โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ภัยน้ำวิกฤติ' ไทยถึงคราวปฏิรูปนโยบายน้ำครั้งใหญ่ รับมือสภาพภูมิอากาศแปรปรวน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 18.55 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 06.28 น.

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับภัยพิบัติทางน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับหนึ่งศตวรรษก่อนหน้า เหตุการณ์ฝนตกหนักผิดปกติในเท็กซัสที่ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น 8 เมตรภายใน 45 นาที แม้เป็นต่างประเทศ แต่ก็สะท้อนภาพความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในไทย เช่นเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดน่านและเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ภัยพิบัติทางน้ำทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น

"ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเนี่ย มันเกิดถี่มากว่า 100 ปีที่แล้วซะอีก"ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในงาน CLIMATE FINANCE TRACKER Uncovering Thailand's Flows ว่า

โดยเฉพาะน้ำท่วมในเชียงรายและเชียงใหม่ที่กลายเป็นภาพคุ้นตา ความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศทำให้การคาดการณ์ปริมาณน้ำยากขึ้นอย่างมาก จนต้องมีการอัปเดตแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนรายเดือน แม้ว่ามนุษย์จะปรับตัวได้ดีขึ้นจนลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบโดยรวมลงได้ แต่ภาคการเกษตรของไทยยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อภัยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้

พลิกโฉมนโยบายน้ำไทย จากอดีตสู่ปัจจุบันที่ยังต้องการการปรับปรุง

นโยบายการบริหารจัดการน้ำของไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แต่ยังคงมีจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อรับมือสถานการณ์ปัจจุบัน

  • ยุคเริ่มต้น (แผนพัฒนาฉบับที่ 1-3): เน้นการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าและสนับสนุนการส่งออกข้าว โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก
  • ยุคอุตสาหกรรม (แผนพัฒนาฉบับที่ 6-7): การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
  • ยุคเศรษฐกิจพอเพียง (แผนพัฒนาฉบับที่ 9-12): หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยหันมาเน้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
  • แผนพัฒนาฉบับที่ 13 (ปัจจุบัน): มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดยกล่าวถึง "climate change พูดถึงเทคโนโลยี พูดถึงการต้องปรับตัว การต้องเตือนภัย การต้องรับมือมันให้ได้" รวมถึงการเน้น "เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ" และ "ลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยมีการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง มีการจัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในปี 2560 และมี พ.ร.บ. น้ำ ฉบับแรกในปี 2561 อย่างไรก็ตาม แม้มีการเพิ่มงบประมาณด้านน้ำอย่างมากหลังปี 2554

แต่งบประมาณส่วนใหญ่ (60%) ยังคงเน้นไปที่"การจัดสรรน้ำ" และ 30% ไปที่ "การป้องกันน้ำท่วม" ซึ่งมักถูกใช้ไปกับการก่อสร้างโครงสร้างทางกายภาพ เช่น กำแพงป้องกันน้ำท่วมและพนังกั้นน้ำ ซึ่งมักประสบปัญหา"พนังแตกทุกปี" (เช่นกรณีสุโขทัย) สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหายังคงเน้นโครงสร้างมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงระบบ

ความท้าทายและข้อจำกัด ปัญหาที่ยังคงเป็นอุปสรรค

แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ยังมีข้อจำกัดและความท้าทายที่สำคัญ

  • ความขัดแย้งเชิงนโยบายและการปฏิบัติ: มีความพยายามที่จะผันน้ำจากลุ่มน้ำข้างเคียง เช่น แม่น้ำสาละวิน เพื่อเติมน้ำในเขื่อนภูมิพลและเจ้าพระยาด้วยงบประมาณมหาศาล (70,000 ล้านบาท) แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่า
  • การสูญเสียน้ำในระบบประปา: ระบบส่งน้ำประปาของไทยมีการสูญเสียน้ำจำนวนมาก "ส่งน้ำมา 100 หายไป 30-40 [และ] ในปีนึงเราทำน้ำหายไป 800 ล้าน [ซึ่งเท่ากับ] เขื่อนป่าสัก 1 เขื่อน เท่ากับเขื่อนภูมิพล 3 เขื่อน" แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่
  • ปัญหาคุณภาพน้ำ: ปัญหาคุณภาพน้ำยังคงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและผลกระทบจากเหมืองเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ
  • ความตระหนักรู้ของประชาชน: ประชาชนในกรุงเทพฯ "แทบไม่ตระหนักเรื่องนี้เลย" เมื่อพูดถึงปัญหาภัยแล้ง ตราบใดที่น้ำยังไหลจากก๊อก.

ทิศทางในอนาคต ถึงเวลา "ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง"

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่าแนวทางเดิมที่เน้น "งบประมาณ เรื่องโครงสร้าง เรื่องการก่อสร้าง เรื่องคอนกรีต" มาตลอด 110-120 ปี "มันคงไม่สามารถตอบโจทย์ของประเทศไทยที่เกิดขึ้น ณ วันนี้แล้ว" สิ่งที่จำเป็นคือ

  • "Vision Integration": การบูรณาการวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและครอบคลุมในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
  • "ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง": ความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางและนโยบายที่ล้าสมัย เพื่อรับมือกับความท้าทายจากภัยพิบัติทางน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้นในอนาคต

ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรียกร้องให้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางเดิมๆ ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน สร้างวิสัยทัศน์ใหม่ และมีความกล้าที่จะลงมือเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนให้กับประเทศในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...