โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ทำความเข้าใจ จริงๆ แล้ว ถุงยางอนามัย ไม่ได้ทำมาจากพลาสติก

Amarin TV

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 02.16 น.
ทำความเข้าใจ จริงๆ แล้ว ถุงยางอนามัย ไม่ได้ทำมาจากพลาสติก เลือกขนาดถุงยางอนามัยอย่างไร ให้เหมาะสมกับผู้ใช้

ทำความเข้าใจ จริงๆ แล้ว ถุงยางอนามัย ไม่ได้ทำมาจากพลาสติก เลือกขนาดถุงยางอนามัยอย่างไร ให้เหมาะสมกับผู้ใช้

ถุงยางอนามัย (Condom) เป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำยางธรรมชาติ น้ำยางสังเคราะห์หรือวัตถุอื่นๆ ใช้สวมอวัยวะเพศชายในขณะร่วมเพศ เพื่อป้องกันน้ำอสุจิเข้าสู่ช่องคลอด เป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

ถุงยางอนามัยทำมาจากอะไร

ถุงยางอนามัยส่วนใหญ่ที่เราเห็นและใช้กันทั่วไปทำมาจากวัสดุหลักๆ 2 ชนิด คือ

ยางธรรมชาติ (Natural Rubber Latex):

ยางธรรมชาติผลิตจากน้ำยางพารา ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เป็นวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุดในการผลิตถุงยางอนามัย เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง ทนทาน และราคาไม่แพง

ข้อควรระวัง: ผู้ที่แพ้ยางพารา (Latex Allergy) อาจเกิดอาการแพ้ เช่น คัน ระคายเคือง ผื่นแดง หรือผิวหนังบวมพองได้ หากมีอาการแพ้ ควรหลีกเลี่ยงและเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากวัสดุอื่นแทน

ข้อจำกัด: ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันได้ เพราะจะทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพและฉีกขาดได้ง่าย

วัสดุสังเคราะห์ (Synthetic Materials)

ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้ยางพารา หรือต้องการความรู้สึกที่แตกต่างออกไป โดยวัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่

โพลียูรีเทน (Polyurethane) เป็นวัสดุที่บางมาก ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่ มีความแข็งแรงและทนทานต่อการฉีกขาด สามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นได้ทุกประเภท (ทั้งแบบน้ำและแบบน้ำมัน) แต่ราคาอาจสูงกว่าถุงยางอนามัยยางธรรมชาติ

โพลีไอโซพรีน (Polyisoprene) เป็นยางสังเคราะห์ที่เลียนแบบคุณสมบัติของยางธรรมชาติ ทำให้มีความยืดหยุ่นและให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับถุงยางอนามัยลาเท็กซ์ แต่ไม่มีโปรตีนจากยางธรรมชาติที่ทำให้เกิดอาการแพ้ สามารถใช้กับสารหล่อลื่นชนิดน้ำและซิลิโคนได้

เลือกขนาดถุงยางอนามัยอย่างไร ให้เหมาะสมกับผู้ใช้

ถุงยางอนามัยแบ่งชนิดตามลักษณะผิวเป็น 2 ชนิด คือ ผิวเรียบและผิวไม่เรียบ ถ้าแบ่งตามขนาด มีด้วยกันถึง 13 ขนาดตั้งแต่ขนาด 44 จนถึง 56 มิลลิเมตร ในประเทศไทยขณะนี้จำหน่ายขนาด 49 , 51, 52 ,53, 54 และ 56 มิลลิเมตร

ถุงยางอนามัยที่เหมาะสมกับแต่ละคน สามารถสังเกตตัวเองได้เมื่ออวัยวะเพศมีการแข็งตัวเกิดขึ้น โดยทั่วไปจะขยายได้ใหญ่กว่าเดิม 3-5 เท่า การเลือกขนาดถุงยางอนามัย ควรเลือกให้พอดี ไม่หลวม หรือคับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ฉีกขาดง่าย หรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งขนาดของถุงยางจะแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ โดยวัดจากเส้นรอบวงองคชาต ไม่ใช่ความยาว เพราะถุงยางอนามัยเกือบทุกยี่ห้อ จะทำความยาวมาเท่า ๆ กัน คือประมาณ 6-7 นิ้วเท่านั้น ใครที่มีอวัยวะเพศที่ยาวกว่านี้ก็อาจไม่สามารถครอบได้หมด ถุงยางอนามัย จะบอกเส้นรอบวงเป็นมิลลิเมตร ดังนี้

