โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เกาะติดมาตรการดูแลราคาข้าวก่อนชงครม.ของบฤดูกาลใหม่ 68/69

The Better

อัพเดต 25 พ.ค. 2568 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2568 เวลา 07.30 น. • THE BETTER
‘พาณิชย์’ ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามสถานการณ์ข้าวและโครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ค้าข้าว เสริมกลไกตลาด-เพิ่มสภาพคล่องก่อนจัดทำข้อเสนอของบรับฤดูกาลผลิตใหม่

น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ข้าวและความคืบหน้าการดำเนินโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมเก็บสต็อกข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 โดยได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ตรวจเยี่ยมบริษัท โรงสีกำพล จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จริงและรวบรวมข้อมูลการดำเนินโครงการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี สำหรับโครงการในปีการผลิตถัดไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในเดือนหน้า

สำหรับโครงการชดเชยดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญภายใต้นโยบายของ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมกลไกตลาด เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ และรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม โดยกรมฯ ได้สนับสนุนดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วม ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ ด้วยอัตราชดเชยร้อยละ 3 ต่อปี ตามระยะเวลาการเก็บสต็อก 60–180 วัน ภายใต้วงเงินรวม 585 ล้านบาท ระยะเวลารับซื้อข้าวตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ 29 พ.ย. 67 - 31 มี.ค. 68 (ภาคใต้ 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. 68)

อย่างไรก็ตามปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 205 ราย จาก 45 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีปริมาณข้าวเปลือกสะสมสูงสุดในเดือนธันวาคม 2567 ที่ 2.285 ล้านตัน ในจังหวัดเชียงรายมีผู้ประกอบการเข้าร่วม 4 ราย โดยโรงสีกำพลฯ ยังคงมีข้าวหอมมะลิทั้งในรูปแบบข้าวเปลือกและข้าวสารในคลัง

ด้านผู้ประกอบการโรงสีกำพลฯ กล่าวว่า ช่วงต้นฤดูกาลเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้ราคามีแนวโน้มลดลง การมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยจึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บสต็อกข้าวไว้ได้โดยไม่ต้องรีบขายออก ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดแรงกดดันในตลาดและรักษาเสถียรภาพโดยรวม ขณะเดียวกัน มีคณะทำงานระดับจังหวัดที่รับผิดชอบตรวจสอบสต็อกข้าวของผู้ประกอบการทุกเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และครอบคลุมมูลค่าตั๋วสัญญาใช้เงินตามโครงการ

“ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ซึ่งมีการเก็บเกี่ยวไปแล้วมากกว่าร้อยละ 89 ของผลผลิตทั้งหมด แม้ราคาข้าวในตลาดโลกจะมีความผันผวน โดยเฉพาะหลังจากที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวขาวในตลาดโลกลดลง แต่สถานการณ์ราคาข้าวในประเทศยังคงอยู่ในระดับทรงตัวและมีแนวโน้มดีขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 พบว่า ราคาข้าวเปลือกยังใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปรังเกี่ยวสด (ความชื้น 25%) ราคา 6,500–6,800 บาทต่อตัน ข้าวเจ้าแห้ง (ความชื้น 15%) 7,600–8,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวนาปรังสด (ความชื้น 25%) 9,400–10,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียวแห้ง (ความชื้น 15%) 11,000–12,000 บาทต่อตัน”

ทั้งนี้กรมฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์ข้าวอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดข้าวไทย และส่งเสริมรายได้ที่เป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...