โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

The Must กลาโหม “บิ๊กแก้ว” นักรบทหารม้า สายตรง “บิ๊กตู่-บิ๊กแดง” พร้อมลุย เขมร

สยามรัฐ

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 05.01 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

นับเป็นครั้งแรกที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้นำจิตวิญญาณ และผู้มีบารมีของพรรคเพื่อไทย ยอมที่จะปล่อยมือจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ฝ่ายทหาร

เพราะตั้งแต่ จัดตั้งดีลรัฐบาลผสมข้ามขั้ว ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับขั้วอนุรักษ์นิยม พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเจ้าของโควตา ตำแหน่งรมว.กลาโหม ยังไม่เคยยอมให้ทหารเป็นรมว.กลาโหมเลย

ที่ผ่านมาจึงให้ นายสุทิน คลังแสง มาเป็นรมว. กลาโหม พลเรือน คนแรกที่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเสมือนขัดตาทัพไปก่อน ประมาณ 1 ปีในยุคที่ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี

และต่อด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัยรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมพลเรือน อีกคนในยุคที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่จากกรณีคลิปสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ของกัมพูชา ที่ส่งผลให้นางสาวแพทองธารถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้รับคดีไว้พิจารณาและถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

โดยก่อนหน้าหน้านั้นมีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยการทูลเกล้าฯคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แพทองธาร 1/2 ที่มีนางสาวแพทองธาร นั่งเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม เพื่อที่จะยังให้นางสาวแพทองธาร นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

แต่ในครม. ชุดใหม่นี้ไม่ได้มีการทูลเกล้าฯ บุคคลที่จะเป็นรมว.กลาโหมคนใหม่ แทนนายภูมิธรรม แต่อย่างใด

ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองที่มีการเว้นวรรคตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไว้

โดยเป็นที่รู้กันว่าเพื่อรอ “บิ๊กแก้ว” พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด มารับตำแหน่งนี้ แต่ที่ต้องรอเพราะ พล.อ.เฉลิมพล ยังอยู่ในเงื่อนไขการเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปีนับตั้งแต่พ้นจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยจะครบกำหนด 2 ปีในวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้

ท่ามกลางการจับตามองว่าสถานการณ์ความมั่นคงรอบด้านรวมถึงชายแดนภาคใต้ และโดยเฉพาะสถานการณ์ไทยกัมพูชาควรไม่ต้องเว้นว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่งผลให้ พล.อ.เฉลิมพล ยิ่งถูกจับตามองว่ามีความสำคัญเช่นไรถึงขั้นที่นายทักษิณ ยอมที่จะยกโควตาเก้าอี้นี้ให้นั่งและยังคงรออีกถึง 3 เดือน

แม้ในช่วง 3 เดือนจะเป็นเหมือนช่วงสุญญากาศของกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังมี “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ยังคงทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมต่อไปเป็นสมัยที่ 3 หลังจากนั่งเก้าอี้ตัวเดิมนี้มาตั้งตั้งแต่ยุค นายสุทิน

ต่อมา ยังมีนายภูมิธรรม ที่ขยับไปเป็นรองนายกฯ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและยังคงเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงคุม กระทรวงกลาโหมต่อก็ยังดูแลความมั่นคงและกระทรวงกลาโหมอยู่

และคาดการณ์ว่าในห้วงสามเดือนนี้ พล.อ.เฉลิมพล ก็ต้องมีการเตรียมตัวที่จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสมือนทำหน้าที่อย่างไม่เป็นทางการก่อนที่จะมีการรับตำแหน่ง

ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันภายในกองทัพว่าการที่ พล.อ.เฉลิมพล จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั้นเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากทั้ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกและถือเป็น 2 นายทหารคนสำคัญในดีลผสมข้ามขั้วที่มาของการจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างขั้วอนุรักษ์นิยม กับพรรคของพี่น้อง 3 ป.บูรพาพยัคฆ์กับพรรคเพื่อไทย ของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับดีล ให้นายทักษิณ กลับประเทศ

เพราะ พล.อ.เฉลิมพล ทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในยุครัฐบาลคสช. ซึ่งในขณะนั้น พล.อ.เฉลิมพล เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ( ผบ.พบ.ม.2 รอ.) รับหน้าที่ในการจัดระเบียบสังคมปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายและอิทธิพล

ที่สำคัญ คือเป็นเพื่อนรุ่นน้องของ พล.อ.อภิรัชต์ ตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมทหารรุ่น 21 เนื่องจาก พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งเรียนเตรียมทหารรุ่น 20 และได้มาเรียนร่วมกับรุ่นน้องเตรียมทหารรุ่น 21 เพิ่มเติมด้วยจึงทำให้มีความสนิทสนมกันมายาวนาน

และถือเป็นมือ ทำงานของ พล.อ.อภิรัชต์ และ พล.อ.ประยุทธ์มาตลอดหลายปีในช่วงยุคคสช.

และเป็นเสมือนเพื่อนรุ่นน้องที่รู้ใจรู้ความคิดของ พล.อ.อภิรัชต์ ถึงขั้นที่ พล.อ.อภิรัชต์ และ พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยให้ย้ายข้ามฟาก จากกองทัพบกไปเป็นเสนาธิการทหาร ก่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด คอแดงนั่งยาวถึง 3 ปี

ที่สำคัญ พล.อ.อภิรัชต์ ไว้วางใจ พล.อ.เฉลิมพล ถึงขั้นที่ชวนร่วมคณะเดินทางไปลังกาวี ด้วยกันก่อนที่จะถูกเปิดเผยภาพหลุดและเป็นที่มาของ “ดีลลับลังกาวี” ที่สงสัยกันว่าได้ไปพบหารือกับนายทักษิณเพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในเวลานั้น

และดีลลับลังกาวี นี้ก็ส่งผลให้ พล.อ.อภิรัชต์ ลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการสนว. ในเวลาต่อมาด้วยเหตุผลปัญหาสุขภาพจนต้องไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกาและหายไปจากวงการพักใหญ่

แต่ด้วยความที่ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลดีลผสมข้ามขั้ว จึงยังคงต้องเป็นห่วงและคอยประคองสถานการณ์ประคองดีล เหล่านี้ให้เดินหน้าต่อไปได้เพราะเป้าหมายก็คือต้องสกัดกั้น พรรคสีส้ม ไม่ให้มาเป็นรัฐบาลมีอำนาจ เพื่อปกป้องสถาบันฯ และมาตรา 112

พล.อ.อภิรัชต์ จึงเสมือนคอยช่วยแก้ไขสถานการณ์อยู่เบื้องหลังการเมืองต่างๆเพราะโดยส่วนตัวแล้ว พล.อ.อภิรัชต์ ก็คุ้นเคยกับนายทักษิณ มาตั้งแต่สมัย “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้เป็นบิดา

และเมื่อจำเป็นต้องมาจับมือกันในดีลผสมข้ามขั้วเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปและเพื่อปกป้องสถาบันจึงทำให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้วกันเกิดขึ้น โดยมีรายงานว่าในห้วงที่ผ่านมาพลเอกอภิรัชต์ ก็คอยเป็นคนประสานแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

แต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งหลายวงที่ซ้อนกันอยู่ในแต่ละขั้วทั้งผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ที่เป็นแบคอัพที่ไม่ธรรมดา ก็เป็นคนละสายกับ พล.อ.อภิรัชต์ จนทำให้เกิดการวัดพลังเกิดขึ้น

แต่ดูเหมือนฝ่ายสีน้ำเงินของนายอนุทินจะแข็งกว่าเพราะรอดคดี ฮั้ว ส.ว. และนางสาวแพทองธาร ยังโดนคดีศาลรัฐธรรมนูญ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคดีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุนเซนแห่งกัมพูชาและอาจจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปในที่สุด

อันเป็นช่องโหว่ที่อาจทำให้นายอนุทิน พรรคภูมิใจไทย สามารถสอดแทรกในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่และเป็นนายกรัฐมนตรีจากการโหวตเสียงในสภาได้เช่นกัน

และยังไม่แน่นอนว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้ารัฐบาลของนางสาวแพทองธาร 1/2 ที่นางสาวแพทองธาร ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี แต่ ต้องรอดูว่า ในที่สุดพลเอกเฉลิมพล จะได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่

แต่ในเวลานี้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการทำหน้าที่ โดยเป็นที่จับตามองมากว่านอกจากโดยสายสัมพันธ์ที่ทำให้ พล.อ.เฉลิมพล ได้มาเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว

ยังถือว่า พล.อ.เฉลิมพล มาในเวลาที่ถูกจังหวะเพราะเป็นนายทหารที่มีประสบการณ์การเป็นนักรบและเรียกได้ว่าทั้งสายบู๊และสายบุ๋น เพราะเป็นทหารม้าที่เติบโตมาในหน่วยรบผ่านตำแหน่งทั้งผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม จนเป็นผู้บัญชาการกองพล พล.ม.2 รอ.

แต่ พล.อ.เฉลิมพล ก็ถือเป็นนายทหาร สายบุ๋น เพราะเติบโตมาในกรมยุทธการทหารบก และในที่สุด ก็ได้กลับไปเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก

ที่สำคัญโชคชะตาฟ้าลิขิตพลเอกเฉลิมพล เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการเขียน “แผนจักรพงษ์ภูวนารถ ” ในการสู้ศึกกัมพูชาในสมรภูมิเขาพระวิหาร ซึ่งวันนี้อีกไม่ช้าก็จะได้มาเป็นสนามไชย1 คุมกองทัพในการสู้ศึกเขมรอีกครั้ง ในสมรภูมิช่องบก และ 3 ปราสาท

แม้ว่าแผนจักรพงษ์ฯ จะมีการเขียนไว้แล้วก็ตาม แต่ในยุคที่ พล.อ.เฉลิมพล ได้แค่มีส่วนร่วมในการร่วมเขียนแผนนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็น หัวหน้าฝ่ายยุทธการ พล.ม.2 รอ.

และในห้วงที่ ช่วงเกิดเหตุการณ์ 2552-2554 พล.อ.เฉลิมพล เป็น แผนกปฏิบัติการศปก.ทบ.ดูแลงานศปก.ทบ. ด้านชายแดนทุกกองทัพภาค

ก่อนที่ในปี 2554 ซึ่งเหตุการณ์สู้รบกับกัมพูชา พล.อ.เฉลิมพล ก็ประสานงานการใช้กำลังของทบ.ในเหตุการณ์นั้น ก่อนหน้านั้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปี 2552 มีการปะทะกันเพราะเขมรรุกล้ำเข้ามาใกล้ปราสาทพระวิหาร ในพื้นที่ทับซ้อน

นอกจากนั้น ยังไป อยู่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ. ตาก ในยุค “บิ๊กอ้อ” พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เป็น ผบ.ม.4 รอ.เป็นผบ.กรมฝึก เมื่อครั้งที่ “บิ๊กตุ๊ด” พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ตอนเป็น แม่ทัพภาค 3 เมื่อครั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น ผบ.ทบ.

เรียกได้ว่า พล.อ.เฉลิมพลเป็นนายทหาร ที่ครบเครื่อง และเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ทว่า ใน อีก 3 เดือนข้างหน้า อะไรก็เกิดขึ้นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...