“Trump” เขย่าตลาดพันธบัตรสหรัฐ-ทำ “Yield พุ่ง”... ชู “กองตราสารหนี้โลก” ฝ่ามรสุม “Trade War” Top5 ปีนี้โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +3.27% โอกาสลงทุนรับ “ดอกเบี้ยสูง-แนวโน้มลดลง” !!!
สาระ Fund วันละนิด: ทิศทางดอกเบี้ยขาลงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ “กองทุนตราสารหนี้โลก” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดที่ได้แนะนำให้นักลงทุนมีติดพอร์ตเอาไว้
เพราะเงื่อนไขการลงทุนมาพร้อม ทั้ง “ดอกเบี้ยสูง-แนวโน้มลดลง” ไม่ได้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็น “โอกาสทอง” ของการลงทุนในตราสารหนี้ที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามพร้อมการมาของ “Donald Trump” กับนโยบายเขย่าโลกต่างๆ ที่ทยอยปล่อยออกมา ภาพเศรษฐกิจของสหรัฐส่อเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ที่เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งทำให้ “ดอกเบี้ย” ที่เคยมองว่าจะลดลงได้เร็วและมาก อาจจะทรงตัวสูงและมีข้อจำกัดในการลงไปในที่สุด
ผลงานของ “กองตราสารหนี้โลก” เลยดูเหมือนไม่มาตามนัด ปีนี้ผลงานทรงตัวบวกเล็กน้อยเฉลี่ย 0.06% เท่านั้น แต่บริบทการลงทุนยังคงทำให้ “ตราสารหนี้โลก” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงน่าสนใจลงทุนอยู่นั่นเอง
สำหรับ “กองตราสารหนี้โลก”ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด”ปีนี้ มีกองอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“กองตราสารหนี้โลก” ปีนี้ผลงานทรงตัว บวกเฉลี่ย +0.06%…“ UQI-SSF” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +6.14% ส่วน “MUBONDUH-D” ดิ่งหนักสุด -3.22%
สำหรับผลงานของ “กองทุนตราสารหนี้โลก” ทั้ง 126 กอง ปีนี้ค่อนข้างทรงตัวทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +0.06% โดยมี 76 กอง คิดเป็น 60% ที่มีผลงานเป็น “บวก” อีก 40% ที่เหลือยัง “ติดลบ” โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ +6.14% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ผลตอบแทนยังติดลบอยู่ -3.22% หรือต่างกันอยู่ 9.36%
สำหรับ 5 “กองตราสารหนี้โลก” ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +3.27% ได้แก่
“UQI-SSF” ของบลจ.ยูโอบี +6.14%
“SCBGLOB” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +3.52%
“DAOL-TRBOND-A” ของบลจ.ดาโอ +2.41%
“M-SMART INCOME-AC” ของบลจ.เอ็มเอฟซี +2.29%
“M-USTBILL” ของบลจ.เอ็มเอฟซี +1.97%
ส่วน 5 “กองตราสารหนี้โลก” ที่มีผลงาน “แย่สุด” ปีนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -2.95%ประกอบด้วย
“MUBONDUH-D” ของบลจ.เอ็มเอฟซี-3.22%
“SCBFSTP” ของบลจ.ไทยพาณิชย์-3.21%
“ONE-FFI” ของบลจ.วรรณ -3.11%
“TUSFIX” ของบลจ.ทิสโก้ -2.77%
“KKP SIB-UH-SSF” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร-2.45%
“Trump” ซ้ำเติมปัญหา “ตลาดพันธบัตร”…กังวลภาวะ “การคลัง” ทำผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่ง
หลังจากความหวั่นวิตกเกี่ยวกับภาษีศุลกากร“อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนหันไปให้ความสนใจกับแนวโน้มการคลังที่แย่ลง
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดเผยผ่านรายงานว่า “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” กำลังปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มทางการคลังที่ไม่ยั่งยืน “อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น” สะท้อนให้นักลงทุนเห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการลงทุนในหนี้สหรัฐ และพวกเขาต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงดังกล่าว “ตลาดพันธบัตร” กลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง เนื่องจากร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่ของประธานาธิบดี“Donald Trump” แม้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลทางการคลังของสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความคืบหน้าของร่างกฎหมายในกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน
“หากร่างกฎหมายผ่าน จะมีการลดภาษีโดยไม่ตัดรายจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ และผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะเพิ่มการขาดดุลมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า”
“ความกังวลยังเพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ลดลงในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’(Fed) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มสั่นคลอนเกี่ยวกับความปลอดภัยของหนี้รัฐบาลสหรัฐ จากนโยบายการค้าของ ‘Trump’ ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนรุนแรงในปีนี้นับตั้งแต่ ‘Trump’ เริ่มทำสงครามการค้า ซึ่งเพิ่มความคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ว่าภาษีศุลกากรอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น”
“เบนจามิน ไรท์เซส” นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจมหภาคของ BMO Capital Markets ในแคนาดา บอกว่า การขาดดุลจำนวนมากตลอดช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังที่อาจเกิดขึ้น และเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ไม่เป็นมิตรต่อตลาดพันธบัตรเลย หากปัจจัยหลักทั้งสามข้อนี้อย่างน้อยหนึ่งข้อไม่เปลี่ยนแปลง แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป
“อัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้สหรัฐฯ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘Moody’s’ เมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลที่ซบเซาในวันจันทร์ ก็ได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้นไปอีก การเคลื่อนไหวที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในพันธบัตรระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์เกี่ยวกับการเติบโตและแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม พันธบัตรระยะสั้นก็เริ่มมีอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา”
อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบท “ดอกเบี้ยสูง-แนวโน้มดอกเบี้ยลดลง” ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนใน “ตราสารหนี้โลก” อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยแนะนำให้ให้เน้นลงทุนใน “ตราสารหนี้คุณภาพ” ที่เป็น Investment Grade โดยวางอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (Duration) ปานกลางหรือต่ำกว่านั้น หรือไม่เกิน 5 ปี เป็นสำคัญ ยังจะได้ประโยชน์ทั้งจากดอกเบี้ยที่สูงและกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้นในอนาคต หากดอกเบี้ยลดลงอีกด้วย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต