โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลท.เร่งปฏิรูปใหญ่! รับมือพายุตลาดทุน ดันกฎหมายใหม่–ควบรวม SME สู่การเติบโตยั่งยืน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 02.58 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 04.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สถานการณ์ตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญกับแรงกดดันอย่างรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนดัชนี SET Index หลุดระดับ 1,200 จุด สะท้อนถึงภาวะความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตของตลาดทุนไทย

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อธิบายว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือน “พายุหลายลูก” ที่พัดกระหน่ำตลาดพร้อมกัน ทั้งในรูปของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งระหว่างฮามาส-อิสราเอล รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงินระหว่างประเทศ ที่มีความเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์สลับทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่น หุ้นขึ้น ทองลง หรือในทางกลับกัน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรง แม้ว่าตัวเลข GDP ล่าสุดจะมีการฟื้นตัวบางส่วนจากภาคการส่งออก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับลดลง และกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนรวม

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ยังระบุว่าที่ผ่านมา ตลท. เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การทำ Short Selling, การซื้อขายความถี่สูง (High Frequency Trading - HFT) และการใช้ระบบอัตโนมัติ (Robot Trading) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อผู้ลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ซึ่ง ตลท. ได้เริ่มแก้ไขแล้ว เช่น การจำกัด Short Sell เฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 และเตรียมเปิดระบบ Co-location เพื่อให้รายย่อยเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกับผู้ใช้ Robot Trading คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส 2 หรือ 3 ของปีนี้

ในด้านนโยบายเชิงรุก ตลท.กำลังเร่งหาทางสร้าง “ดาวเด่นใหม่” ให้กับตลาด โดยมุ่งหวังดึงบริษัทกลุ่ม New Economy เช่น ธุรกิจด้าน Health Tech, AI หรือการแพทย์ มาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ร่วมกับบริษัทต่างชาติที่มีศักยภาพ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการตั้งตลาดใหม่ พร้อมหารือร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งคาดว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับควบคู่กัน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเสนอแก้ไขกฎหมายการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) โดยปัจจุบันบริษัทที่ซื้อหุ้นคืนจะต้องขายภายใน 2 ปี และต้องประกาศความประสงค์ล่วงหน้า แม้ไม่มีแผนจะขายจริง รวมถึงต้องรอ 6 เดือนหลังซื้อครบตามสัดส่วนก่อนซื้อรอบใหม่ได้ ซึ่งตามกฎหมายใหม่ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน จะยกเว้นเงื่อนไขเหล่านี้ทั้งหมด โดยบริษัทสามารถซื้อคืนได้บ่อยขึ้น ไม่ต้องรอเวลา และสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บไว้หรือลดทุน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัท

นอกจากนี้ ตลท. ยังได้เปิดตัว “โครงการ Jump Plus” เพื่อช่วยให้บริษัทขนาดกลางและเล็กสามารถเข้าสู่เรดาร์ของนักลงทุน ผ่านการนำเสนอ Performance และแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3-6 เดือนต่อบริษัท โครงการนี้มุ่งหวังให้บริษัทมี “Story” ที่น่าสนใจและมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์สำหรับตลาดทุน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ยังระบุอีกว่า ตลท.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำ “สินทรัพย์ดิจิทัล” เช่น Bitcoin หรือ Token เข้ามาเทรดในตลาด เพื่อให้ผู้ลงทุนไทยมีทางเลือกภายในประเทศ โดยไม่ต้องออกไปลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ โดยมีแนวคิดจัดตั้ง “กระดานคริปโต” พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านแพลตฟอร์มให้สอดรับกับแนวโน้มการเงินโลกในอนาคต

สำหรับการแก้ไขโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ เน้นย้ำว่า มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยเสนอแนวคิดการออกกฎหมายแบบ “Omnibus Act” เพื่อรวมการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้แก่ พ.ร.บ. บริษัทมหาชน, พ.ร.บ. หลักทรัพย์, กฎของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ ให้เป็นฉบับเดียวเพื่อลดขั้นตอน และเร่งกระบวนการให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการลงทุน

ขณะเดียวกัน แนวคิด “กิโยติน” ซึ่งหมายถึงการตัดกฎหมายที่ล้าหลังหรือซ้ำซ้อนออกไป ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอาจมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การคืนภาษีให้เร็วขึ้น หรือสนับสนุนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG อย่างเป็นรูปธรรม

ในประเด็นของการจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดรอง (Secondary Listing) โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทไทยไปจดทะเบียนในตลาดฮ่องกง แม้จะสามารถสร้าง Capital Gain ได้ แต่จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain เหมือนการซื้อขายผ่านตลาดหุ้นไทย ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจลดแรงจูงใจในการลงทุนผ่านตลาดต่างประเทศ

อีกทั้งหนึ่งในแนวนโยบายสำคัญที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งผลักดันเพื่อยกระดับตลาดทุนไทย คือแนวคิด “การควบรวมธุรกิจ” หรือ Merchant Partnership ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การรวมตัวของธุรกิจขนาดเล็กที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาค ให้สามารถเติบโตและเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ไม่สามารถเติบโตเดี่ยวจนถึงระดับเข้าตลาดทุนได้ โดยมีการยกตัวอย่างธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จ เช่น “มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง” ที่กระบี่ และ “ธนพิริยะ” ที่เชียงใหม่ ซึ่งแม้จะมียอดขายสูง แต่ยังมีขนาดเล็กเกินเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์(SET)

การรวมตัวจะช่วยลดต้นทุนผ่านการรวมศูนย์บริการหลังบ้าน เช่น บัญชี ภาษี และคลังสินค้า ให้ผู้ประกอบการโฟกัสด้านตลาดและนวัตกรรม พร้อมเปิดโอกาสในการเข้าตลาดทุนในระยะยาว ทั้งยังส่งเสริมแนวคิด “แบ่งการรวย” สู่เศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม แม้จะมีข้อท้าทายด้านทัศนคติผู้ประกอบการที่ยังยึดการบริหารแบบอิสระ

แนวทางนี้ยังครอบคลุมถึงบริษัทสตาร์ทอัพ ธุรกิจ Spin-off จากมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนบริษัทที่อยู่ในพอร์ตของกองทุนภาครัฐและเอกชน เช่น ปตท. และปูนซิเมนต์ไทย โดยอาจรวมเป็นกองทุนร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน ถือเป็นกลไกเชิงรุกที่รัฐคาดว่าจะช่วยยกระดับ SME ไทยให้แข่งขันได้ในระดับประเทศและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านตลาดทุนไทยในอนาคต.

แน่นอนว่าช่วงนี้ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เผชิญความท้าทายหลายด้าน และตลาดหลักทรัพย์กำลังพยายามแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในกลุ่ม New Economy และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ควรปรับตัว ศึกษาข้อมูล และตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ พร้อมแนะนำให้กระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยอาจเลือกลงทุนในหุ้นไทยดีๆ ควบคู่ไปกับการลงทุนในกองทุนหรือหุ้นต่างประเทศ เพื่อช่วยเฉลี่ยผลตอบแทน และเน้นว่าการลงทุนระยะยาว โดยการค่อยๆ เก็บหุ้นที่ดีและได้เงินปันผลที่ดีก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...