โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทีทีบี วาดเป้าหมาย พาคนไทย “จากหมดหนี้สู่การมี Wealth”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 04.44 น.

“ทีทีบีอยากเป็นคนจุดประกายในเรื่องการช่วยเหลือลูกหนี้ หากทีทีบีสามารถสร้างวินัยให้คนไทยได้ เชื่อว่าทั้งตลาดก็จะหันกลับมาสนใจและทำได้ในแบบเดียวกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยเช่นกัน”

ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยที่สูงกว่า 80% ต่อจีดีพี หนึ่งในธนาคารที่มีจุดเด่นและจริงจังในการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้มาตลอด คือ ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) ที่ประกาศให้ปี 2568 เป็น “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” เพื่อทำให้ชีวิตทางการเงินของคนไทยดีขึ้น

ด้วยเป้าหมายที่ปักธงไว้ จเร เจียรธนะกานนท์ ประธานกลุ่ม บริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีบี คอนซูมเมอร์ จำกัด รับผิดชอบดูแลธุรกิจสินเชื่อบ้าน รวมทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล จึงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่จะนำทีทีบีไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

จเร เจียรธนะกานนท์ จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ University of Wisconsin - Madison เริ่มเข้าสู่วงการธนาคารด้วยการร่วมงานกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในประเทศไทยอยู่นาน 12 ปี ก่อนจะข้ามมาร่วมงานกับทีทีบี ซึ่งเป็นเวลา 9 ปีแล้ว รับผิดชอบงานด้านธุรกิจรายย่อยมาตลอด และเคยดูแลด้านธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ช่วงหนึ่งด้วย

หากเทียบวงการธนาคารในปัจจุบันกับยุคก่อนหน้า จเรกล่าวว่า ยุคสมัยของสถาบันการเงินเปลี่ยนไป และมีการปรับตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะธนาคารในประเทศไทยมีการปรับตัวมาตลอดและผ่านมาทุกสถานการณ์ เช่น โควิด-19 ที่ระบบการเงินของไทยสามารถผ่านมาได้อย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทเรียนในวิกฤติปี 2540 ช่วยให้ธนาคารในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งเพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก

ซึ่งยุคสมัยของธนาคารในปัจจุบันเปลี่ยนไป จากเคยแข่งกันเปิดสาขาก็กลายเป็นแข่งกันปิดและย้ายไปสู่ดิจิทัลกันหมด จากยุคกระดาษก็กลายเป็นยุคของ AI ที่ทุกธนาคารรวมทั้งทีทีบีเองก็เข้าไปเรียนรู้ในเรื่อง AI และนำมาใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ดี ในอนาคตอันใกล้ที่จะมีผู้เล่นใหม่เข้ามา คือ Virtual Bank ก็กระตุ้นให้ธนาคารต้องตื่นตัวและไม่หยุดที่จะพัฒนา เพราะมีคู่แข่งเพิ่มและสุดท้ายจะเป็นผลดีต่อตลาดที่จะเติบโตได้มากขึ้นตามมา

ทั้งนี้ ภาคธนาคารต้องเติบโตไปกับเศรษฐกิจประเทศ หากเศรษฐกิจของประเทศดีธนาคารก็จะดี หากเศรษฐกิจประเทศไม่ดีธนาคารก็จะเหนื่อย ซึ่งทีทีบีต้องการมีส่วนช่วยในการผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้มากที่สุดและเป็นความท้าทายที่ใหญ่สุด แต่หากธนาคารไม่สามารถช่วยดันให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ธนาคารก็จะเหนื่อยตามไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของหนี้ครัวก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องธนาคารต้องช่วยแก้ปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าไปได้

“ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เหมือนธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อ จริงๆ ยังมีการปล่อย แต่ปล่อยด้วยความระมัดระวัง เพราะธนาคารต้องสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตและความเสี่ยง หากธนาคารเสี่ยงมากเกินไป ปล่อยสินเชื่อจนเกินตัว จะกลายเป็นยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจประเทศแย่กว่าเดิมไปอีก”

The MEANINGFUL Change

ช่วยชีวิตการเงินให้ดีขึ้น

จเร กล่าวว่า ทีทีบี แบ่งการดูแลเป็นกลุ่มธุรกิจสินเชื่อ คือ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อรายย่อยที่มีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต, สินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ และกลุ่มธุรกิจ Wealth ที่มีเรื่องของเงินฝากและการลงทุน

