โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

EXCLUSIVE: เบื้องหลังเวที UNSC เปิดใจ ‘เชิดชาย ใช้ไววิทย์’ กับภารกิจชี้แจงโลก สู้ด้วยความจริง

THE STANDARD

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 06.07 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 06.05 น. • thestandard.co
EXCLUSIVE: เบื้องหลังเวที UNSC เปิดใจ ‘เชิดชาย ใช้ไววิทย์’ กับภารกิจชี้แจงโลก สู้ด้วยความจริง

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทั่วโลกจับตามอง การประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แบบฉุกเฉิน กลายเป็นเวทีสำคัญที่ทุกถ้อยแถลงมีความหมายอย่างยิ่งยวด เบื้องหลังคือการทำงานของ ‘ทีมประเทศไทย’ ที่นำโดย เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

THE STANDARD มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ เอกอัครราชทูต เชิดชาย ใช้ไววิทย์ โดย ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน ตั้งแต่วินาทีแรกที่ทราบข่าว การวางยุทธศาสตร์ทางการทูต การเตรียมแถลงการณ์ที่สะท้อนทั้งข้อเท็จจริงและหัวใจของคนไทย ไปจนถึงบรรยากาศจริงในห้องประชุมที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน

เรียบเรียงบทสัมภาษณ์ (ถาม-ตอบ)

ณัฏฐา โกมลวาทิน (THE STANDARD): ย้อนกลับไปวินาทีแรกที่ทราบว่ากัมพูชายื่นขอให้เปิดประชุมฉุกเฉิน UNSC ทีมประเทศไทยมีปฏิกิริยาอย่างไร และเตรียมการรับมืออย่างไรบ้างคะ

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: ผมเห็นหนังสือของฝ่ายกัมพูชาประมาณตี 3 ของนิวยอร์ก สิ่งที่ผมสังเกตคือ ทำไมฝ่ายกัมพูชาถึงสามารถออกหนังสือถึงประธาน UNSC ได้รวดเร็วมากภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังเหตุปะทะ (24 กรกฎาคม)

ในส่วนของเรา ผมได้หารือกับท่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ตีหนึ่งของคืนเดียวกัน ซึ่งผมได้รับแนวทางชัดเจนว่า ต้องเตรียมทำหนังสือชี้แจงทันที ทั้งนี้ข้อเท็จจริงคือเราไม่ได้เป็นฝ่ายโจมตีเขาก่อน และเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ สิ่งสำคัญนั้นคือเราต้องรวบรวมข้อมูลให้รอบด้านก่อน

เช้าวันนั้นผมรีบนัดหมายไปพบประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อบรีฟสถานการณ์เบื้องต้นให้เขาทราบ ก่อนที่หนังสือทางการของไทยจะตามมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา สรุปก็คือหนังสือของเรากับของกัมพูชา ก็มีไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่การประชุมแบบปิด (Private Meeting) ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์แบบนี้เพื่อไม่ให้การชี้แจงข้อมูลกลายเป็นการโต้วาทีออกสื่อ

ณัฏฐา โกมลวาทิน: มีข้อสังเกตจากในไทยว่าเรา “ช้าไป” หรือ “ตามเกม” กัมพูชาหรือไม่ ในการยื่นหนังสือถึง UNSC

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: ผมคิดว่าเรื่องช้าหรือไม่ช้าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ข้อเท็จจริงคือเราไม่สามารถเขียนหนังสือได้ใน 10 นาทีหลังเกิดเหตุ เพราะเราไม่มีข้อมูลในมือและต้องตรวจสอบข้อกฎหมาย เราไม่ทราบล่วงหน้าว่ากัมพูชาจะโจมตีเรา แต่ผมเชื่อว่าหนังสือที่เราเขียนออกไปนั้น ข้อมูลครอบคลุม ชัดเจน ตรงประเด็น และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทุกคำพูด ซึ่งเป็นปกติที่จะต้องใช้เวลา

