โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รมว.ต่างประเทศย้ำฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ปัญหาชายแดนผ่านโซเชียล ยันชี้แจงให้โลกรับรู้ตลอด

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 04.42 น.
ภาพไฮไลต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำฝ่ายไทยใช้ช่องทางทางการสื่อสารปัญหาชายแดน-ไม่ตอบโต้ผ่านโซเชียล ยืนยันมีการชี้แจงต่อประชาคมโลกโดยตลอด ขอประชาชนมั่นใจรัฐบาลปกป้องอธิปไตยแน่นอน

วันที่ 3 ก.ค. 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความตึงเครียดลดลงในระดับหนึ่ง ไม่มีการปะทะกัน แต่มีบ้างจากการคงกำลังและอาวุธบริเวณชายแดน ซึ่งรัฐบาลไทยอยากเห็นการปรับลดกำลังในแนวต่าง ๆ ให้กลับไปอยู่ในช่วงที่ไทย-กัมพูชามีความสัมพันธ์กันอย่างปกติในช่วงปี 2567 เนื่องจากรัฐบาลไทยกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายมาริษยังย้ำถึงการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ตามที่มีประชาชนอยากให้ฝ่ายไทยดำเนินการแบบตาต่อตาฟันต่อฟันกับอีกฝ่ายว่า กระทรวงการต่างประเทศมีบทบาททางการ การสื่อสารต่าง ๆ จะต้องใช้ช่องทางทางการหรือช่องทางการทูตในการเจรจา หากไปติดตามจากช่องทางที่ไม่เป็นทางการ โอกาสที่จะมีความไม่เข้าใจกันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงจะต้องพูดคุยในช่องทางทางการกับฝ่ายกัมพูชา พร้อมยอมรับว่า ปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีบทบาทมาก และมีหลายมุมมองซึ่งอาจจะถูกต้องบ้างหรือผิดบ้าง แต่กระทรวงการต่างประเทศมีความเข้าใจ และมอบหมายว่าใครจะออกมาตอบโต้ประเด็นใด หรือถ้าเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการทูตก็อาจจะต้องให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยและรัฐบาลไทยไม่ต้องการตอบโต้ฝ่ายใดผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะไม่ใช่ช่องทางทางการ และจะชี้แจงผ่านช่องทางทางการเท่านั้น และขอให้ใช้วิจารณญาณด้วยว่า เมื่อมีการพูดหรือสื่อสารไปแล้วจะเกิดผลกระทบอย่างไร ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบและจริยธรรมของแต่ละคน

ไม่ตอบโต้ผ่านโซเชียล

ส่วนฝ่ายไทยสื่อสารกับเวทีโลกน้อย จนทำให้ไทยดูเป็นรองในหลาย ๆ เรื่องหรือไม่นั้น นายมาริษย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศทั้งตนและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้สื่อสารกับประชาคมโลก สังคมไทย และทุกฝ่ายในช่องทางการทูตมาอย่างต่อเนื่องกับนานาประเทศ ถึงจุดยืน ความประสงค์ และความถูกต้อง ตามที่ประเทศทั้งสองมีพันธกรณีที่จะต้องมาแก้ไขปัญหาโดยการเจรจาสองฝ่าย จึงเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความสำคัญกับการเจรจาในกรอบทวิภาคีโดยเร็วต่อไป แต่การใช้โซเชียลมีเดียเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าเกิดผลกระทบก็ควรรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้น และต้องพิจารณาว่าจะต้องตอบโต้ในขั้นใด รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศจะต้องรักษาช่องทางทางการ และเลือกประเด็นการตอบโต้เพื่อไม่ให้ลำบากต่อการเจรจาในอนาคต

ขอปชช.มั่นใจปกป้องอธิปไตย

นายมาริษยังกล่าวถึงการเจรจาเส้นเขตแดนว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่มีใครต้องการให้ประเทศสูญเสียอธิปไตย จึงเป็นการยากและต้องใช้เวลาในการถกเถียง พร้อมตอกย้ำและยืนยันว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยแน่นอน จึงขอให้สังคมมั่นใจ และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น จะต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความสูญเสีย และทำให้ประชาชนบริเวณชายแดนได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติและสงบสุข หลีกเลี่ยงผลกระทบจากความตึงเครียด

ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามนำข้อพิพาทพื้นที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลกนั้น นายมาริษย้ำว่า ประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศมหาอำนาจ ไม่ได้รับเขตอำนาจศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2503 ดังนั้น ศาลโลกจึงไม่มีอำนาจพิจารณาในเรื่องนี้และด้านอื่น ๆ อย่างแน่นอน จึงไม่ได้กังวลใด ๆ แต่กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามเพื่อเตรียมความพร้อม พร้อมย้ำว่า การประชุมคณะกรรมาธิการ JBC เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จในการวางกรอบการทำงานด้านเทคนิคของเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายในการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลไกทวิภาคียังสามารถทำงานต่อไปได้ และสร้างความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเขตแดน

ส่วนกรณีที่ผู้นำกัมพูชาได้กล่าวในลักษณะเรียกร้องและอยากจะเห็นการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทยว่า กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การแสดงความเห็นของผู้นำกัมพูชาในเรื่องนี้ ที่กระทำผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มีเนื้อหาแทรกแซงกิจการภายในของไทย อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรอาเซียน กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จึงได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ มุ่งสื่อสารกับประชาคมโลกในช่องทางที่เหมาะสมถึงการกระทำดังกล่าวที่ไม่ถูกต้อง และไม่ปรารถนาให้ตอบโต้กันในสื่อสังคมออนไลน์ตามที่เป็นกระแส เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างกัน

ย้ำทวิภาคียังใช้ได้

นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงกรณีที่มีผู้ที่มอง MOU43 ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา เสี่ยงเสียดินแดนและอธิปไตยว่า MOU43 ยังเป็นกลไกทวิภาคีที่ยังได้ใช้ และเป็นพันธะกรณีต่อทั้ง 2 ฝ่ายที่ต้องดำเนินการ เนื่องจากเป็นสนธิสัญญาอย่างหนึ่งที่ทำขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งคู่สัญญาจะต้องปฏิบัติตามที่สัญญาไว้ และย้ำว่า ใน MOU43 กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการ JBC ไทย-กัมพูชา ซึ่ง JBC สามารถกำหนดประเด็นเร่งด่วนในการเจรจาได้ และหากฝ่ายกัมพูชาเห็นว่า 4 พื้นที่เป็นข้อกังวล ก็สามารถนำมาเร่งกระบวนการปักปันเขตแดนได้ ซึ่งผลการประชุม JBC เมื่อ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ฝ่ายไทยก็สามารถดำเนินการได้สำเร็จในระดับหนึ่ง ทำให้ขณะนี้ ทราบว่าหลักเขตแดน 73 หลักที่ได้ดำเนินการมากว่า 100 ปี อยู่ในจุดใดบ้าง และมีจุดใดที่เห็นตรงกันหรือขัดแย้งกัน พร้อมยังตกลงที่จะใช้โดรนในการจัดทำแผนที่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการปักปันเขตแดน และทั้ง 2 ฝ่ายจะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่จะไปเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ รวมถึงการระงับข้อพิพาท-ความตึงเครียดต่าง ๆ ก็จะต้องดำเนินการอย่างสันติผ่านการเจรจาทวิภาคี 2 ฝ่าย

อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ยังย้ำว่า MOU43 เป็นการตีกรอบการเจรจา และการดำเนินการเพื่อให้เกิดแผนที่ที่มีความชัดเจน ไม่ได้ทำให้เสียดินแดนใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งแผนที่ที่ได้ก็จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอต่อรัฐสภาพิจารณา

ส่วนกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุฝ่ายไทยยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 ของกัมพูชานั้น อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ย้ำว่า การประชุม JBC ไม่มีประเด็นดังกล่าวในการหารือ ซึ่งฝ่ายไทยก็แปลกใจ เหตุใดจึงมีการสื่อสารในลักษณะนี้ออกมา แต่ก็มองเป็นเทคนิคของฝ่ายหนึ่งในการส่งสัญญาณผิด ๆ ต่อมวลชนภายในของอีกฝ่าย พร้อมย้ำว่า เป้าหมายสุดท้ายคือการเกิดแผนที่ร่วมของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสก็พร้อมสนับสนุนเอกสารเพิ่มเติม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รมว.ต่างประเทศย้ำฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ปัญหาชายแดนผ่านโซเชียล ยันชี้แจงให้โลกรับรู้ตลอด

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...