• ถุงยางอนามัย ขนาด 49 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 11-12 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว)

• ถุงยางอนามัยขนาด 52 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 12-13 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว)

• ถุงยางอนามัย ขนาด 54 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 13-14 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว)

• ถุงยางอนามัยขนาด 56 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 14-15 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป)

ถุงยางอนามัย ป้องกันอะไรได้บ้าง

• ช่วยคุมกำเนิด ถุงยางจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดถึง 98 % หากใช้อย่างถูกวิธี

• ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV 70-87 % ในกลุ่มชายรักชายและมากกว่า 90 %ในกลุ่มคู่รักชายหญิง (กลุ่มชายรักชาย ถุงยางอนามัยมีเปอร์เซ็นต์ป้องกันต่ำกว่า เนื่องจากมีการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นหลัก ซึ่งอาจมีการฉีกขาดของทวารหนักระหว่างร่วมเพศ จึงมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ HIV มากกว่าการร่วมเพศแบบปกติของชายหญิง)

• ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเริม โรคตับอักเสบบี โรคหูดหงอนไก่ โรคหนองในแท้และเทียม โรคซิฟิลิส ได้ 50-90%

วิธีการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง

1.ใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางทวารหนัก ช่องคลอดหรือทางปาก ควรพกถุงยางอนามัยมากกว่าหนึ่งชิ้น ให้เพียงพอต่อการใช้ วางถุงยางอนามัยในที่หยิบง่าย เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน

2.ใช้ตลอดการมีเพศสัมพันธ์ โดยใส่ถุงยางอนามัยขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ ระหว่างใช้ ถ้าลื่นหลุดหรือแตกต้องเปลี่ยนอันใหม่ทันที

3.นำถุงยางอนามัยออกจากซองอย่างระมัดระวัง โดยรีดถุงยางอนามัย ไปไว้ที่มุมใดมุมหนึ่ง ฉีกซองโดยระวังมิให้เล็บมือเกี่ยวถุงยางอนามัยขาดและอย่าคลี่ถุงยางอนามัยออกก่อนการสวมใส่

4.บีบส่วนปลายของถุงยางอนามัยเพื่อไล่ลมออก มิฉะนั้นจะทำให้ถุงยางอนามัยแตกได้

5.รูดถุงยางอนามัยให้ขอบถุงยางอนามัยที่ม้วนอยู่ด้านนอก หากอวัยวะเพศไม่ได้ขลิบปลาย ให้รูดหนังส่วนปลายก่อนการสวมใส่ ค่อยๆรูดถุงยางอนามัยเข้าหาตัวจนสุดโคนอวัยวะเพศ

6.ถ้าใช้ถุงยางอนามัยแล้วรู้สึกฝืด ให้หยดสารหล่อลื่นหรือเจลชนิดละลายในน้ำ เช่น เค-วาย เจล 1-2 หยด บริเวณด้านนอกถุงยางอนามัย จะช่วยให้รู้สึกราบรื่นขึ้น ห้ามใช้โลชั่น น้ำมันทาผิว หรือครีมทาผม กับถุงยางอนามัย เพราะผลิตภันฑ์ที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม จะทำให้ถุงยางอนามัยแตก และรั่วซึมได้

7.หลังเสร็จกิจให้ดึงอวัยวะเพศออกทันทีและถอดถุงยางอนามัยออกก่อนที่อวัยวะเพศจะอ่อนตัว โดยใช้กระดาษชำระพันโคนถุงยางอนามัยก่อนที่จะถอด หากไม่มีกระดาษชำระจะต้องระวังไม่ให้มือสัมผัสกับด้านนอกของถุงยางอนามัย ควรสันนิษฐานว่าด้านนอกของถุงยางอนามัยอาจจะปนเปื้อนเชื้อโรคแล้ว

8.ถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วควรห่อให้มิดชิด แล้วทิ้งในถังขยะ ห้ามใช้ซ้ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...