โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ดร.พจน์” ส่งซิกบวก! เชื่อภาษีตอบโต้ “สหรัฐ” ไม่ถึง 36% หลังไทยยื่นขอเสนอใหม่

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.57 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐอเมริกาที่เตรียมจัดเก็บกับสินค้าไทย 36% ผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ภาคเอกชนยังมีความหวังว่าอัตราภาษีจริงจะไม่สูงเท่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐเพื่อเตรียมมาตรการรับมือ

ดร.พจน์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงแรกที่ “ทีมไทยแลนด์” ซึ่งเป็นคณะเจรจานำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางไปสหรัฐฯ ได้เตรียมข้อเสนอที่เหมาะสมและดีพอควรแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเวียดนามได้เสนออัตราภาษี 0% สำหรับสินค้าที่ส่งมาจากสหรัฐฯ ของจำนวนสินค้าทั้งหมด ทำให้ไทยประเมินว่าข้อเสนอเดิมอาจไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจบินกลับมาแก้ไขและส่งข้อเสนอใหม่ให้กับสหรัฐฯ ในเช้าวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา

ข้อเสนอใหม่นี้ ดร.พจน์ วิเคราะห์ว่า ไทยจะให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ มากขึ้นในหลายเรื่อง แต่ทั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อคนไทย และจดหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ส่งส่งไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ก็เปิดโอกาสให้เจรจาต่อรอง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน

ส่วนการประเมินสถานการณ์ของภาคเอกชนนั้น ดร.พจน์ เชื่อว่าจากข้อเสนอที่ปรับปรุงแล้ว สถานการณ์ภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เตรียมจัดเก็บ ควรจะดีขึ้นกว่าอัตรา 36% เป้าหมายที่ดีที่สุดคือ 10% แต่คงเป็นไปไม่ได้ โดยมีความหวังว่าอัตราภาษีตอบโต้ของไทยจะอยู่ราว 13.45% หรือสูงสุดไม่เกิน 18% ซึ่งจะเกาะกลุ่มอยู่กับประเทศคู่แข่งและไม่ห่างมากนักจากเวียดนามที่อยู่ที่ 20%

ดร.พจน์ ยังชี้ว่า แม้เวียดนามจะมีอัตรา 20% แต่พวกเขามียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเกินดุลเพียง 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในบริบทของยอดส่งออกทั้งหมด 46,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบันที่ยังคงเกินดุล) ดังนั้น เป้าหมายคือไม่ควรให้อัตราภาษีสูงกว่าเวียดนาม เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

สำหรับภาคเกษตร ดร.พจน์ มองว่า ไทยจะเปิดในสิ่งที่ขาดแคลนและสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการขาย เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งไทยมีการนำเข้าอาหารสัตว์ปีละ 12 ล้านตันอยู่แล้ว รวมถึงผลไม้บางชนิดที่อัตราภาษีกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ก็สูงอยู่แล้ว ส่วนธุรกิจอื่น ๆ เช่น โทรคมนาคมหรือการเงินนั้น ดร.พจน์ระบุว่าไม่ได้ทราบรายละเอียดโดยตรง แต่เชื่อว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้องได้หารือกับภาคเอกชนแล้ว

ดร.พจน์ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทราบ "ตัวเลขสุดท้าย" ของอัตราภาษีก่อน เพื่อให้สามารถคำนวณและวางแผนต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังต้องการเห็นตัวเลขของประเทศอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ ได้ข้อสรุปแล้ว เพื่อประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน คาดว่าหลังวันที่ 1 สิงหาคม เมื่อทราบตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว จึงจะสามารถกำหนดมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...