โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศ.วิจัยกสิกรฯ คาดGDP ไทยปีนี้เสี่ยงโตต่ำกว่า 1.4% หากภาษี'ทรัมป์' ฉุดส่งออกหดตัวลึก

JS100

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 11.45 น. • JS100:จส.100
ศ.วิจัยกสิกรฯ คาดGDP ไทยปีนี้เสี่ยงโตต่ำกว่า 1.4% หากภาษี'ทรัมป์' ฉุดส่งออกหดตัวลึก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน GDP ไทยในปี 2568 มีความเสี่ยงที่จะต่ำกว่า 1.4% หากต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงกว่าหลายประเทศจะกระทบต่อการส่งออกให้หดตัวลึกขึ้น และทำให้การลงทุนจากต่างชาติชะลอ ตามด้วยการลงทุนเอกชนหดตัวมากขึ้น ขณะที่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 68 โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมิน เนื่องจากปัจจัยลบที่เข้ามากดดันเพิ่มขึ้น อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค.68 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ฉบับใหม่ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ส.ค.68 โดยประเทศไทยยังคงไม่ได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าจากเดิมที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เม.ย.68 ที่อัตรา 36% ทำให้สินค้าส่งออกไทยจะโดนอัตราภาษีฯ ที่สูงกว่าประเทศเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

สำหรับอัตราภาษีที่ 36% ยังสามารถเจรจาได้ ขึ้นกับเงื่อนไขการค้าและที่ไม่ใช่การค้าที่สหรัฐฯ ยอมรับ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า หากประเทศต่าง ๆ เปิดตลาดของตนเอง อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนภาษีเหล่านี้ อาจมีการแก้ไขได้ทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ซึ่งหากการเจรจาระหว่างไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อไป ข้อตกลงสุดท้ายอาจจะต้องมีการเปิดตลาด สินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น รวมถึงข้อตกลงที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ ซึ่งต้องมีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม

หากไทยโดนภาษีที่ 36% เสี่ยงเสียตลาดสหรัฐฯ ให้กับประเทศในภูมิภาคที่ได้รับภาษีต่ำกว่า และยังต้องติดตามผลกระทบจากภาษีรายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 ที่จะส่งผลกระทบเพิ่มเติม การที่ไทยถูกเรียกเก็บยังจะสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่งส่งผลให้สินค้าไทยมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าหม้อแปลงไฟฟ้า ปริ้นเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ปลาและกุ้งแปรรูป เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การ re-export ไปยังตลาดสหรัฐฯ ผ่านประเทศไทย โดยมีการใช้ local content ต่ำ มีแนวโน้มจะชะลอลงไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าเครื่องจักรกลที่เห็นการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นไปพร้อม ๆ กับการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงขึ้น ซึ่งทำให้การนำเข้าสินค้าที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านก็จะชะลอลงเช่นกัน

นอกจากนี้เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคยิ่งซ้ำเติมการส่งออก โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับต้นปีที่ราว 34.50 บาท/ดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 32.50 บาท ณ วันที่ 7 ก.ค.68 หรือแข็งค่าไปแล้วราว 5%YTD นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยกดดันต่อความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทย

สำหรับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รายอุตสาหกรรมตามมาตรา 232 ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญอยู่ โดยขณะนี้สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการสอบสวนสินค้าที่อาจเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ภายใต้มาตรา 232 อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ทองแดง ยา และไม้แปรรูป เป็นต้น ซึ่งตามกรอบระยะเวลาคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2568 ไปจนถึงต้นปี 2569 หากมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมจะยิ่งกดดันภาพรวมการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นในปีหน้า เนื่องจากมีสัดส่วนต่อภาพรวมการส่งออกไทยค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีเหตุการณ์ข้างหน้าที่ต้องติดตามทั้งความพยายามในการเจรจาการค้ารอบใหม่ของไทยก่อน 1 ส.ค.68 ที่อัตราภาษีนำเข้า 36% จะมีผลบังคับใช้รวมถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในวันที่ 12 ส.ค.68 หลังการชะลอขึ้นภาษี 90 วันสิ้นสุดลง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะประเมินเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้าอันใกล้ และจะทบทวนตัวเลขประมาณการ GDP อีกครั้ง

#ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...