อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯเผย ไทยผิดหวังกัมพูชาฟ้องศาลโลก ชี้ควรใช้กลไกทวิภาคีคุยก่อน
อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯเผย ไทยผิดหวังกัมพูชาฟ้องศาลโลก ชี้ควรใช้กลไกทวิภาคีคุยก่อน
นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ได้กล่าวให้รายละเอียดในการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน ประธานคณะกรรมาธิการร่วมฝ่ายไทยในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ครั้งที่ 6 เข้าร่วมการแถลงข่าวด้วย โดยแสดงความผิดหวังต่อการที่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธที่จะพูดคุยเรื่องพื้นที่พิพาท 4 แห่งระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุมเจบีซีและเลือกที่จะยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)
นายเบญจมินทร์ กล่าวว่าเรื่องศาลโลกเป็นสิ่งที่ทางกรมสนธิสัญญาและกฎหมายให้ความสำคัญ ซึ่งทุกคนก็คงทราบแล้วว่ากัมพูชานำเรื่องพื้นที่พิพาท 4 แห่งกับไทย ได้แก่ ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ให้ศาลโลกพิจารณาไปก่อนนั้น และจะไม่มีการนำเรื่องพื้นที่ 4 แห่งนี้มาพิจารณาในการประชุมเจบีซีอีก ก็ขอหยิบคำพูดของนายประศาสน์ว่านี่เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะกระบวนการตามกลไกทวิภาคีนั้นยังคงดำเนินการอยู่ และมีความคืบหน้าอีกด้วย
นายเบญจมินทร์ ให้ข้อมูลว่าจนถึงตอนนี้ ทางรัฐบาลไทยยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากทั้งฝ่ายกัมพูชาและศาลโลกในกรณีที่กัมพูชายื่นเรื่องต่อศาลโลก ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดคำร้องของกัมพูชาว่าฟ้องร้องไทยว่าอย่างไร และใช้ฐานอำนาจอะไรมาฟ้อง
ทางกรมสนธิสัญญาและกฎหมายไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ และมีทีมเตรียมการรับมือไว้แล้ว โดยได้ศึกษาประเด็นทางกฎหมายในทุกความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังมีทีมที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นที่ปรึกษาให้เรา
นายเบญจมินทร์ เน้นย้ำว่าโดยหลักการแล้ว การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับอำนาจศาลโลกเสียก่อน ซึ่งในกรณีของไทยก็ชัดเจนว่าเราไม่รับอำนาจศาลโลกแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ.2503 เหมือนกับอีก 118 ประเทศที่ไม่รับอำนาจศาลโลกเช่นกัน แต่เราต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเรื่องกลไกต่างๆ ที่จะแก้ไขปัญหาข้อพิพาทก็จะต้องคำนึงถึงบริบทของเรื่องนั้นๆ ลักษณะของข้อพิพาทและนัยต่ออธิปไตยของประเทศ
นายเบญจมินทร์ กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะตามปกติแล้ว การจะไปศาลโลกนั้นทั้งสองฝ่ายควรจะมีการตกลงกันก่อนว่าจะไปขึ้นศาลโลกในเรื่องใด อย่างไร ไม่ใช่การขึ้นศาลตามปกติ แต่จะต้องมีการตีกรอบในการไปขึ้นศาลโลกก่อน ประเด็นนี้กัมพูชานำเสนอเรื่องต่อสาธารณชนแทนที่จะมาพูดคุยกับฝ่ายไทย ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอีกซ้ำสอง เป็นการปิดโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะคุยกันอย่างเปิดอก แก้ไขข้อติดขัดที่มี
สำหรับกรณี MOU 2543 นั้น นายเบญจมินทร์กล่าวว่านี่เป็นสนธิสัญญาระหว่างไทย-กัมพูชาในการปักปันเขตแดน โดยข้อ 8 ระบุไว้ชัดเจนว่าหากมีปัญหาในการตีความ หรือการบังคับใช้ MOU ขอให้ทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือหรือเจรจากันก่อน ก็ถือเป็นการก้าวข้ามขั้นตอนและหากเราไปดูในกฎบัตรของสหประชาชาติได้เน้นการให้คู่กรณีพูดคุยกันก่อน รวมถึงมีกลไกอื่นๆ อีกมากก่อนนำเรื่องไปศาลโลกซึ่งแปลว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้แล้วจริงๆ แต่ข้อเท็จจริงคือไม่เคยมีการพูดคุยถึงประเด็นพื้นที่พิพาท 4 จุดนี้มาก่อนเลย
นอกจากนั้น ตามปกติแล้วแม้ศาลโลกจะตัดสินก็มักตัดสินในหลักการ และมักบอกให้คู่กรณีไปลงรายละเอียดในพื้นที่กันเอง สิ่งที่อยากจะบอกคือเราหนีไม่พ้นการย้อนกลับมาปักปันเขตแดนโดยอาศัยกลไกทวิภาคีที่เรามีอยู่ ไม่ใช่เราหลีกหนีอะไรแต่อยากให้อยู่ในข้อเท็จจริงว่าตอนนี้เรามีกรอบทางกฎหมาย มีสนธิสัญญาที่พร้อมในการใช้ปฏิบัติ ดังนั้นจึงขอย้ำว่าเรามีกลไกทวิภาคีทั้ง คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(จีบีซี) คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (เจบีซี) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค(อาร์บีซี) ที่ยังมีประสิทธิภาพอยู่ ก็อยากเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากลับมาใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ก่อน
นอกจากนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศจะมีการบรรยายสรุปสถานการณ์ให้ทางคณะเอกอัครราชทูตของต่างประเทศที่ประจำอยู่ในไทยได้รับทราบในเวลา 15.30 น.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯเผย ไทยผิดหวังกัมพูชาฟ้องศาลโลก ชี้ควรใช้กลไกทวิภาคีคุยก่อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th