โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"JITTA" มอง "หุ้นไทย" ผ่านจุดต่ำสุด แต่ยังผันผวน ไร้ปัจจัยบวก แนะลุยหุ้นจีน กระจายความเสี่ยง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.47 น.
“JITTA” มอง “หุ้นไทย” ผ่านจุดต่ำสุด แต่ยังผันผวน ไร้ปัจจัยบวก แนะลุยหุ้นจีน กระจายความเสี่ยง

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.จิตตะ เวลธ์ (JITTA) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว และ Sentiment ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา อย่างไรก็ตามในระยะถัดไปตลาดยังมีความผันผวนแนะกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Core & Satellite กระจายความเสี่ยง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ในโซนที่ราคาถูก แต่ยังขาดปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตแนะเลือกลงทุนหุ้นไทยรายตัวที่ยังมีการเติบโต และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ชูหุ้นจีนราคาถูกมากแล้ว มีความน่าสนใจและมีโอกาสเติบโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ในช่วงครึ่งปีแรกหลังเหตุการณ์ Liberation Day ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปรับตัวลงกว่า 20% เนื่องจากตลาดกังวลปัจจัยที่ไม่แน่นอน และค่อย ๆ ฟื้นตัวทำ All Time High ได้ ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพที่ตลาดหุ้นน่าจะผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว ทำให้ตอนนี้นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์มากที่สุดในระยะสั้นจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังมีความกังวลเงินเฟ้อในระยะถัดไป ซึ่งเริ่มเห็นว่าสินค้าบางรายการในสหรัฐราคาสูงขึ้นแล้ว นอกจากนี้สิ่งที่นักลงทุนกังวลคือร่างกฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่จะทำให้สหรัฐฯ มีหนี้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้มองว่าสหรัฐฯ ยังคงมีการเติบโตจากเทคโนโลยี AI และ Semiconductor แต่หากการเติบโตเริ่มลดลง หนี้สาธารณะกลับมากดดันการเติบโตของสหรัฐ ขณะเดียวกันประเด็นมาตรการภาษีการค้ายังไม่ได้ข้อสรุป แม้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่ยังต้องติดตามข้อสรุปอัตราภาษีของแต่ละประเทศ และแต่ประเทศจะต้องมีการปรับตัวอย่างไร

“หากย้อนประวัติศาสตร์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์สำคัญ เงินเฟ้อจะพุ่งแรงอย่างเห็นได้ชัด เช่นในปี 2489 ที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปถึง 18.1% แต่ในทางกลับกัน ไม่ว่าจะผ่านมากี่วิกฤติตลาดหุ้นก็สามารถปรับตัวกลับขึ้นมาได้ โดยดัชนี S&P500 สร้างผลตอบแทนได้ถึง 326.65% (31 ธ.ค.42 – 14 ก.ค.68) สะท้อนได้ว่าในทุกวิกฤติมีโอกาสเสมอ ดังนั้นนักลงทุนต้องทำการบ้านหนักขึ้นเพื่อให้เป็น “นักเลือก” ค้นหาหุ้นที่ดีในราคาเหมาะสม ทนทานต่อความผันผวนในระยะยาวให้เจอให้ได้”

สำหรับตลาดหุ้นไทยมองว่าปัจจุบันอยู่ในโซนที่ราคาถูก เทียบเท่ากับตลาดหุ้นจีน แต่สัญญาณจุดฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน ทั้งในแง่ของการเติบโตของเศรษฐกิจ และความสามารถของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งความเสี่ยงจากเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ไหลเข้า ตอนนี้ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าเพราะหุ้นราคาถูก แต่พอถึงจุดที่ตลาดปรับตัวขึ้นอัพไซด์จะจำกัด เพราะขาดปัจจัยขับเคลื่อนดัชนี โดยกลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทยแนะเลือกหุ้นรายตัว ที่ราคาไม่แพง ยังมีการเติบโต จ่ายปันผลดีและสม่ำเสมอ