สำหรับในปี 2568 ทีทีบีประกาศยุทธศาสตร์ The MEANINGFUL Change เดินหน้าสานต่อเป้าหมายที่ตั้งใจมาตลอดคือทำให้ “ชีวิตการเงินลูกค้าดีขึ้นและดีขึ้นอย่างยั่งยืน” โดยเชื่อมั่นว่า หากธนาคารสามารถเข้าใจความต้องการลูกค้าได้ ก็จะหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยภายใต้การดูแลนั้น จเรกล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าหนึ่งในปัญหาของลูกค้า คือ “เรื่องของหนี้” ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารช่วยเหลือลูกค้าเรื่องหนี้ไปเป็นจำนวนมาก โดยช่วยมาอย่างต่อเนื่องและจะช่วยต่อไป

ทีทีบี เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการรวมหนี้ โดยเริ่มโครงการรวบหนี้มาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และหลังจากนั้นก็โปรโมตมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการรวบหนี้ด้วยสินเชื่อบ้าน ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงเดือนเมษายน 2568 มีจำนวน 9,000 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ ประมาณ 8,500 ล้านบาท ซึ่งช่วยลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยได้กว่า 2,000 ล้านบาทแล้ว

“การรวบหนี้สามารถช่วยให้คนที่เคยมีปัญหาการเงินสามารถกลับมาอยู่รอดได้ โดยหัวใจสำคัญของวิธีการรวบหนี้คือการลดภาระดอกเบี้ยให้มากที่สุด เพราะดอกเบี้ยคือภาระหนี้ที่ใหญ่ที่สุด”

จเรกล่าวว่า ลูกหนี้บางรายมีหนี้หลายที่ อาจจะมีหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง เช่น 25% แต่หากรวบหนี้มาอยู่ในสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น บ้าน จะทำให้มีอัตราดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ราว 5-6% ซึ่งหลักของการแก้หนี้คือหากสามารถลดภาระดอกเบี้ยลงมาได้ก็สามารถแก้หนี้ได้”

“แต่เหนือสิ่งอื่นใดลูกค้าต้องเข้าใจสิ่งแรกคือ “ต้องมีวินัยทางการเงินที่ดี” เพราะต่อให้รวบหนี้เข้ามาแล้ว แต่ยังไปสร้างหนี้เพิ่มปัญหาหนี้ก็จะไม่จบกลับไปสู่วังวนเดิมอยู่ดี”

อย่างไรก็ดี หนึ่งในความสำเร็จของการรวบหนี้ คือช่วยให้ลูกค้ามีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น หลังจากที่ลูกค้ารวบหนี้เข้ามาอยู่กับธนาคารแล้ว ก็ได้ย้อนกลับไปดูว่า ลูกค้ากลุ่มนี้มีหนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งพบว่ากว่าครึ่งมีหนี้ลดลง นับว่ามาถูกทาง สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ได้จริง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่มีหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่ง

ธนาคารก็ต้องช่วยเขาแก้ไขเรื่องนี้ต่อไป เพื่อให้กลับมามีหนี้ลดลงให้ได้

“การรวบหนี้เป็นหนึ่งในทางออก ลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ใช้วิธีการรวบหนี้กับทีทีบี พบว่า สามารถกลับมาลืมตาอ้าปากได้จริงๆ แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มที่ไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งก็ต้องใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยให้แก้ไขปัญหาหนี้ได้ แต่สิ่งสำคัญที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อย้ายมาอยู่กับทีทีบีคือ ภาระดอกเบี้ยที่ลดลงเยอะ ค่างวดต่อเดือนลดลง ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือได้ระดับหนึ่ง”

เดินหน้าจากรวบหนี้สู่ลูกค้าผ่อนดี

ให้อัตราดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยง

จเรกล่าวว่า เครื่องจักรของการรวบหนี้ที่ทีทีบีได้เริ่มไว้กำลังเดินหน้าไปได้แล้ว จากนี้จะพยายามพาลูกค้าให้เข้ามามากที่สุด ขณะเดียวกัน ยังมีลูกหนี้อีกกลุ่มที่ไม่เคยมีใครหยิบยกมาพูดถึง คือ “กลุ่มที่ผ่อนดี” แต่กลุ่มนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือมากนัก

สำหรับทีทีบี เชื่อว่า สิ่งที่จะช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มนี้ได้ คือการให้อัตราดอกเบี้ยแบบสะท้อนความเสี่ยง (Risk-based pricing) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ช่วยให้พวกเขาปิดหนี้ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ หากช่วยให้ลูกค้าที่มีวินัยดีปิดหนี้เร็วขึ้นได้แล้ว ก็เป็นผลดีต่อธนาคารเองด้วย เพราะธนาคารต้องการมีฐานลูกค้าที่มีวินัยดีในพอร์ต เมื่อสามารถช่วยลูกค้าได้พอร์ตสินเชื่อของธนาคารก็จะเติบโตด้วยคุณภาพ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเรื่องหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้ด้วย

