NEO ขึ้นแท่นหุ้นปลอดภัย ปันผลสูงเร้าใจ 5%
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.23 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คาดว่า SET Index จะแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,110-1,120 จุดโดยภาพรวมยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน ตลาดยังจับตาดูพัฒนาการเจรจาการค้าระหว่าง สหรัฐฯ และประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ก่อนถึง Deadline 1 ส.ค. ล่าสุดทรัมป์ยืนยันว่าจะไม่ขยายเส้นตายออกไปอีก และขู่ว่าจะเก็บภาษีทองแดง 50% และการนำเข้ายา 200% ขณะที่ท่าทีของญี่ปุ่น มีแนวโน้มไม่ยอมประนีประนอมกับทรัมป์ง่ายนัก ทำให้ปัจจัยเรื่องภาษีการค้ายังคง Overhang ตลาดอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม กรณีแย่ที่สุด หากไทยไม่สามารถปรับ ลดอัตราภาษีลงได้ จะส่งผลให้ประมาณการ GDP ไทยปีนี้อาจโตต่ำเพียง +1% หรือน้อยกว่า ขณะที่ EPS มีโอกาสถูกปรับลงจาก 89.5 บาทในปัจจุบันเหลือ 80-84 บาท ด้านปัจจัยในประเทศล่าสุด ครม. มีมติถอนร่างกฎหมาย Entertainment Complex ออกจากการพิจารณาในสภา แต่จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมแทน โดยภาพรวมคาดดัชนียังเคลื่อนไหวจำกัดระยะสั้น เราแนะนำเก็งกำไรกลุ่มส่งออกช่วงปรับลงแรงจากความคาดหวังว่าจะท้ายที่สุด ไทยจะสามารถ เจรจากับสหรัฐฯ และปรับลดอัตราภาษีลงได้ ขณะที่กลุ่ม Domestic และ Defensive Play คาด ว่าจะเคลื่อนไหวได้แข็งแรงกว่าตลาด โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มกำไร 2Q25-2H25 แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มทยอย Preview ผลประกอบการ
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.ค.: ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP FSSIA Portfolio: BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้: NEO
แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 49.50 บาท
เบื้องต้นประเมินกำไร 2Q25 จะยังทรงตัว q-q และ y-y ได้ แม้จะยังมีแรงกดดันจาก ต้นทุน CPO และ CPKO ที่อยู่ในระดับสูง แต่ชดเชยได้จากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่ง
ธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำจากผลกระทบของภาษีทรัมป์ เนื่องจากส่วนใหญ่ขายในประเทศและ ส่งออกในภูมิภาคบางส่วน ขณะที่ตัวสินค้าเป็นสินค้าจำเป็น ราคาหุ้นมี Downside จำกัด โดยเทรด PER เพียง 8 เท่า และคาดให้ Dividend Yield 5% ต่อปี
แนวรับ 25.25-25 / 24 บาท แนวต้าน 27 / 28 บาท
Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงผสมผสาน สุทธิแล้วไหลเข้าภูมิภาค US$182 ล้านนำโดยเกาหลีใต้ US$206 ล้าน ตามด้วยไต้หวันที่ไหลเข้าบางๆ US$35 ล้าน ขณะที่ฝั่ง อาเซียนเม็ดเงินไหลเข้าประเทศไทยเล็กน้อย US$5 ล้าน แต่ไหลออกจากอินโดนีเซีย US$60 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่ายังผสมผสานและไม่หนาแน่นนัก โดยนักลงทุนยังรอติดตาม พัฒนาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและประเทศคู่ค้าต่างๆ ก่อนถึง Deadline 1 ส.ค.