“ทุกวันนี้นักลงทุนเริ่มกลับมาลงทุนหุ้นไทยแล้ว สะท้อนจากอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไทยสูงกว่าประเทศอื่น แต่หุ้นไม่ได้ปรับตัวลงมากแล้ว เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังเงินปันผลและมีหุ้นที่ราคาถูกมากกว่าราคาแพง ทำให้ปัจจุบันน่าลงทุน แต่ถ้าลงทุนตลาดหุ้นไทยโดยรวม ไม่ได้ให้ผลตอบแทนมาก ไปลงทุนตลาดหุ้นจีนดีกว่า”

โดยตลาดหุ้นจีนอยู่ในโซนราคาถูก ปัจจุบันมองว่าเป็นโอกาสในการลงทุนที่ดี ซึ่งหากเทียบกับตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นจีนน่าจะเติบโตดีกว่าในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้จีนยังมีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมาก แต่ยังรอประเมินสถานการณ์จากมาตรการต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ก่อน ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ประชากรจีนมักลงทุนไปกับอสังหาริมทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันภาคอสังหาฯ อาจจะโตไม่มากทำให้แนวโน้มการลงทุนต้องกลับมาที่หุ้น

นายตราวุทธิ์ กล่าวว่า เมื่อภาพการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปตามบริบทใหม่ของโลก นักลงทุนจำเป็นต้องมีหลักคิดในการลงทุนที่ถูกต้องเพื่อให้พร้อมเผชิญกับความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ให้พอร์ตคือกุญแจสำคัญ รวมถึงการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ที่มีการแบ่งสัดส่วนของ Core Port หรือพอร์ตหลักให้มีสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงอย่างครอบคลุม และสร้างความมั่นคงให้พอร์ต ควบคู่ไปกับ Satellite Port หรือพอร์ตรอง เสริมการลงทุนแบบมุ่งเน้นผลตอบแทน ในประเทศหรือธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ซึ่งสัดส่วนของทั้ง 2 พอร์ต อาจจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนเอง แต่สัดส่วนที่ปลอดภัยที่ Jitta Wealth แนะนำจะอยู่ที่ 80:20

ทั้งนี้สูตรการลงทุนที่ Jitta Wealth แนะนำคือการจัด Core Port ด้วย Global ETF แผนการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงในหุ้นและตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก และจัด Satellite Port ด้วย Jitta Ranking Alpha นโยบายการลงทุนที่มี Alpha AI อัลกอริทึมวิเคราะห์ประเทศของ Jitta Wealth คัดเลือก ‘ตลาดหุ้นที่ดี ในเวลาที่เหมาะสม’

การจัดพอร์ตแบบนี้ที่สัดส่วน 80:20 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำพาพอร์ตให้ผ่านพ้นวิกฤติ Trump Tarriffs ได้ โดยในวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่สหรัฐฯ มีการประกาศ Liberation Day ผลตอบแทนของพอร์ตติดลบเพียง 5.27% จากต้นปี ถือว่าน้อยมากเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่ร่วงรุนแรงในช่วงแวลาเดียวกัน และล่าสุดเมื่อตลาดเริ่มนิ่ง (14 ก.ค.68) ผลตอบแทนก็กลับมา +3.49% พิสูจน์ได้ว่าการจัดพอร์ตด้วยหลักการนี้สามารถฝ่าวิกฤติความผันผวนได้จริง

“การกระจายความเสี่ยงและการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยมี Global ETF เป็น Core Port สามารถฝ่าวิกฤติได้จริง ด้วยผลตอบแทนที่ดีและความเสี่ยงต่ำ เหมาะที่นักลงทุนจะใช้เป็นพอร์ตหลักได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล และการมีพอร์ตหลักที่มั่นคง จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนด้วยการเลือกลงทุนในตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในอนาคตใน Satellite Port ได้ด้วย”