“ทีทีบีอยากเป็นคนจุดประกายในเรื่องการช่วยเหลือลูกหนี้ หากทีทีบีสามารถสร้างวินัยให้คนไทยได้ เชื่อว่าทั้งตลาดก็จะหันกลับมาสนใจและทำได้ในแบบเดียวกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยเช่นกัน”

จเรกล่าวอีกว่า ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระดีมักให้ความสำคัญกับเครดิตของตนเองและพยายามชำระหนี้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และภายใต้โปรแกรม "ผ่อนดี…มีรางวัล" ทีทีบีจะมุ่งไปที่ลูกค้าสินเชื่อกลุ่มคนมีรถ คนมีบ้าน พนักงานเงินเดือน เช่น หากลูกค้ามีประวัติผ่อนดีจะได้รับข้อเสนอรีไฟแนนซ์ที่ดอกเบี้ยต่ำ และปีที่ 4 ดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลเป็นส่วนลดดอกเบี้ย หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ด้วย

สำหรับโครงการผ่อนดีมีรางวัล ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะมีสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 10,000 ล้านบาท สินเชื่อรถยนต์ 5,000 ล้านบาท และสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 5,000 ล้านบาท โดยรวมแล้วเป้าหมายกลุ่มผ่อนดีมีรางวัลในปี 2568 ของทีทีบีอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นทั้งลูกค้าที่มาจากธนาคารอื่นและลูกค้าเดิมของทีทีบีที่เข้าร่วมโครงการได้หากตรงตามเงื่อนไข

ทั้งนี้ โครงการผ่อนดี…มีรางวัล เริ่มไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา และในเดือนพฤษภาคมนี้พบว่า มียอดขอเข้าโครงการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านกลุ่มรีไฟแนนซ์ที่มียอดคำขอเข้ามาสูงสุดในรอบหลายปี

“คนให้ความสนใจเยอะมาก แต่ก็อาจจะไม่ตรงเงื่อนไขผ่อนดีมีรางวัลทุกคน เป็นการสะท้อนว่า คนเริ่มตระหนักในเรื่องการลดภาระหนี้ของตัวเองมากขึ้นแล้ว เพราะในฝั่งรายได้คงยากที่จะเพิ่ม แต่การลดภาระหนี้อาจจะช่วยได้มากกว่า เพราะหากลดภาระได้ คนจะมีสภาพคล่องสูงขึ้น ทำให้ไม่ต้องกู้เพิ่ม”

“เป้าหมายสูงสุดของทีทีบี สามารถทำให้ชีวิตการเงินลูกค้าดีขึ้นได้จริงคือ จากหมดหนี้ไปสู่การมี Wealth ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องอีกไกล แต่ในตอนนี้ที่เห็นผลแล้วคือ ลูกค้ามีหนี้ลดลง ไม่สร้างหนี้เพิ่ม เริ่มมีเงินเก็บ”

จเรกล่าวว่า เป้าหมายของทีทีบีไม่ได้มุ่งเรื่องมาร์เก็ตแชร์ แต่ตั้งใจสร้างสิ่งที่จะส่งผลต่อตลาดในภาพรวม และด้วยขนาดพอร์ตสินเชื่อรวมของทีทีบีในปัจจุบันนับว่าใหญ่เพียงพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดได้เมื่อมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เช่น เรื่องของการรวบหนี้คนจดจำได้ว่าทีทีบีคือผู้นำ เช่นเดียวกับเรื่องของรีไฟแนนซ์บ้าน

ซึ่งการบ้านของทีทีบีในปี 2568 คือ สร้างการจดจำในเรื่อง ผ่อนดี…มีรางวัล ที่เพิ่งเริ่มต้นและยังต้องทำอีกมากเพื่อให้คนเข้าใจ เพราะต้องยอมรับว่าหากเทียบกับต่างประเทศ คนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ในเรื่องรีไฟแนนซ์ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคย

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าที่เดือดร้อนสุด ทีทีบีช่วยได้ระดับหนึ่งแล้วจากโปรแกรมรวบหนี้ แต่กลุ่มที่ผ่อนได้อยู่และมีวินัยดี ยังเป็นการบ้านที่จะต้องหาช่องทางเข้าถึงลูกค้า เช่น ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีมูลค่า 600,000 ล้านบาท พบว่า มีจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่าสามารถลดภาระดอกเบี้ยลงมาให้ต่ำกว่าเดิมได้

