โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รักษามะเร็งด้วยเครื่องโปรตรอน ความหวังของวงการแพทย์ไทย

Amarin TV

เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 16.27 น.
รักษามะเร็งด้วยเครื่องโปรตรอน ประเทศไทยมีแห่งเดียวคือศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา ร.พ.จุฬาลงกรณ์

โรคมะเร็งเป็นเรื่องใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ครอบครัวไหน ในกลุ่มสังคมไหนก็ตามที

จากข้อมูลที่เผยแพร่ในวันมะเร็งโลก 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมาพบว่า แต่ละปีโรคมะเร็งคร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 8 ล้านคนต่อปี จำนวนนี้ใกล้เคียงกับตัวเลขประชากรทั้งประเทศของ สปป.ลาว ปารากวัยและเซียร์ราลีโอนเลย

ส่วนในประเทศไทยนั้น มะเร็งก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆเกือบ 7 หมื่นคนต่อปี หรือ เฉลี่ย 8 คนต่อชั่วโมง มีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นปีละนับแสนคน

ที่น่ากังวลคือ คนไทยเป็นมะเร็งปอดกันเพิ่มมากขึ้น พบได้ทั้งคนที่สูบบุหรี่และคนที่ไม่สูบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เหมือนภัยร้ายใกล้ตัวที่มองไม่เห็น เช่นเดียวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบเพิ่มมากขึ้นในทั้งเพศหญิงและชาย ซึ่งอาจเกิดจากวิถีชีวิตทั้งการรับประทานอาหาร ความเครียดและขาดการออกกำลังกาย

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว นอกจากจะต้องใช้พลังตั้งสติกันทั้งตัวผู้ป่วยและคนรอบข้างแล้ว สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการวางแผนการรักษาไปพร้อมกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้จ่าย เป็นเรื่องที่ได้ยินกันบ่อยที่เราได้ยินคนพูดกันว่า “ขายบ้าน ขายสมบัติเพื่อรักษาตัว” ในทางการแพทย์จะทราบกันดีกับคำศัพท์การล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลทางการแพทย์ (Catastrophic health expenditure) ถ้าใครที่มีประกันสุขภาพเอาไว้ก็พอจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีและต้องการออกเงินรักษาเองนอกเหนือจากสิทธิหลักประกันที่มี (Out-of-pocket) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายของค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

สิทธิการรักษาพยาบาลในประเทศไทยครอบคลุมชีวิตคนไทยทุกคนทั้งสิทธิเบิกของข้าราชการโดยเบิกจากกรมบัญชีกลาง สิทธิประกันสังคมโดยกองทุนประกันสังคมและสิทธิบัตรทองโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งรูปแบบการรักษาแตกต่างกันออกไปตามสถานพยาบาลรวมทั้งสิทธิที่มีอยู่

ส่วนรักษาหายหรือไม่หาย ก็เป็นอีกเรื่อง

ลำดับขั้นของการรักษาจะเป็นไปตามกระบวนการและความเห็นของแพทย์ผู้รักษา ตั้งแต่การผ่าตัด การฉายแสง การทำเคมีบำบัด ไปจนถึงการใช้ยาแบบมุ่งเป้า แต่ละรูปแบบมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไป ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถของแพทย์หลายแผนกในการรักษาผู้ป่วยหนึ่งราย การทำงานจึงไม่ง่ายเลย

สิ่งที่น่าทึ่งคือความพยายามที่ไม่ลดละของวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งมิติของการป้องกันและการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไปหลายปีก่อนหน้านี้ เมื่อพูดถึงการใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ถือเป็นเรื่องใหม่ที่สร้างความตื่นตะลึง เป็นความหวังว่ายาเหล่านี้จะเข้าไปจัดการมะเร็งได้ดั่งใจ จนเมื่อผ่านมาสักระยะก็พบว่าเรายังอยู่ในจุดที่ยังห่างไกลจากภาพอุดมคติไปพอควร มะเร็งเองก็พัฒนาและกลายเพันธุ์เพื่อเอาตัวรอดในร่างกายของคน การพัฒนาหนทางรักษาก็ยังต้องทำต่อไป

เมื่อไม่หยุดพัฒนา ก็จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การรักษามะเร็งด้วยเครื่องฉายรังสีอนุภาคโปรตรอน (Proton Beam Therapy) ถือเป็นเครื่องมือที่แม่นยำที่สุดในการรักษาโรคมะเร็งที่อวัยวะสำคัญโดยมีจุดเด่นคือการรักษาที่ตรงจุดและลดภาวะแทรกซ้อนรังสีได้เป็นอย่างดี มีหลักการที่ผู้เขียนจะขออธิบายตามประสาคนไม่ได้เรียนหมอมาว่า เป็นการเร่งอนุภาคโปรตรอนที่มีขนาดเล็กสุดๆ ให้เร็วถึง 2 แสนกิโลเมตรต่อวินาที (เกือบเท่าความเร็วแสง) แล้วส่งอนุภาคนั้นไปที่เครื่องฉายรังสียิงตรงไปที่ก้อนมะเร็งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งทุกอย่างจะถูกคำนวณโดยนักฟิสิกส์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้ไม่เกิดผลกระทบกับอวัยวะในร่างกายหรือเกิดน้อยที่สุดและส่งพลังงานสูงสุดไปที่ชิ้นเนื้อร้ายโดยตรง จะแตกต่างการการฉายรังสีเอ็กซ์แบบที่คนทั่วไปคุ้นเคย ซึ่งอวัยวะส่วนอื่นตั้งแต่ผิวหนังและจุดที่ลึกลงไปจะบาดเจ็บไปด้วย แต่อนุภาคโปรตอนจะขนาดเล็กกว่ามากและไปจัดการเฉพาะจุดที่ตั้งเป้าเอาไว้เท่านั้น ยิงเข้าไปและหยุดอยู่ที่จุดเป้าหมายเท่านั้น ความคลาดเคลื่อนแทบจะเป็นศูนย์

