Spotlight: ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นบ้างในสัปดาห์นี้ [9-13 มิ.ย. 2568]
สัปดาห์นี้เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชายังเป็นที่น่าจับตาอย่างต่อเนื่อง ทางฝั่งกัมพูชามีมาตรการตอบโต้ไทยตลอดทั้งสัปดาห์ สถานการณ์ระหว่างประเทศนอกเหนือจากนี้ยังมีเหตุการณ์พบศพตัวประกันชาวไทยในกาซาที่สร้างความสลดใจอย่างมาก ตอกย้ำว่าท่ามกลางสงครามและสถานการณ์ความรุนแรงมีแต่ประชาชนที่เสียประโยชน์มากที่สุด ถึงกระทั่งเสียชีวิต
นอกจากนี้ยังมีข่าวอื่นๆ ทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และข่าวชวนยิ้มท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เราจึงขอหยิบยกมาทบทวนอีกครั้งในที่เดียว
กัมพูชาออกมาตรการตอบโต้ไทยกรณีไทยสั่งปิดด่านชายแดน
ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติของไทยเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ได้นำมาซึ่งการมอบอำนาจให้กองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ออกคำสั่งกำหนดมาตรการควบคุมการปิด-เปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งได้ปรับลดระยะเวลาการพำนักของชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้าไทย จากเดิม 60 วัน เหลือเพียง 7 วัน
นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า มาตรการเหล่านี้ ไม่ใช่คำสั่งปิดด่านทั้งหมดหรือในทันที แต่เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นขั้นเป็นตอนตามระดับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่าทำเพื่อความสงบเรียบร้อย ทั้งยังจำกัดวันเดินทางข้ามแดนเฉพาะบางวันเท่านั้น จากเดิมที่สามารถข้ามได้ทุกวัน
มาตรการดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากในฝั่งกัมพูชา จึงได้ออกมาตรการตอบโต้ทันที โดยปรับเวลาเปิดด่านใหม่เป็น 09.00 น. ถึง 16.00 น. เช่นเดียวกัน พร้อมกับสั่งปิดด่านบางแห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อฝ่ายไทย ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ
ด้าน พลโท โสก เวียสนา อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชา ได้ออกมาแถลงมาตรการตอบโต้เพิ่มเติม โดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายนเป็นต้นไป ชาวไทยทุกคนที่เดินทางเข้าสู่กัมพูชา จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเพียง 7 วันเท่านั้น และเมื่อครบกำหนดจะต้องเดินทางออกและประทับตราหนังสือเดินทางใหม่ เพื่อเป็นการตอบสนองตามคำสั่งของผู้นำประเทศที่ต้องการให้มีมาตรการตอบโต้เท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังประกาศว่าหากประเทศไทยยังไม่เปิดด่านชายแดน กัมพูชาจะดำเนินมาตรการตอบโต้ 6 ประการ ดังต่อไปนี้
ระงับการนำเข้าและใช้งานสินค้าจากไทย โดยหันมาเน้นส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์ในประเทศ และนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นแทน
สนับสนุนเกษตรกรภายในประเทศ ด้วยการรับซื้อผลผลิตที่เคยส่งออกไปยังไทย และเร่งหาตลาดรองรับใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ยุติการส่งผู้ป่วยไปรักษาในไทย โดยส่งต่อไปยังสถานพยาบาลภายในกัมพูชาหรือในต่างประเทศแทน
เตรียมรับแรงงานกัมพูชาที่อาจต้องเดินทางกลับจากไทย ด้วยการวางแผนสร้างงานใหม่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการก่อสร้างภายในประเทศ
เสริมความพร้อมด้านความมั่นคง ด้วยการจัดกำลังทหารเพื่อป้องกันชายแดนและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการรุกรานที่อาจเกิดขึ้น
วางแผนการอพยพประชาชนจากพื้นที่ชายแดน ไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมจัดสรรอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ อย่างเพียงพอ
ทางด้าน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 12 มิ.ย. 2568 ระบุว่า รายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่า กลุ่มหัวรุนแรงบางกลุ่มในประเทศไทยได้เรียกร้องให้ตัดการส่งไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตเข้าสู่กัมพูชา
“เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากแก่ฝ่ายไทย ว่าจะตัดการเชื่อมต่อหรือไม่หรือตัดการเชื่อมต่อเมื่อใด ฝ่ายกัมพูชาจึงตัดสินใจที่จะรับประกันการจัดหาไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง” โพสต์ของฮุน มาเนต ระบุ
ล่าสุดวันนี้ (13 มิถุนายน 2568) เวลา 09.00 น. หลังจากเจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดประตูด่านพรมแดนปอยเปต ฝั่งปอยเปต ซึ่งเปิดช้ากว่าฝ่ายไทย 1 ชม. ได้มีเจ้าหน้าที่กระทรวงไปรษณีย์และคมนาคมกัมพูชา มาทำการตัดสายอินเทอร์เน็ตที่ส่งมาจากฝั่งไทยที่บริเวณข้างสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา โดยมีประชาชนชาวกัมพูชามายืนมุงดูเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่กระทรวงไปรษณีย์และคมนาคมกัมพูชาดำเนินการตัดสายอินเทอร์เน็ตจากไทยแล้ว ได้ทำการเปิดสัญญาณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของประเทศกัมพูชาเข้ามาทันที เพื่อให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตในฝั่งปอยเปตไม่หยุดชะงัก
พบศพตัวประกันชาวไทยในกาซา
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ยืนยันการพบร่างของ ณัฐพงษ์ ปินตา แรงงานชาวไทยผู้ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นตัวประกันรายสุดท้ายจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ที่ยังไม่ทราบชะตากรรมมาก่อนหน้านี้
แถลงการณ์ระบุว่า กองทัพอิสราเอล (IDF) ร่วมกับสำนักงานความมั่นคงอิสราเอล (ISA) ได้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างของณัฐพงษ์จากพื้นที่ราฟาห์ในฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน และนำกลับมายังอิสราเอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ณัฐพงษ์ อายุ 35 ปี เป็นทั้งสามีและพ่อ เดินทางไปทำงานเกษตรกรรมที่คิบบุตซ์ เนียร์ ออซ มาหลายปี เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวที่ประเทศไทย เขาถูกลักพาตัวในระหว่างเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มติดอาวุธคาตาอิบ อัล-มูจาฮิดีน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ขณะยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเขาถูกสังหารในช่วงที่ถูกจับเป็นตัวประกัน
การค้นหาและกู้ร่างครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การบังคับบัญชาของกองพลฉนวนกาซา โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมจากการสอบปากคำสมาชิกกลุ่มติดอาวุธที่ถูกจับกุม รวมถึงข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของ IDF กระบวนการระบุตัวบุคคลได้รับการยืนยันโดยสถาบันนิติเวชแห่งชาติและตำรวจอิสราเอล
หลังยืนยันตัวบุคคล ทางการอิสราเอลได้แจ้งข่าวเศร้าครั้งนี้อย่างเป็นทางการแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงรัฐบาลไทย ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ
แม้ผลการชันสูตรจะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่จากข้อมูลเบื้องต้นเชื่อว่า ณัฐพงษ์น่าจะถูกสังหารในช่วงต้นของการลักพาตัว เนื่องจากขณะเกิดเหตุทางการอิสราเอลยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันสถานะของเขาได้
IDF และ ISA ยืนยันว่าจะเดินหน้าค้นหาและช่วยเหลือตัวประกันที่ยังเหลืออยู่ ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตและผู้ที่เสียชีวิตแล้ว โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูล ข่าวกรองจากแหล่งต่างๆ และเทคโนโลยีการเฝ้าระวังที่ทันสมัย
ออร์นา ซากีฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของณัฐพงษ์และประชาชนชาวไทย พร้อมย้ำว่าอิสราเอลจะไม่หยุดยั้งความพยายามในการนำตัวประกันทุกรายกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือชาวต่างชาติ
เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ลาออกจากศิลปินแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 มีรายงานว่า เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดัง ได้ประกาศลาออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ ระหว่างการบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ในงาน Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 สู่การจัดงาน Thailand Biennale, Phuket 2025
อาจารย์เฉลิมชัยเปิดเผยว่า ได้ยื่นจดหมายลาออกจากกระทรวงวัฒนธรรมไปตั้งแต่เดือนก่อน แต่เพิ่งเลือกเปิดเผยต่อสาธารณะในวันนี้ โดยให้เหตุผลว่า
“ผมได้ลาออกจากกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว และขอลาออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ เพราะผมเป็นคนปากไม่ดี กลัวจะทำให้สถาบันเสียหาย พูดอะไรก็ลำบาก จะวิจารณ์กระทรวงฯ ก็ไม่ได้ ผมไม่อยากให้กระทรวงฯ บอบช้ำหรือมีบาดแผลจากคำพูดของผม จึงขอถอยออกมา”
พร้อมกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “ไม่ต้องมีคำว่าศิลปินแห่งชาติก็ได้ ผมก็ยังเป็นศิลปินของชาติอยู่ดี ให้ใครจะด่าผมก็เชิญ ผมเป็นคนปากไม่ดี แต่ผมจริงใจ”
สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ เตือนทีมงานนายกฯ อาจเข้าข่ายคุกคามเสรีภาพสื่อ
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อพฤติกรรมของทีมงานด้านภาพลักษณ์และสื่อสังคมออนไลน์ของนายกรัฐมนตรี ที่มีรายงานว่าบันทึกและเผยแพร่ภาพใบหน้าของสื่อมวลชนขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามต่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา
ภายหลังภาพถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อรายดังกล่าวตกเป็นเป้าการโจมตีจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลกำลังเผชิญกับความกดดัน หลังนายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำถามเกี่ยวกับประเด็นเดียวกันก่อนหน้านี้
สมาคมนักข่าวฯ ระบุว่า รู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าพฤติกรรมของทีมงานที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีอิสระ โดยมีข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้
การบันทึกและเผยแพร่ภาพสื่อมวลชนในลักษณะเฉพาะเจาะจง ขณะตั้งคำถามต่อผู้นำรัฐบาล อาจถูกมองว่าเป็นการกดดันหรือข่มขู่ ซึ่งสร้างแรงกดดันทางจิตใจและบั่นทอนเสรีภาพในการสอบถามหรือรายงานข่าวสาร โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวและสังคมต้องการคำตอบ
พฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิด ‘บรรยากาศแห่งความกลัว’ ในหมู่ผู้สื่อข่าว และกระทบต่อความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ของฝ่ายบริหาร
สมาคมฯ เรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมที่อาจถูกตีความว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชน และขอให้รัฐบาลโดยเฉพาะทีมงานนายกรัฐมนตรี สนับสนุนเสรีภาพในการทำงานของสื่อ สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นอิสระ เพื่อให้สื่อสามารถทำหน้าที่ในฐานะ ‘กลไกตรวจสอบและกระบอกเสียงของประชาชน’ ได้อย่างเต็มที่
ท้ายที่สุด สมาคมนักข่าวฯ เน้นย้ำว่าการตั้งคำถามต่อผู้นำประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบตามหลักประชาธิปไตย และขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงบทบาทของสื่อในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างสังคมที่เปิดเผย โปร่งใส และรับฟังเสียงของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
ติดตามการสรรหา ‘ผู้ว่าการแบงก์ชาติ’ คนใหม่
การสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น หลังจากกระทรวงการคลังได้เปิดเผยว่ามีผู้สมัครทั้งสิ้น 7 ราย เข้าชิงตำแหน่งสำคัญนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน ตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนและรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการดูแลเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจของประเทศ ผู้ว่าการ ธปท. ต้องมีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หรือด้านการเงินการธนาคาร รวมถึงความรู้และประสบการณ์ด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจมหภาคของประเทศและเศรษฐกิจการเงินโลก นโยบายการเงิน นโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และนโยบายเกี่ยวกับระบบการชำระเงิน
ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนี้จะต้องสามารถทำงานให้กับ ธปท. ได้เต็มเวลา ผู้ว่าการคนใหม่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่จะครบวาระในวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้
พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท. และโฆษกกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยภายหลังการปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมาว่ามีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 7 ราย โดยแบ่งเป็น ผู้ชาย 5 ราย และผู้หญิง 2 ราย
มาจากหน่วยงานภาครัฐ 2 ราย ที่เหลือเป็นภาคการเงิน ทั้งภาคธนาคารและที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และนักธุรกิจเอกชน
ผู้สมัครแต่ละรายได้ยื่นเอกสาร 2 ซอง ได้แก่ ซองที่ 1 ประกอบด้วยประวัติและเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและคุณลักษณะ และซองที่ 2 เป็นเอกสารแสดงแนวคิดการบริหารจัดการ ธปท. และวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจมหภาคของประเทศและเศรษฐกิจการเงินโลก นโยบายการเงิน นโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และนโยบายเกี่ยวกับระบบการชำระเงิน
แม้ว่ารายชื่อผู้สมัครทั้งหมดจะยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการโดยกระทรวงการคลัง แต่มีรายงานจากสื่อหลายสำนักที่กล่าวถึง 7 ตัวเต็งว่าที่ผู้กุมบังเหียนนโยบายด้านการเงินของประเทศ ได้แก่
กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทในการนำเสนอความคิดด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและเศรษฐกิจไทย
วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายธนาคารที่ได้รับแรงหนุนจากฝั่งการเมือง และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบาย Social Bank และการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงการสนับสนุนนโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาลปัจจุบัน
สมประวิณ มันประเสริฐ อดีตรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก และเครือข่ายของบรรยง พงษ์พานิช มีจุดแข็งด้านความเข้าใจบริบทเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างดี
อนุสรณ์ ธรรมใจ นักเศรษฐศาสตร์ มีบทบาทสำคัญในสถาบันปรีดี พนมยงค์ และเคยลงสมัครเมื่อปี 2563
รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพ สถาบันการเงิน ธปท. เป็นหนึ่งในสองผู้สมัครหญิง และได้รับแรงสนับสนุนจากบรรดานายแบงก์หลายคน
สุทธาภา อมรวิวัฒน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอบาคัส ดิจิทัล จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่มีบทบาทเบื้องหลังทางการเมือง
วิกรานต์ ศุภมงคล อดีตประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ทูแคปปิตอล นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีบทบาทในวงการการเงิน การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์
หลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร โดยคณะกรรมการสรรหาฯ มีกำหนดประชุมในวันที่ 20 มิถุนายน เพื่อคัดเลือกผู้ผ่านเข้าสู่รอบสัมภาษณ์
จากนั้น วันที่ 24 มิถุนายน ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนที่คณะกรรมการจะเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมต่อ รมว.คลัง ภายในวันที่ 2 กรกฎาคม และดำเนินการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
กระบวนการทั้งหมดนี้จะนำไปสู่คำตอบที่หลายฝ่ายจับตาว่าใครจะเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนที่ 25 ของไทย
