โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อ "มาม่า - ไวไว" ถือส่วนแบ่งตลาดร่วมกัน 70% จับมือเขย่า "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"

PPTV HD 36

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 14.07 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 13.40 น.
จะเกิดอะไรขึ้น! 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง

เรียกความสงสัยได้ทั้งโลกออนไลน์ หลังจาก “มาม่า” เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของตัวเองในเฟซบุ๊ก Mamalover กลายเป็นแบรนด์คู่แข่งอย่าง “ไวไว” พร้อมระบุข้อความชวนฉงน #แวะกินยี่ห้ออื่นบ้างนะงับ

เป็นจุดเริ่มต้นของไวรัลที่ไม่เพียงแต่ผู้บริโภคจะหาคำตอบกันอย่างกว้างขวาง และทำให้เพจเฟซบุ๊กแบรนด์ต่างๆ เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก ซึ่งรวมถึง “ไวไว” ด้วยเช่นกัน ที่เข้ามาโพสต์ข้อความว่า “ว้าวมากฮะ ว้าวกว่านี้ ก็ต้องวันที่ 12 มิย.68 แล้ววว แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้ค่ะ”

เมื่อส่องความเคลื่อนไหวอีกเพจ Waiwai ซึ่งเป็นของ “ไวไว” ก็อาจจะพบคำตอบว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยกำลังจะมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ และเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดถึงกำลังจะเกิดขึ้นกับปรากฎการณ์ “ไวไว x มาม่า”

ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน “ไวไว” เพิ่งเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของตัวเองเป็น โลโก้ของ “ไวไว WOW” พร้อมติดแฮชแท็ก #ไวไวว้าว #ถึงเครื่องจนต้นตำรับต้องร้องว้าว ก่อนที่วันเดียวกันนี้จะปล่อยแคมเปญรัวๆ ทั้งภาพซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ติดธงชาติเกาหลีใต้ และ ธงชาติญี่ปุ่น รวมไปถึงคลิปวิดีโอ “สูตรลับความว้าว”

ต่อมา ทุกอย่างจะถูกเฉลยผ่านเพจเฟซบุ๊กของ “ไวไว” ที่มีการโพสต์ภาพโลโก้ของ “ไวไว WOW” กับ “มาม่า OK” พร้อมข้อความ เตรียมพบกับความหลากหลายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บทวิเคราะห์โดยวิจัยกรุงศรี พบว่า ปี 2564 อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีมูลค่ามากถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งการแข่งขันภายในประเทศค่อนข้างรุนแรงจากกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ 3 ราย ที่มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันถึง 86.7% ของมูลค่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทย

  • มาม่า - บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ มีส่วนแบ่งตลาด 47.6%
  • ไวไว - บจก.โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย มีส่วนแบ่งตลาด 23.7%
  • ยำยำ - บจก.วันไทยอุตสาหกรรมอาหาร มีส่วนแบ่งตลาด 15.4%

หากอ้างอิงตามข้อมูลนี้ การเคลื่อนไหวของ “ไวไว x มาม่า” จะเป็นการขยับพร้อมกัน 2 ยักษ์ใหญ่ที่ถือส่วนแบ่งตลาดมากถึง 70% ของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บทวิเคราะห์โดยวิจัยกรุงศรี ระบุถึงข้อมูลปี 2565 พบว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขยายตัวได้ดีในภาวะที่กำลังซื้อซบเซา เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาถูก และใช้บริโภคทดแทนได้ในยามขาดแคลนอาหารสด อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรสชาติที่หลากหลายและแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 142.2 พันตัน คิดเป็น 61.6% ของปริมาณจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมด

สอดคล้องกับการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยที่มีปริมาณเป็นอันดับ 9 ของโลกด้วยจำนวน 3.87 พันล้านหน่วยบริโภค และมีอัตราการบริโภค 54.0 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี อยู่อันดับ 3 ของโลกร่วมกับเนปาล รองจากเวียดนาม เกาหลีใต้ และเทียบกับการบริโภคเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 15.2 หน่วยบริโภคต่อคนต่อปี

ส่วนการแข่งขันด้านราคาและปริมาณในประเทศค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบซองเนื่องจากเป็นสินค้าจานด่วนที่เน้นการใช้กลยุทธ์ด้านราคา และแข่งขันพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ เพื่อจูงใจผู้บริโภค โดยเน้นกลุ่มระดับรายได้ปานกลางถึงล่าง ซึ่งกำลังซื้อยังไม่สูง โดยปัจจุบันผู้ผลิตมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่กำลังซื้อสูงขึ้น โดยการออกสินค้ารสชาติใหม่ที่เน้นคุณภาพของวัตถุดิบ (Premium Instant Noodles) พร้อมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อดูในมุมของยอดขายของ 2 ยักษ์ใหญ่ จากภาพรวมผลประกอบการเมื่อปี 2567 พบว่า

“มาม่า” ที่อยู่ในร่มของ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) แจ้งผลการดำเนินงานปี 2567 ในหมวดของบะหมี่และอาหารกึ่งสำเร็จรูป มีรายได้จากการขายทั้งในและนอกประเทศ รวม 18,940.93 ล้านบาท

แบ่งเป็น รายได้จากการขายในประเทศ 12,487.96 ล้านบาท โดยมีการเติบโตของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 7.71% ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “มาม่า OK” ประกอบกับการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรสชาติดั้งเดิมมียอดขายเพิ่มขึ้นได้

ส่วนการส่งออกต่างประเทศ ทำรายได้ 6,452.97 ล้านบาท เป็นการเติบโตในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงถึง 24.65% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายของบริษัทย่อยในประเทศเมียนมา

ส่งผลให้ในปี 2567 ภาพรวมบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 4,481.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 704.17 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.64% เมื่อเทียบกับปี 2566

ด้าน “ไวไว” ของ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด มีผลิตภัณฑ์เรือธง คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ เส้นหมี่อบแห้ง ซึ่งในปี 2567 แจ้งมีรายได้รวม 8,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12.53% โดยในส่วนนี้ แจ้งเป็นกำไรสุทธิ 1,114.79 ล้านบาท

ทั้งหมดเป็นภาพรวมของตลาดที่ฉายสะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่ของ 2 ยักษ์ในตลาดบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง “ไวไว – มาม่า” ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 70%

การเคลื่อนไหวร่วมกันครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าจับดูตาว่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้บริโภคอย่างไร และสร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งตลาดได้มากน้อยแค่ไหน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แข่งเดือดสงครามราคา "บุฟเฟต์หม้อสุกี้" ตี๋น้อย VS เอ็มเค

เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงาน หลังผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มเลี่ยงจ้างงาน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ "มาม่า - ไวไว" ถือส่วนแบ่งตลาดร่วมกัน 70% จับมือเขย่า "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...