ในวันนั้น (24 กรกฎาคม) เรามีหนังสือถึง 3 ฉบับ (กัมพูชามี 2 ฉบับ) จะเห็นได้ว่า ฉบับแรกของเราถึงประธาน UNSC, ฉบับที่สองเวียนคณะทูต และฉบับที่สามซึ่งกัมพูชาไม่ได้ทำ คือเราทำหนังสือตรงถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อร้องเรียนเรื่องที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ซึ่งเราทำเร็วกว่าขั้นตอนปกติด้วยซ้ำ แต่หนังสือฉบับนี้ก็ช่วยเป็นใบเบิกทางให้ผมได้เข้าพบท่านเลขาฯ เพื่ออธิบายสถานการณ์ทั้งหมดและแสดงหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนไทยในวันนั้นเลย ซึ่งนี่คือการทำงานเชิงรุกของเรา

ณัฏฐา โกมลวาทิน: ในการร่างแถลงการณ์ 6 ข้อที่ท่านทูตนำไปกล่าวในที่ประชุม มีการวางยุทธศาสตร์และตัดสินใจเลือกใช้คำอย่าง Inhuman หรือ Indiscriminate อย่างไรบ้าง และมีการล็อบบี้ชาติสมาชิกก่อนหรือไม่

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: การร่าง Statement เป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมของนิวยอร์กและกรุงเทพฯ เราต้องการให้รัดกุม แม่นยำ และอยู่บนข้อเท็จจริงที่สุด ผมแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ

  • เปิดประเด็น: เราต้องพูดให้ชัดเจนว่า “ประชาชนกัมพูชาไม่ใช่ศัตรูของไทย” เราคือบ้านพี่เมืองน้อง เราช่วยเหลือเขามาตลอดตั้งแต่สงครามกลางเมืองจนเข้าอาเซียน เพื่อนบ้านอาจมีความขัดแย้งกันได้ แต่การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ผิดและเรารับไม่ได้
  • ข้อเท็จจริง (Fact): เราให้ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องเคลียร์ 2 ประเด็นคือ หนึ่ง เราไม่ได้เริ่มก่อน และ สอง กัมพูชายิงจรวดเข้ามาโดยไม่เลือกเป้าหมาย (Indiscriminate) ผมย้ำคำนี้ 4 ครั้งเพื่อเน้นว่าการกระทำแบบนี้ผิดหลักการสากล ทำให้พลเรือนเราเสียชีวิต บาดเจ็บ และไร้บ้าน จนนำไปสู่การประณามอย่างรุนแรงที่สุดในการกระทำของกัมพูชา
  • การปฏิบัติการของไทยและข้อเรียกร้อง: เราชี้แจงว่าการตอบโต้ของเราเป็นไปตามหลักการ ไม่ได้กระทบเขาพระวิหาร และเราเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์และกลับสู่โต๊ะเจรจาด้วยความจริงใจ

คุณจะเห็นว่าข้อเรียกร้องเราต่างจากกัมพูชาที่ขอให้ UNSC เข้ามาจัดการ ออกข้อมติหยุดยิง และส่งเรื่องไปศาลโลก ซึ่งไม่มีชาติสมาชิกใดตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาเลย แต่ทุกคนสนับสนุนให้ใช้กลไกทวิภาคีและอาเซียน

ณัฏฐา โกมลวาทิน: บรรยากาศในห้องประชุมเป็นอย่างไรบ้าง และการที่เราได้พูดเป็นลำดับที่สองส่งผลอย่างไร

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: การประชุมเริ่มจากทีมของท่านเลขาฯ บรีฟข้อมูลภาพรวมก่อน ซึ่ง 60-70% เป็นข้อมูลที่เราให้ท่านเลขาฯ ไปก่อนหน้านี้ จากนั้นกัมพูชาในฐานะผู้ร้องขอได้พูดก่อน ซึ่งผมก็คิดว่าดีที่เขาพูดก่อน เพราะทำให้ผมรู้ว่าเขาจะพูดอะไร และผมสามารถปรับแก้ เพิ่มเติมเนื้อหาในแถลงการณ์ของเราเพื่อตอบโต้ประเด็นของเขาได้ทันที

หลังจากผมพูดจบ ประธานก็เปิดให้สมาชิกทั้ง 15 ประเทศแสดงความเห็น ซึ่งทุกประเทศมีแถลงการณ์ย้ำให้แก้ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีและอาเซียน การที่เราได้พูดเป็นคนที่สอง ทำให้ข้อมูลของเรายังสดใหม่ในใจของผู้ฟัง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราตัดสินใจแสดงภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนไทยในที่ประชุม

ณัฏฐา โกมลวาทิน: การแสดงภาพในที่ประชุมเป็นส่วนหนึ่งของแผนหรือไม่ และมีช่วงไหนที่สะเทือนใจเป็นพิเศษบ้าง

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: ผมขยายภาพความเสียหายและชูให้ทุกคนเห็น ทั้งนี้ตอนที่ผมกำลังจะพูดถึงผลกระทบต่อพลเรือน ผมได้ repeat คำพูดของทูตกัมพูชาที่พูดก่อนหน้าว่า “Don’t look away” ผมจึงบอกที่ประชุมเหมือนกันว่า “Don’t look away” จากภาพที่ผมกำลังจะแสดง เพราะมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการกระทำของกัมพูชา โดยวินาทีนั้นทั้งห้องเงียบสนิท ทุกคนโฟกัสมาที่เรา

มีประเด็นหนึ่งที่ผมตัดสินใจพูดโดยไม่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าใน Statement คือ เรื่องราวของครอบครัว แม่และลูก 2 คน ที่เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อ ณ วินาทีนั้นผมสะเทือนใจมากจนพูดแทบไม่ออก มันเป็นช่วงเวลาที่นานมากในห้องประชุม และผมเชื่อว่าความรู้สึกนั้นได้ส่งไปถึงทุกคนในห้อง เพราะหลังจากนั้นสมาชิกมากกว่าครึ่งได้เพิ่มประเด็นเรื่องผลกระทบต่อพลเรือนเข้าไปในแถลงการณ์ของพวกเขาหลังจากที่ได้รับฟัง Statement ของเรา

ณัฏฐา โกมลวาทิน: ในเวทีการทูตที่กัมพูชามักใช้ Narrative ว่าเป็น “ประเทศเล็กถูกรังแก” เราจะสื่อสาร Narrative ของไทยอย่างไร และการประชุมครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของไทยหรือไม่

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: ผมไม่คิดว่าเราผูกตัวเองกับ Narrative เล็กหรือใหญ่ ประเทศไทยอาจไม่เพอร์เฟกต์ แต่สิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดคือ “ประเทศไทยไม่เคยคิดร้ายกับใคร” และ “ใจกว้างที่สุดในโลก” เราช่วยเหลือทุกคนเพราะอยากเห็นโลกดีขึ้น วันที่ผมพูดในที่ประชุม ผมไม่ต้องฝืนตัวเองเลยเพราะทุกคำพูดคือความจริง คือคาแรกเตอร์ของไทย และผมพูดในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่สะท้อนความรู้สึกของคนทั้งชาติ

ส่วนเรื่องแพ้ชนะ ผมคิดว่าสงครามและความรุนแรงมีแต่ผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ ตั้งแต่เสียงปืนนัดแรกไทยและกัมพูชาก็สูญเสีย ผมไม่ได้มองว่าความสำเร็จของไทยในการประชุมขึ้นอยู่กับว่าที่ประชุมจะต้องมีมติออกมาหรือไม่ และเป็นคุณกับใคร ถึงจะเรียกว่าสำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือ ไทยได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว และเราสำเร็จในการทำให้ทุกคนในที่ประชุมตั้งใจฟังทุกคำพูดของเรา และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำคือการทำงานเป็นทีมเพื่อปกป้องประเทศไทย

ณัฏฐา โกมลวาทิน: ก้าวต่อไป (What’s next) หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

เชิดชาย ใช้ไววิทย์: ขณะที่เราคุยกันอยู่ ท่านเลขาธิการ UN ได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยและประณามความรุนแรงที่เกิดกับประชาชน ซึ่งสะท้อนข้อมูลที่เราได้นำเสนอไป แสดงว่าเขาเข้าใจสถานการณ์จากสิ่งที่เราชี้แจง ส่วนเรื่องแนวทางต่อไปยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

แฟ้มภาพ: ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD 11 มิ.ย. 2568 ที่กรุงเทพฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...