ประเด็นสำคัญวันนี้ (-) กลุ่มท่องเที่ยว: ตัวเลขนักท่องเที่ยวในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวน 569,051 คน เฉลี่ย 8.13 หมื่นคน/วัน ทรงตัว w-w, -19% y-y ยังคงลดลง y-y เป็นสัปดาห์ที่ 22 เนื่องจากกลุ่ม นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียลดลงหลังผ่านพ้นช่วงวันหยุดเทศกาล และจากอินโดนีเซียที่ลดลง ต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจากจีน และกลุ่มตลาดต้นทางระยะไกล ยังเติบโตได้ดี นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากสัปดาห์ก่อน +11% w-w, -40% y-y เป็น เฉลี่ย 1.28 หมื่นคน/วัน ส่วนกลุ่ม Non-Chinese -2% w-w และ -14% y-y เป็นเฉลี่ย 6.85 หมื่น คน/วัน จำนวนสะสมนักท่องเที่ยว 1 ม.ค. – 6 ก.ค. มีทั้งสิ้น 17.18 ล้านคน คิดเป็น 49% ของ เป้าทั้งปีของเรา ที่คาดการณ์ไว้ 34.9 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศ 7.95 แสนล้านบาท คาด แนวโน้มสัปดาห์หน้า จะนักท่องเที่ยวทรงตัว w-w โดยปัจจัยหนุนยังคงมาจากตลาดจีน ยุโรป และออสเตรเลียเป็นหลัก
(+) KTC เรามีมุมมองเป็นบวกเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของ KTC เมื่อพิจารณาจาก ROA ที่คาดว่าจะสูงถึง 6-7% ในปี 2025-27 จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มั่นคงพร้อมสินเชื่อที่ค่อยๆ ขยายตัว รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากหนี้เสียรับคืน งบดุลที่ดี พร้อมโอกาสในการ รักษา Credit cost ไว้ในระดับต่ำ และส่วนแบ่งตลาดที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจบัตรเครดิต คาด กำไรสุทธิ 2Q25 อยู่ที่ 1.91 พันล้านบาท +3% q-q, 5% y-y เชื่อมั่นว่าจะเติบโต 2.3% y-y และ การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 6.3% y-y NPL คาดอยู่ที่ 1.93% เราเชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับลง แรงในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน จนปัจจุบันซื้อขายบน 2025E P/E ที่ 8.4x และ P/BV ที่ 1.5x เมื่อเทียบกับ ROE ที่ 16-17% ซึ่งเป็นหนึ่งใน ROE ที่สูงที่สุดในบริษัทการเงินที่ ไม่ใช่ธนาคารของไทย เราเชื่อว่าราคาและ P/BV ในปัจจุบันต่ำเกินไปในเชิงปัจจัยพื้นฐานที่ราคา เหมาะสมที่ 32 บาท Dividend yield 5.6% แนะนำ “ซื้อ”
(0) SCGD คาดกำไรสุทธิ 2Q25 ที่ 205 ล้านบาท -6% q-q, -28% y-y ตามทิศทางยอดขายที่คาด -1% q-q, -10% y-y การชะลอลงของยอดขายถูกกดดันจากในประเทศที่หดตัว q-q, y-y ตาม อุตสาหกรรม จากวันหยุดยาว, ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ, อสังหาฯ ซบเซา ขณะที่ตลาด ต่างประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น q-q ประเด็น Trump’s tariff บริษัทมองว่าไม่ได้รับผลกระทบ ทางตรง เนื่องจากส่งออกไปสหรัฐฯ น้อยกว่า 1% บริษัทมีแผน M&P โรงงานกระเบื้องและ สุขภัณฑ์ ที่เวียดนาม เพื่อขยายกำลังผลิต คาดมีความชัดเจนใน 4Q25 หากงบ 2Q25 ตามคาด กำไรปกติ 1H25 จะอยู่ที่ 421 ล้านบาท -22% y-y คิดเป็น 43% ของประมาณการทั้งปีของเราที่ 973 ล้านบาท +7% y-y แนวโน้มกำไร 2H25 คาดเพิ่มขึ้น h-h ผลักดันจากการฟื้นตัวของเวียดนามเป็น หลัก แม้ราคาหุ้นปรับลงมาก แต่ระยะสั้นหุ้นยังขาด Catalyst จากแนวโน้มกำไร 2Q25 ไม่สดใส จึงคงคำแนะนำ “ถือ”