กทม. เดินหน้า ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็ก’ (Clean Air Shelter) ของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร (ศพด.) ในที่ประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการใน 151 ศูนย์ โดยขณะนี้มีศูนย์ที่รายงานความก้าวหน้าแล้ว 137 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการ และมีพัฒนาการเป็นลำดับ
ผู้ว่าฯ ย้ำว่าโครงการนี้เป็นเรื่องสำคัญ และควรเร่งรัดเพื่อไม่ให้เด็กเล็กเสียโอกาส เนื่องจากเป็นโครงการที่ส่งผลในระยะยาวไม่ใช่เพียงแค่ทำแล้วจบไป พร้อมกำชับให้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน สำนักพัฒนาสังคมได้ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของศูนย์พัฒนาเด็กฯ ให้คำแนะนำการจัดทำโครงการ และดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมขอให้ศูนย์ต่างๆ รายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อการติดตามที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ชุมชนซอยสมหวัง เขตบึงกุ่ม ที่ดำเนินโครงการนำร่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในห้องเรียน และจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ภายใต้แนวคิด ‘ปลอดฝุ่น ปอดสะอาด หนูน้อยสุขภาพดี’
‘ข้าวมันไก่กันดั้ม’ ไวรัลในหมู่โอตาคุ
โลกออนไลน์ทั้งไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานของปรากฏการณ์ไวรัลที่ไม่คาดคิด เมื่อ ‘ข้าวมันไก่’ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากฉากในอนิเมะเรื่อง Mobile Suit Gundam GQuuuuuuX ตอนที่ 10 ซึ่งออกอากาศเมื่อไม่นานมานี้ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าเพียงคำพูดธรรมดาจากตัวละคร ‘น้องเนี้ยง’ (Nyaan) จะทำให้เมนูอาหารไทยอย่างข้าวมันไก่กลายเป็นไวรัลข้ามประเทศ
ในตอนที่ 10 ของ Gundam GQuuuuuuX ตัวละครน้องเนี้ยงพูดถึงข้าวมันไก่ที่เธอทำกินเอง และยังเก็บไว้ในกล่อง เป็นฉากสั้นๆ ที่ไม่มีความสำคัญทางโครงเรื่องแต่อย่างใด แต่กลับโดนใจผู้ชมอย่างจัง โดยเฉพาะแฟนๆ ชาวไทยที่ได้ยินน้องเนี้ยงออกเสียงคำว่าข้าวมันไก่ เป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘カオマンガイ’ (Kao-man-gai) ทั้งในบทพูดและซับไตเติล
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าน้องเนี้ยงอาจมีเชื้อสายไทย เนื่องจากผิวสีเข้ม หน้าตาละม้าย และชื่อ Nyaan ฟังคล้ายคำว่า ‘เหมียว’ ที่คนไทยใช้เรียกแมว ความเป็นไปได้เชิงวัฒนธรรมผสมกับความเอ็นดูในคาแรกเตอร์ ทำให้ชาวเน็ตเริ่มแชร์ฉากดังกล่าวพร้อมพูดถึงข้าวมันไก่กันอย่างออกรส
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง คำว่า カオマンガイ หรือข้าวมันไก่ กลายเป็นหนึ่งในคำค้นหายอดนิยมบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ของญี่ปุ่น ชาวเน็ตญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มค้นหารูปภาพและข้อมูลของเมนูดังกล่าว และพากันตกหลุมรักในรูปลักษณ์ของอาหารจานนี้ โดยเฉพาะภาพข้าวมันไก่จัดจานอย่างสวยงาม พร้อมน้ำจิ้มรสจัดจ้านและแตงกวาแนบข้าง
กระแสยังลุกลามมาถึงประเทศไทย เมื่อมีผู้ค้นพบเพจของ ‘ร้านเหมียวข้าวมันไก่’ ซึ่งชื่อร้านไปพ้องกับชื่อ Nyaan ในอนิเมะ ทำให้ชาวเน็ตไทยแห่เข้าไปแซวและคอมเมนต์กันอย่างสนุกสนาน จนแอดมินร้านต้องออกมาโพสต์ว่า “ขอเวลา 1-2 วัน ในการจัดระบบเดลิเวอรี” พร้อมติดแฮชแท็ก #กันดั้มยังต้องแวะ แถมยอดสั่งอาหารของร้านก็พุ่งขึ้นจริงๆ แบบไม่ทันตั้งตัว
ความสนุกยังแพร่กระจายไปถึงเพจของ เทศบาลเมืองสระบุรี ที่ถือโอกาสเข้าร่วมไวรัลด้วยการโพสต์ว่า “สระบุรี เมืองข้าวมันไก่ #มันจะไปกันใหญ่แล้ว”
กรณีข้าวมันไก่กันดั้ม กลายเป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในยุคโซเชียลมีเดีย ซึ่งเรื่องเล็กๆ อย่างบทสนทนาในอนิเมะสามารถเชื่อมโยงผู้คนหลายชาติได้ผ่านอาหารหนึ่งจาน
ข้าวมันไก่อาจเป็นของคุ้นเคยสำหรับคนไทย แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก นี่คือการค้นพบที่ตื่นเต้นไม่ต่างจากการได้ลองอะไรใหม่ครั้งแรก และเมื่อมีแบ็กกราวด์อย่างน้องเนี้ยงจากอนิเมะสุดฮิตเป็นแรงส่ง ความน่าสนใจของอาหารไทยจานนี้ก็ยิ่งพุ่งทะยานจนกลายเป็นไวรัลระดับนานาชาติ
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath