สุดย้อนแย้ง พฤติกรรมสองพ่อลูกตระกูลฮุน ‘สุริยะใส’ เผยฮุนเซน-ฮุนมาเนตจะขึ้นศาลโลกเมื่อได้เปรียบ หากเป็นกรณีที่ตนไม่ชอบ ก็จะไม่ยอมรับคำตัดสินศาลโลก | The Structure
The Structure
อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 14.11 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 08.00 น. • The Structureผศ. ดร. สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, และ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย(สปท.) มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความเปิดเผยพฤติกรรมสุดย้อนแย้งของสองพ่อลูก ฮุน เซน – ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ที่จะใช้อำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกก็ต่อเมื่อตนเองได้เปรียบ โดยมีข้อความว่า
“ฮุน เซน – ฮุน มาเนต กับพฤติกรรมย้อนแย้งในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ณ เวลานี้ กำลังกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ สมเด็จฮุน เซน ที่ประกาศว่าจะยื่นเรื่อง “ช่องบก” รวม 4 พื้นที่ของไทยเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)
โดยกล่าวอ้างว่าไทยละเมิดสิทธิของกัมพูชาในพื้นที่พิพาท ทั้งทีศาลโลกได้วินิจฉัยไปในปี พ.ศ. 2556 ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงต้องพิจารณาผ่านกระบวนการเจรจาทวิภาคี และคำพิพากษาศาลโลกครั้งนั้นไม่ได้ยึดหลักสันปันน้ำตาม สนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสแต่อย่างใด
การกระทำของฮุน เซนและฮุน มาเนต ในครั้งนี้ จึง มิใช่การเคารพหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการใช้เวทีตุลาการระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อ “สร้างความชอบธรรมฝ่ายเดียว” และบิดเบือนต่อสายตาประชาคมโลกให้ไทยตกเป็นจำเลย ทั้งที่ความจริงคือพื้นที่พิพาทนั้นยังไม่มีการกำหนดเส้นเขตแดนอย่างเป็นทางการ
ฮุน เซน เป็นผู้นำที่มีประวัติ ใช้ประเด็นชาติพันธุ์และชายแดนเพื่อเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างภัยจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างภาพของผู้นำที่ปกป้องเอกราช หรือการบิดเบือนคำพิพากษาศาลโลกปี 2556 ว่าเป็นชัยชนะเด็ดขาด ทั้งที่คำพิพากษาดังกล่าวระบุชัดว่าเป็นเพียงการตีความเขต “ตัวปราสาท” เท่านั้น ไม่ได้ตัดสินพื้นที่รอบนอกที่ยังเป็นพื้นที่พิพาท
และที่ย้อนแย้งยิ่งกว่านั้นคือ ในปี พ.ศ. 2559 เมื่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) มีคำตัดสินให้จีน “ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย” ในทะเลจีนใต้ กัมพูชากลับแสดงท่าทีเข้าข้างจีน และ “ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกในกรณีนั้น” ทั้งที่ศาลเดียวกันนี้เองที่กัมพูชาอ้างอิงเพื่อฟ้องร้องประเทศไทยในกรณีพระวิหาร
พฤติกรรมเช่นนี้เรียกว่า “เลือกใช้ศาลโลกเฉพาะเวลาที่ตนได้ประโยชน์” ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลกัมพูชาภายใต้ฮุน เซน และฮุน มาเนต ไม่ได้ยึดมั่นในหลักนิติธรรมสากลอย่างจริงใจ หากแต่ใช้เวทีตุลาการระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการทูตและการเมืองเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบฝ่ายเดียว
ประเทศไทยควรแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่ยอมให้การใช้ศาลโลกเป็นเครื่องมือทางการเมืองฝ่ายเดียวมาบิดเบือนอธิปไตยของชาติ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกเจรจาทวิภาคี (JBC) และหลักสันติวิธีอันเป็นที่ยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศ
อธิปไตยของชาติจึงไม่ควรถูกตัดสินบนเวทีที่อีกฝ่ายใช้แบบเลือกได้ เลือกเอา เลือกทิ้ง และศาลโลกไม่ควรถูกลดสถานะให้กลายเป็นเพียงเวทีการทูตที่ผู้นำบางประเทศหยิบใช้เพื่อตนเองแล้วทิ้งเมื่อไม่เกิดผลประโยชน์…”
#TheStructure
#TheStructureNews
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ชายแดนไทยกัมพูชา
#สุริยะใสกตะศิลา