โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เป้าหมายหลักสหรัฐ เร่งเปิดตลาดคู่ค้า–บริหาร Local Content ถ่วงดุลจีน

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 04.49 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 14 ก.ค. – “พิชัย” ชี้การเจรจากับสหรัฐ ไม่ง่าย แต่ไทยต้องเดินหน้า แม้ท่าทีของสหรัฐฯ จะเป็นการแสดงความต้องการฝ่ายเดียว แต่ไทยต้องยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ควบคู่กับการรักษาสมดุลกับประเทศคู่ค้าอื่น ชี้เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการเปิดตลาดให้ได้มากที่สุด และผลักดันให้ประเทศคู่ค้าใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพา supply chain จากจีน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องวิเคราะห์ให้ชัด

นายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย หรือ “ทีมไทยแลนด์” เปิดเผยว่า การเจรจากับสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ แม้จะมีความซับซ้อนและท้าทาย เนื่องจากสหรัฐฯ แสดงท่าทีชัดเจนว่าเป็นการยื่นข้อเสนอในลักษณะ “ฝ่ายเดียว” แต่ไทยก็ต้องเดินหน้าเจรจา โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก พร้อมรักษาสมดุลกับประเทศคู่ค้าอื่น

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ ย้ำชัดคือ ต้องการให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดให้ได้มากที่สุด และจัดการกับ “Local Content” หรือสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศในกระบวนการผลิตสินค้า ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการ “สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด” หรือเป็นสินค้า “Transshipment” ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าควรใช้เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสหรัฐฯ จะกำหนด Local Content ไว้ในระดับใด ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องวิเคราะห์และกำหนดท่าทีอย่างรอบคอบ ส่วนสินค้า Transshipment กระทรวงพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ามากขึ้นแล้ว

นายพิชัยเน้นว่า การเปิดตลาดของไทยต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ และลดผลกระทบต่อภาคเกษตรและผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะสินค้าและวัตถุดิบที่ไทยมีความต้องการใช้อยู่แล้ว เช่น ถั่วเหลืองสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พลังงาน รวมถึงสินค้าที่ไทยมี FTA กับประเทศอื่นอยู่แล้วและสามารถนำเข้าได้โดยไม่เสียภาษี เช่น ปลานิลหรือลำไย ที่สหรัฐฯ ขอให้ไทยเปิดตลาด ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่กระทบเกษตรกรไทย หรือสินค้าประเภทยานยนต์ที่มีผู้จำหน่ายอยู่แล้วในประเทศ

ในส่วนของมาตรการรองรับ นายพิชัยระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบการสนับสนุนการลงทุน การเข้าถึงสินเชื่อ วงเงินรวม 200,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับธนาคารรัฐและเอกชน โดยจะเป็นเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างต้นทุน และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสายการผลิตให้สอดรับกับเงื่อนไขใหม่

ท่ามกลางวิกฤตก็มีโอกาส นายพิชัยกล่าวว่า ผลกระทบที่อาจเกิดจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ควรมองเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตและการส่งออกที่ควรเพิ่มการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ลดความเปราะบางจากการนำเข้า ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวควรปรับตัวสู่แนวทาง “ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” สร้างมูลค่าแทนการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไป. 512 - สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...