดตัวแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบบองค์รวมอย่าง Aveda ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวจากพืช Aveda ได้รับความไว้วางใจจากช่างทำผมและร้านเสริมสวยหลายล้านแห่งทั่วโลก ปัจจุบัน Aveda มีร้านเสริมสวยและสปามากกว่า 8,000 แห่งทั่วโลก และเพียง 2 ปีต่อมา Estée Lauder ก็ได้เพิ่ม “Jo Malone” เป็นอีกหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของตน

บริษัทยังคงเติบโตต่อไปแม้ว่าเอสเตจะเสียชีวิตไปแล้ว โดยมีลูก ๆ และหลาน ๆ เป้นผู้ขับเคลื่อนบริษัท

ในปี 2005 บริษัทได้เซ็นสัญญากับนักออกแบบแฟชั่น ทอม ฟอร์ด เพื่อพัฒนาและจัดจำหน่ายน้ำหอมและเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์ Tom Ford Beauty แบรนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักจากน้ำหอม “Black Orchid” อันโด่งดัง และจนถึงทุกวันนี้ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์หรูที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

นอกจากนี้ Estée Lauder ยังได้เข้าซื้อกิจการจำนวนมาก เช่น Bumble & bumble แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, Smashbox Beauty Cosmetics แบรนด์ความงามเพียงแบรนด์เดียวที่พัฒนาจากสตูดิโอถ่ายภาพ หรือแบรนด์น้ำหอม “Kilian” จากปารีส

ทั้งนี้ เลโอนาร์ดเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2025 ที่ผ่านมา สเตฟาน เดอ ลา ฟาเวอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Estée Lauder กล่าวว่า “เขาเป็นทั้งสัญลักษณ์และผู้บุกเบิก และได้รับความนับถือจากทั่วโลก พลังงานและวิสัยทัศน์ของเขาช่วยหล่อหลอมบริษัทของเรา และจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปสำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป”

เลโอนาร์ดมีทรัพย์สินประมาณ 10,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ประจำปี 2025

Estée Lauder รายงานรายได้ประจำปีงบประมาณ 2024 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2024 อยู่ที่ 15,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.13 แสนล้านบาท) ลดลงมา 2% จากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 15,910 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.23 แสนล้านบาท)

ในส่วนของกำไร บริษัทมีกำไรสุทธิราว 390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.28 หมื่นล้านบาท) ลดลงมาค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 1.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.32 หมื่นล้านบาท) ในปีก่อนหน้า

ปัจจัยหลักมาจากยอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง และยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลดลงในเอเชีย แต่มีการเติบโตในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ตลาดยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา ญี่ปุ่น และละตินอเมริกา ซึ่งพอจะชดเชยได้บ้าง

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในห้องครัวและน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงคนหนึ่ง นี่คือหนึ่งในอาณาจักรความงามที่ยิ่งใหญที่สุดในโลก

เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“Loewe” แบรนด์เก่าแก่สุดในอาณาจักร LVMH แต่กลับฮอตที่สุดในปี 2025

“Gebrüder Weiss” บริษัทขนส่งพัสดุเก่าแก่สุดในโลก ทำธุรกิจมากว่า 500 ปี!

“วอลโว่” รถหรูสวีเดนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย ทุกวันนี้เป็นของจีน?

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “Estée Lauder” จากการทดลองในห้องครัว สู่อาณาจักรความงามระดับพรีเมียม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...