โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธนาคารกลางทั่วโลก ยังแห่ตุนทองต่อเนื่องถึงปี 69 ลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ศก.โลก

efinanceThai

เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 07.04 น.

ธนาคารกลางทั่วโลก ยังแห่ตุนทองต่อเนื่องถึงปี 69 ลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ศก.โลก

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 มิ.ย. 68 14:04 น.

สภาทองคำโลก คาดการณ์ธนาคารกลางทั่วโลกมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แม้ราคาทองคำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ชี้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ช่วยกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานจากผลสำรวจล่าสุดประจำปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองของธนาคารกลางมากกว่า 9 ใน 10 (หรือกว่า 95%) คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะเพิ่มการถือครองสำรองทองคำอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และเป็นสถิติที่สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2562 โดยเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2567

จากการสำรวจทุนสำรองทองคำของธนาคารกลาง ประจำปี 2568 (Central Banks Gold Reserves: CBGR) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากธนาคารกลางทั่วโลกจำนวน 73 แห่ง เผยว่าเกือบ 43% ของธนาคารกลางมีแผนที่จะเพิ่มทุนสำรองทองคำภายในปีหน้า ความนิยมในทองคำของผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ราคาทองคำจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์และธนาคารกลางมีการซื้อทองคำต่อเนื่องมาแล้ว 15 ปี

ทองคำยังคงถูกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง โดยแรงจูงใจหลัก 3 ประการในการถือครองทองคำได้เปลี่ยนมาเป็น วิธีการเก็บรักษามูลค่าในระยะยาว (80%) บทบาทอันสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (81%) และผลการดำเนินงานในช่วงวิกฤต (85%)

ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets and Developing Economies: EMDE) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสัดส่วนทองคำในพอร์ตการลงทุนสำรองภายในประเทศ โดยผลสำรวจพบว่า 28 จาก 58 ประเทศ (48%) ในกลุ่ม EMDE คาดการณ์ว่าปริมาณทองคำสำรองของตนจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับ 3 จาก 14 ประเทศ (21%) ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า (Advanced Economy) ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา แม้ว่าระดับอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของทั้งสองกลุ่มในการถือครองทองคำ แต่อัตราเงินเฟ้อ (84%) และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (81%) กลับเป็นปัจจัยหลักสำหรับกลุ่ม EMDE ในขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้ามีความกังวลในประเด็นเดียวกันที่ 67% และ 60% ตามลำดับ

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ธนาคารกลางจำนวนมากขึ้นหันมาเก็บทองคำไว้ภายในประเทศ โดย 59% ระบุว่ามีการเก็บทองคำในคลังภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2567 นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ (73%) มองว่าการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในทุนสำรองของประเทศจะลดลงในระดับปานกลางถึงมากในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าสกุลเงินอื่น ๆ เช่น ยูโรและเงินหยวน รวมถึงทองคำ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า "หลังจากได้มีการจัดทำแบบสำรวจนี้มาเป็นเวลา 8 ปี เราได้ค้นพบข้อมูลสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าธนาคารกลางเกือบครึ่งที่ตอบแบบสำรวจมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการถือครองทองคำในปีหน้า ข้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในขณะที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนและความปั่นป่วน โดยธนาคารกลางต่างเผยถึงความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความไม่มั่นคง ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้หันมาใช้ทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง"

เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...