โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สินค้าความงาม 4 แสนล้าน โตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์ไทย’ ฮิตดันตลาดพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 01.03 น.

สินค้าความงามคึกคักโตสวนเศรษฐกิจ กระแสคนไทยไม่หยุดสวย ชี้ตลาดยังมีช่องว่างเติบโตอีกมหาศาล รายใหญ่ครองมาร์เก็ตแชร์แค่ 10% เปิดช่องผู้เล่นทั้งหน้าใหม่-รายเดิมเข้าสู่ตลาด คาดสิ้นปี’68 มูลค่ารวมพุ่งแตะ 4 แสนล้านบาท แบรนด์ไทยฮิตติดลมดันตลาดโตแกร่ง เชนใหญ่ “อีฟแอนด์บอย-found & found” ลุยขยายสาขา พร้อมกวาดแบรนด์ไทยเสริมพอร์ต ขณะที่ MUJI ส่งสกินแคร์ตัวท็อปร่วมแข่ง

นายณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด (ORHW) ในกลุ่มบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผู้บริหารร้านค้าปลีกด้านสินค้าสุขภาพและความงาม ภายใต้แบรนด์ “found & found” เปิดเผยว่า ปี 2568 นี้ตลาดความงามยังคงเติบโตแข็งแกร่งในระดับ 8-9% คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีมูลค่า 400,000 ล้านบาท ด้วยแรงหนุนจากกระแสที่่ผู้บริโภคทั้งผู้หญิงและผู้ชายดูแลตนเองมากขึ้น

รวมถึงต้องการและใช้สินค้าที่สะดวกมากขึ้น หรือชิ้นเดียวมีหลายฟังก์ชั่น เช่น กันแดดและคอลลาเจน ขณะที่แบรนด์สินค้าต่างรับกระแสด้วยการส่งสินค้าในแนวนี้ออกมา ทำให้ตลาดคึกคักยิ่งขึ้น

ปี’68 มูลค่าตลาดแตะ 4 แสนล้าน

นายณัฐพลกล่าวว่า ตลาดสินค้าความงามในประเทศไทยยังมีช่องให้ผู้เล่นทั้งหน้าใหม่และรายเดิมเติบโตได้อีกมาก และยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาดที่ชัดเจน เนื่องจากผู้เล่นหลัก 5 รายยังครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับแบรนด์ found & found นั้นช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ บริษัทจะเพิ่มดีกรีการทำตลาดให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเน้นย้ำจุดเด่นที่แตกต่างจากร้านความงามมัลติแบรนด์รายอื่น ๆ ในตลาด เช่น ไลน์อัพสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น และเกาหลี ในราคาจับต้องได้ แพงกว่าการบินไปซื้อเองประมาณ 10-15% เท่านั้น, ความง่ายในการหาสินค้าในร้านด้วยการตกแต่งที่ชัดเจนและทีมพนักงานที่รู้ลึกเรื่องสินค้าญี่ปุ่น-เกาหลี รวมไปถึงการโคแคมเปญ-โปรโมชั่น-แต้มสมาชิกกับพีทีทีบลูการ์ด เป็นต้น

“เราประเดิมด้วยอีเวนต์เปิดสาขาเดอะมอลล์ บางแค อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีคนดังมาร่วมงานและการใช้สื่อหลายช่องทาง พร้อมเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง โดยวางเป้ามี 12 สาขาในเดือนมิถุนายน และสปีดเป็น 50 สาขาสิ้นปี 2569” นายณัฐพลกล่าว

แบรนด์ไทยดันตลาดโตแกร่ง

ด้านนายหิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดสินค้าความงามเติบโต คือ กระแสความนิยมของเครื่องสำอางแบรนด์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า SMEs ที่ถือเป็น Rising Star หรือดาวรุ่งมาแรงของตลาด หลังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่หลังการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไทยยังพร้อมจับจ่ายเพื่อความงามและใช้สินค้าซับซ้อนขึ้น ด้วยสะท้อนจากงานมอบรางวัล “EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2024” ที่เป็นการมอบรางวัลให้กับแบรนด์ความงามที่มียอดขายสูงสุด ซึ่งครั้งนี้จำนวนแบรนด์ไทยที่ได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 20% เมื่อร่วมกับการขายผ่านอีคอมเมิร์ซที่ยังโตแรง และขนาดตลาดที่มีมูลค่าเพียง 1 ใน 4 ของเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นแล้ว ทำให้ตลาดเติบโตทั้งในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคต “การที่แบรนด์ไทยโดยเฉพาะ SMEs ได้รับความนิยมสูงนั้น เชื่อว่าเป็นผลจาก 3 ปัจจัย คือ ความเร็วในการปรับสูตร-ไลน์สินค้า ได้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปัจจุบันนิยมเปลี่ยนแบรนด์-สูตรสกินแคร์ใหม่ทุก 3 เดือน จากเดิมที่เปลี่ยนทุก 6 เดือน และความสามารถในการทำสินค้าที่ตอบโจทย์สภาพผิวผู้บริโภคไทยได้ตรงจุด รวมถึงการทุ่มเททำการตลาดเข้มข้น” นายหิรัญกล่าว

ขณะที่แบรนด์ไทยได้รับความนิยมในช่วง 2-3 ปีนี้เป็นแบรนด์ระดับกลาง-บนที่จำหน่ายสินค้าราคาหลักพันบาทขึ้นไป อาทิ Her Hyness จึงไม่เพียงผลักดันยอดขายให้ EVEANDBOY เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมูลค่าตลาดความงามโดยรวมด้วย