นายตราวุทธิ์ ยังกล่าวว่า ตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตเวลานี้ นักลงทุนอาจจะให้ความสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงทำสถิติ All Time High ได้เสมอ แต่สหรัฐฯ เองก็ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งปัญหาภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความต้องการพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มลดน้อยลง ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างจีนในเวลานี้ถือว่ายังมีความแข็งแกร่ง มีจุดยืนที่มั่นคงในเวทีโลกเห็นได้จากการตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ แม้ในภาพรวมของภาคประชาชนจะแสดงให้เห็นถึงการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่เศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง GDP เติบโตอยู่ในระดับที่สูงกว่า 5.5% (64-67) ซึ่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 2%

อย่างไรก็ตาม หากถาม AI ถึงประเทศที่น่าลงทุนในเวลานี้ ด้วย Jitta Market Prediction ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในแบบ AI Predictive Analytics ที่มีการนำฐานข้อมูลการลงทุนมาวิเคราะห์ในทุกมิติ เพื่อเฟ้นหาตลาดที่น่าลงทุน และมีศักยภาพที่จะสร้างผลกำไรดีที่สุดในอนาคต โดยข้อมูลล่าสุด (11 ก.ค.) AI พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีอัตราส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพงลดลงมาอยู่ที่ 0.61 เท่า จากสิ้นปีก่อนที่มี 0.72 เท่า สะท้อนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เวลานี้อาจจะแพงไปแล้ว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นจีนที่มีอัตราส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.6 เท่าจากสิ้นปีก่อนที่มีเพียง 9 เท่า

“เวลานี้ระบบเศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนไปตามการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน ในอีก 10 ปีข้างหน้า ยังไม่มีใครตอบได้ว่าสหรัฐฯ หรือจีน ใครจะขึ้นเบอร์หนึ่งของโลก แต่ที่แน่ ๆ เราก็จะเห็นการเติบโตของทั้ง 2 ประเทศนี้ต่อไป"

สำหรับผลตอบแทนการลงทุนในนโยบายต่าง ๆ ของ Jitta Wealth ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (14 ก.ค.68) นั้น นโยบายที่เกี่ยวกับหุ้นจีนสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น เช่น Jitta Ranking หุ้นฮ่องกง สามารถสร้างผลตอบแทน (YTD) +19.64% และหากดูเป็นธีมการลงทุน พบว่า ธีมบริการสุขภาพจีน +29.34% ธีมพลังงานสะอาดจีน +26.19% ธีมตลาดหุ้นจีน +23.16% ธีมหุ้นฮ่องกง +22.50% ธีมเทคโนโลยีจีน +19.26% ส่วนJitta Ranking หุ้นจีน +4.77% และ Jitta Ranking Alpha +4.15%

“AI ของ Jitta Wealth ชี้ให้เห็นโอกาสในตลาดหุ้นจีนมาโดยตลอด และเวลานี้ยิ่งตอกย้ำความแม่นยำได้จากผลตอบแทนที่ชัดเจน ซึ่งตลาดหุ้นฮ่องกงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนำไปก่อนเพราะเป็นตลาดที่เงินทุนไหลเข้าออกง่าย แต่หากมองโครงสร้างในระยะยาวแล้วในอนาคตเชื่อว่าจะเห็นการโยกเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่แน่นอน”

สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ของบริษัทฯ อยู่ที่ราว 1.5 หมื่นล้านบาท โดยภาพรวมผลตอบแทนยังเป็นบวก แต่ช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนักลงทุนไม่กล้าลงทุน เนื่องจากสภาวะตลาดที่มีความผันผวน ซึ่งสอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมที่เม็ดเงินลงทุนยังทรงตัว อย่างไรก็ตามบลจ.จิตตะ เวลธ์ ตั้งเป้าหมายพยายามให้นักลงทุนจัด Core Port ให้ถูกต้องมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวและผ่านความผันผวนต่าง ๆ ไปได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...