เครื่องที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ใช้คือ Varian ProBeam โดย Varian บริษัทลูกของ Siemens

เทคโนโลยีนี้ใช้กันแพร่หลายสำหรับการรักษามะเร็งในเด็กและมะเร็งในจุดที่สำคัญและบริเวณที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ทั้งสมอง ไขสันหลัง ตับ บริเวณศรีษะและลำคอ อาจมีการผ่าตัดชิ้นเนื้อออกภายหลังเมื่อขนาดเล็กลงแล้วในบางกรณี ขึ้นกับแนวทางการรักษาของแพทย์

ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีสถานพยาลที่รักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยอนุภาคโปรครอนเพียงแห่งเดียวคือศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยงบประมาณในการติดตั้งและพัฒนาสูงถึง 1.2 พันล้านบาทและค่าบำรุงรักษาปีละไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท เป็นหมุดหมายสำคัญของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในไทยให้ทัดเทียมกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

คนสำคัญที่ต้องให้เครดิตและถือเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญคือ รศ.นพ.ชลเกียรติ ขอประเสริฐ หัวหน้าศูนย์โปรตรอนฯ และนายกสมาคมรังสังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย ที่อยู่กับโครงการนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นจนปัจจุบันนี้สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยอนุภาคโปรครอนถึงวันละ 20-25 ราย แต่ละรายต้องเข้ารับการรักษาเฉลี่ย 10 ครั้ง โดยผู้ป่วยทั่วไปจะรับการรักษาประมาณ 5 ครั้ง ส่วนผู้ป่วยเด็ก จะรับการรักษาประมาณ 30 ครั้ง

เครื่องฉายรังสีอนุภาคโปรตรอนที่โรงพยาบาลจุฬาฯทำงานทุกวันตั้งแต่เช้าตรู่ยันค่ำ ได้หยุดพักวันเดียวก็คือวันอาทิตย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่อง

การรักษารูปแบบนี้ถือเป็นแสงสว่างให้กับผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์กับโรค ช่วยรักษาอย่างตรงจุด ผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ประมาณ 1-2 ล้านบาทต่อคนและต้องได้รับความเห็นจากแพทย์ว่าสมควรได้รับการรักษารูปแบบนี้ก่อนจึงจะทำได้ ไม่ใช่ว่าตรวจพบโรคและจะขอใช้เครื่องอนุภาคโปรตรอนได้เลย

ผู้เขียนเองก็เพิ่งมีโอกาสไปดูงานกับหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์รุ่น 2 (ปนพ.2) โดยสถาบันมหิตลาธิเบศรและสถาบันพระปกเกล้าที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเข้าเยี่ยมชมเครื่องฉายรังสีอนุภาคโปรตรอนที่ Ruijin Hospital โรงเรียนแพทย์ชั้นนำ ก่อตั้งมาเกือบ 120 ปี ได้เห็นความตั้งใจของฝั่งโลกตะวันออกในการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ของคนจีนขึ้นมาเพื่อให้ต้นทุนถูกลง เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

เมื่อมีการแข่งขัน คนที่ประโยชน์คือผู้บริโภค

หลักการที่เหมือนกันคือ จะมีเครื่องฉายรังสีอนุภาคโปรตรอนได้ ต้องใช้เงินทุนขนาดใหญ่ เพราะใช้พื้นที่มากเนื่องจากต้องติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคโปรตรอนขนาดใหญ่ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญ และยังต้องมีนักฟิสิกส์ทำงานร่วมกับแพทย์อีกด้วย เมื่อสถานพยาบาลจะลงทุนกับเทคโนโลยีนี้ ก็ต้องสร้างตึกและทีมดูแลโดยเฉพาะ เปรียบเสมือนการสร้างหน่วยธุรกิจใหม่ขึ้นมาเลยทีเดียว

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็ได้แต่จินตนาการว่าถ้าโรงเรียนแพทย์ของไทยทุกแห่งมีศูนย์อนุภาคโปรตรอนกันหมด จะเครื่องของฝรั่งหรือของจีนก็ตามที น่าจะช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้นพร้อมกับสร้างทีมแพทย์ นักรังสีวิทยา นักฟิสิกส์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้อีกมาก โจทย์ที่ท้าทายคืองบประมาณ ความพร้อมของบุคลากร รวมทั้งวิสัยทัศน์ของแต่ละองค์กรด้วย เมื่อถึงวันที่การใช้งานเทคโนโลยีนี้แพร่หลายขึ้น ต้นทุนค่าใช้จ่ายก็จะลดลง ผู้คนก็สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นภาพฝันที่ใครก็อยากให้เกิดขึ้นจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...