โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.คลัง ส่งสัญญาณเจรจาภาษีสหรัฐไม่จบง่าย! เตรียมพร้อมรับมือเร่งดึงลงทุน-ปรับโครงสร้างรับมือโลกใหม่

Manager Online

เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 10.36 น. • MGR Online

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐว่ายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ย้ำชัดว่าประเทศไทยจะยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ มุ่งสร้างความสมดุลทางการค้าที่ยั่งยืน แม้เส้นตาย 1 ส.ค. 68 จะใกล้เข้ามา แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงต้องจับตา เพราะหลายประเทศก็ยังไม่สามารถสรุปผลการเจรจาได้เช่นกัน

รมว.คลัง ยืนยันว่าไทยไม่ได้ล่าช้าในการเจรจา แต่เป็นการใช้เวลาทบทวนข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อให้ข้อเสนอเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล การได้เห็นบทเรียนจากประเทศอื่นที่เจรจาไปก่อนหน้านี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้ไทยเข้าใจความต้องการหลักของสหรัฐฯ คือ "ความสมดุลทางการค้า" ซึ่งช่วยให้ไทยมีเวลาพิจารณาข้อเสนอที่ยื่นไปเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ

สำหรับผลตอบรับข้อเสนอของไทยในการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ ขณะนี้ยังมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งคิดว่ายังต้องหารือกันต่อเนื่องในระยะต่อไป ยังไม่จบเลยในทีเดียว ส่วนผลลัพธ์ในการเจรจาครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะจบหรือภายในวันที่ 1 ส.ค. 68 หรือไม่ หรืออาจจะต้องต่อเนื่องไป และยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพราะหลายประเทศที่มีการเจรจาแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะจบ

ที่ผ่านมาไทยได้มีการหารือกับสหรัฐฯ ในหลายระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเจรจาผ่านระบบออนไลน์ และการเจรจาต่อหน้า ซึ่งการที่ได้เห็นผลการเจรจาของประเทศอื่นเข้าไปก่อนไทย ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ทำให้สามารถมองออกว่าสหรัฐต้องการอะไร ซึ่งหลัก ๆ คือ ต้องการให้เกิดความสมดุลทางการค้า ทำให้เรายังมีเวลาคิดและทบทวนเกี่ยวกับข้อเสนอที่ได้ส่งไป

สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Preferential Trade Agreement (PTA) ไทยได้ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการทบทวนหลายรอบ โดยไทยพร้อมขยายการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 69% จากปัจจุบันมูลค่าสินค้าสหรัฐที่ส่งมายังไทย อยู่ที่ 63-64% โดยการเปิดตลาดครั้งนี้จะรวมรายการสินค้าที่ไทยไม่เคยเปิดให้สหรัฐฯ มาก่อนในอัตราภาษี 0% เช่น ปลานิล ลำไย และรถยนต์พวงมาลัยซ้าย แม้ว่าสหรัฐฯ อาจจะไม่ได้มีศักยภาพในการส่งออกสินค้าดังกล่าวมากนัก แต่ก็ถือเป็นการแสดงเจตนาที่ดีและคาดว่าจะไม่กระทบผู้ผลิตในประเทศ

ประเด็นสำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือ การสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก นายพิชัย ชี้ว่า กติกาการค้าโลกอาจจะต้องเปลี่ยนไป โดยสินค้าที่มีสัดส่วน Local Content สูงอาจไม่ได้โดนภาษีนำเข้าจากสหรัฐเพียง 40% อีกต่อไป แต่อาจพุ่งสูงถึง 60-80% ดังนั้นไทยอาจต้องกลับมานิยามคำว่า Local Content กันใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงต้นทุนการผลิตในไทย บวกกับต้นทุนจากสหรัฐฯ และพันธมิตร

"วันนี้เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่ม Local Content ในห่วงโซ่การผลิตให้สูงขึ้นถึง 60-70% ให้ได้ในอนาคต ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันภาษีได้อย่างยั่งยืน" นายพิชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม การปรับสัดส่วน Local Content นั้นต้องใช้เวลา บางอุตสาหกรรมอาจใช้เวลาถึง 5-10 ปี เพื่อปรับจาก 5% ไปเป็น 50%

นายพิชัย ย้ำว่า โจทย์สำคัญของไทยในขณะนี้ คือ ต้องดึงการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้น เพราะการลงทุนถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญอย่างมากในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนจากการปรับงบประมาณ 1.15 แสนล้านบาทมาเน้นในโครงการระยะสั้นเพื่อเชื่อมโยงไปถึงโครงการในระยะกลางและยาว

นอกจากนั้น ในระหว่างนี้รัฐบาลกำลังเร่งเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลของแต่ละกลุ่มว่าได้รับผลกระทบอย่างไร และต้องการความช่วยเหลืออย่างไร เพื่อที่รัฐบาลจะได้เตรียมมาตรการทางการเงินในการให้ความช่วยเหลืออย่างถูกต้องต่อไป

"ตอนนี้กลุ่มอุตสาหกรรมกำลังทยอยส่งการบ้านมาเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องนำมาพิจารณากันต่อว่าเขาต้องการความช่วยเหลือในด้านใดบ้าง ตรงนี้จะทำให้เรารู้ว่าเขาต้องการอะไร หน้าที่ของเราก็มีเพียงแต่ว่าต้องมาดูว่าจะต้องแก้อะไรบ้าง นอกเหนือจากเรื่อง tariffs และมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยอาจจะมีบางเงื่อนไข หรือบางเรื่องที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ เช่น อัตราภาษี

เรื่องนี้ไม่ใช่ยาหวาน แต่เป็นยาขมที่ทุกประเทศต้องเจอทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องเร่งทำให้เกิดความเข้าใจและเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยการตัดสินใจด้วยการยึดประเทศเป็นหลัก และต้องเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มา 100% อาจจะต้องเสียไปบ้าง" นายพิชัย กล่าว

อย่างไรก็ดี เบื้องต้นได้สั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เตรียมวงเงินซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในเรื่องสภาพคล่อง การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน หรือการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือในช่วงสุญญากาศ ส่วนบริษัทขนาดใหญ่นั้น เบื้องต้นธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลว่าต้องการความช่วยเหลือขนาดไหน และด้านใดบ้าง ซึ่งหากเกินกว่าที่ธนาคารพาณิชย์จะสามารถรองรับได้ ก็ให้เสนอมาว่าภาครัฐจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องใดได้บ้าง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...