“ตอนนี้การเลือกสินค้าความงามของคนไทยไม่ติดข้อจำกัดด้านยี่ห้อแล้ว ขอแค่คุณภาพดีตอบโจทย์การใช้งานและความปลอดภัยก็พอ จึงนับเป็นโอกาสทองของแบรนด์ไทย”

เฟ้น “แบรนด์ไทย” เสริมพอร์ต

นายหิรัญกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันบริษัทมีแผนต่อยอดกระแสความนิยมแบรนด์ไทย และรับมือกับพฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ถี่ และเกาะติดเทรนด์ของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ต้องการของผู้บริโภคให้ทัน และเดินสายเฟ้นหาสินค้าและแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์เข้ามาเสริมพอร์ตสินค้าให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะแบรนด์ไทยที่เชื่อว่าจะมีสัดส่วนในพอร์ตเยอะขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยการขยายสาขา โดยตั้งเป้ามีสาขารวม 65 แห่งในสิ้นปี 2568 นี้ จากนั้นจะเพิ่มเป็น 140 สาขาในปี 2571 และพัฒนาลอยัลตี้โปรแกรมใหม่ เอบบีการ์ด (Ebbie Card) ที่มาพร้อมส่วนลด, ดีลเฉพาะสมาชิก ฯลฯ เชื่อว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะหนุนให้รายได้ของบริษัทในปี 2568 เติบโตอีก 30% ต่อเนื่องจากปี 2567 ที่เติบโต 40% และมีรายได้ 7,000 ล้านบาท

แนะแบรนด์ไทยเร่งต่อยอด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า Watson ผู้บริหารร้านสินค้าสุขภาพและความงามเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคกว่า 4,000 คนทั่วประเทศไทยพบว่า แบรนด์ไทยกำลังก้าวสู่การเป็น “แบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น” หลังผู้บริโภคกว่า 80% มองว่าแบรนด์ไทยมีภาพลักษณ์ดีและเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยการสร้างคุณภาพควบคู่กับราคาที่เหมาะสมจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเปิดใจ หลังผู้บริโภค 77% ใส่ใจในเรื่อง “สรรพคุณและส่วนผสม” และ 61% ให้ความสำคัญกับ “ราคา”

จุดนี้จึงถือเป็นโอกาสของแบรนด์ไทยในการต่อยอดผ่าน Brand Storytelling และการสร้าง Trust-Based Marketing เพื่อรักษาแรงสนับสนุนจากฐานลูกค้าที่กำลังเติบโตให้ยั่งยืน

ชี้ยุคนี้ต้อง “คลีนบิวตี้”

สอดคล้อง นางกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมซัน รอเยล จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ HER HYNESS สินค้าความงามสัญชาติไทย ที่กล่าวว่า คลีนบิวตี้ หรือสินค้าความงาม ที่ให้ความสำคัญกับความสะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นกระแสมาแรงในตลาดสินค้าความงาม

โดยข้อมูลของบริษัทวิจัย Euromonitor ชี้ว่า ในปี 2568 นี้ ผู้บริโภคทั่วโลกจำนวน 40% ให้ความสำคัญกับคลีนบิวตี้ โดย 4 ประเทศที่มีผู้บริโภคกลุ่มคลีนบิวตี้สูง ประกอบด้วย อินโดนีเซีย 59%, อินเดีย 57%, ไทย 56% และแอฟริกาใต้ 53%

จากแนวโน้มนี้ทำให้บริษัทต่อยอดกระแสด้วยการทำตลาดเข้มข้นจริงจังหลังเติบโตแบบโลว์โปรไฟล์มานานกว่า 8 ปี โดยมุ่งชูจุดเด่นด้านวัตถุดิบจากธรรมชาติ และความปลอดภัยด้วยผลทดสอบจากห้องแล็บ ตอบโจทย์เทรนด์คลีนบิวตี้ โดยโฟกัสเซ็กเมนต์ครีมกันแดดเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ของตลาดความงามที่เติบโตสูง ด้วยมูลค่า 6,100 ล้านบาท หลังเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% ในช่วง 2564-2567 โดยปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 1,000 ล้านบาท

Muji ดันสกินแคร์สู่สินค้าหลัก

นางสาวอริญา พันธุมโกมล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มูจิรีเทล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดสกินแคร์ในไทยมีศักยภาพสูง สะท้อนจากยอดขายสินค้าสกินแคร์ของบริษัทที่เติบโตต่อเนื่อง แม้ไม่ได้ทำตลาดเท่ากับสินค้ากลุ่มอื่น ทั้งนี้เป็นผลจากเทรนด์ความนิยมในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติซึ่งกำลังมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคอายุ 25-34 ปี

ดังนั้นเพื่อต่อยอดกระแสนี้ บริษัทจึงตัดสินใจทุ่มผลักดันสินค้าสกินแคร์ให้เติบโตระดับเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่อง และขึ้นมาเป็น New Basic Product กลุ่มที่ 3 ควบคู่กับของใช้ในบ้าน และสินค้าแฟชั่น และทำการตลาดเต็มตัว ตั้งแต่นำสินค้าขายดีในญี่ปุ่นอย่างสกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ Sensitive Skin Series และ Booster Series เข้ามาจำหน่ายในทั้ง 39 สาขาในไทย

นอกจากนี้ ยังปรับพื้นที่วางสินค้าสกินแคร์ให้เป็นเมนดิสเพลย์ของแต่ละสาขา รวมถึงทำแคมเปญสื่อสารผ่านคนดังและ KOL ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ตั้งเป้ายอดขายสินค้าสกินแคร์สำหรับปี 2568 เติบโตระดับเลขสองหลัก รวมถึงเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สินค้าความงาม 4 แสนล้าน โตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์ไทย’ ฮิตดันตลาดพุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...