“เราสามารถเข้าถึงลูกค้าที่มีปัญหาได้แล้ว แต่ยังเข้าไม่ถึงลูกค้าที่ดีและเป็นการบ้านที่ยาก ต้องลองผิดลองถูกอีกระยะ เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์ ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อรถยนต์ ที่เป็นวิธีช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้”

จเรกล่าวว่า ต้องการให้คนนึกถึงทีทีบีในเรื่องรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นธนาคารแรกๆ ในใจเหมือนกับเกิดขึ้นแล้วในเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน เช่นเดียวกับเรื่องรีไฟแนนซ์สินเชื่อรถยนต์ที่ก็ยังไม่ได้รับความรู้จักมากนักในตลาด ก็อยากให้รู้จักมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่มลูกค้าเดือดร้อนที่นอกเหนือจากโครงการรวบหนี้ ยังมีโครงการคุณสู้เราช่วยซึ่งทีทีบีวางกำลังคนเพื่อช่วยลูกค้าให้เข้าโครงการ โดยคิดเป็นมูลค่าหนี้กว่า 27,000 ล้านบาท และเป็นจำนวนมากกว่า 40,000 ราย

“เป้าหมายสูงสุดของทีทีบีสามารถทำให้ชีวิตการเงินลูกค้าดีขึ้นได้จริง คือ จากหมดหนี้ไปสู่การมี Wealth ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องอีกไกลแต่ในตอนนี้ที่เห็นผลแล้ว คือ ลูกค้ามีหนี้ลดลง ไม่สร้างหนี้เพิ่ม เริ่มมีเงินเก็บ”

ตั้งเป้าต่อยอดฐานลูกค้า

รถ-บ้าน-มนุษย์เงินเดือน

นอกจากการมุ่งสู่ธนาคารที่โดดเด่นในเรื่องรีไฟแนนซ์แล้ว สำหรับการหาลูกค้าเพิ่มเติมจากปัจจุบันนั้น จเรกล่าวว่า จะเน้นไปที่ฐานลูกค้าของธนาคารเดิมที่มีกว่า 5 ล้านคน และในจำนวนนี้อาจจะยังไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารทั้งหมด เช่น ลูกค้าที่มีบ้านที่มีจำนวนราว 5 แสนราย แต่กลุ่มนี้ก็อาจจะยังไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อบ้านของทีทีบี หรือลูกค้าที่มีรถยนต์จำนวน 2.4 ล้านราย ก็ใช้สินเชื่ออยู่กับธนาคารอยู่ราว 1 ล้านราย

“หากธนาคารสามารถต่อยอดฐานลูกค้าบ้านและรถให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารเพิ่มขึ้นได้ก็ใหญ่เพียงพอที่จะสามารถสร้างการเติบโตได้แล้ว ซึ่งทีทีบีจะยังมุ่งในกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่มีบ้าน มีรถ และมนุษย์เงินเดือน”

จเรกล่าวอีกว่า ในปี 2568 ทีทีบีเริ่มรุกตลาดบัตรเครดิตและบัตรเดบิตด้วยการร่วมมือกับ “ดิสนีย์” พันธมิตรระดับโลก ซึ่งเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวในประเทศไทย ที่มีบัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ และบัตรเครดิต ทีทีบี ดิสนีย์ ซึ่งเป็นการสร้างอะไรใหม่ๆ เป็นสีสันในตลาด

“ตลาดบัตรเครดิตชะลอมาพักใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากการระมัดระวังการใช้จ่าย โดยในกลุ่มคนรายได้สูงยังมีการเติบโตอยู่ แต่ในกลุ่มรายได้ปานกลางเริ่มชะลอ เพราะคนพยายามลดค่าใช้จ่าย แต่สำหรับทีทีบียังเติบโตได้จากบัตรเครดิตดิสนีย์ ที่ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่”

โดยทีทีบีมีเป้าหมายการออกบัตรเครดิตและบัตรเดบิตใหม่ในปี 2568 ของบัตรเครดิตดิสนีย์ 100,000 ใบ และบัตรเครดิตโดยรวม 300,000 ใบ ส่วนบัตรเดบิตดิสนีย์ ตั้งเป้า 216,000 ใบ และ บัตรเดบิตโดยรวม 725,000 ใบ

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2568 ฉบับที่ 519 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...