โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลปกครองกลาง ตีความชัด สรรหาเลขาธิการกสทช.เป็นอำนาจบอร์ด

PostToday

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 09.40 น.

หลังจากที่ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2568 ในคดีที่นางสุรางคณา วายุภาพ อดีตผู้เข้ารับการสรรหาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้อง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่มีการกระทำ “นอกเหนืออำนาจหน้าที่-ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ” ในการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่ประธาน กสทช.เป็นผู้ออกประกาศสรรหาเองโดยไม่ผ่านความเห็นขอบของบอร์ด กสทช. นั้น กำลังถูกสังคมจับตามองว่า กระบวนการสรรหาเลขาธิการกสทช.ครั้งใหม่จะเริ่มขึ้นหรือไม่

แหล่งข่าวจากกสทช.ระบุว่า ศาลมีคำพิพากษาพร้อมตีความชัดเจนว่า การบริหารงานบุคคลรวมถึงกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง เลขาธิการ กสทช. ต้องเป็นอำนาจของ กสทช.ทั้งคณะ ไม่ใช่อำนาจของประธานหรือบุคคลใดเพียงลำพัง ตามที่ประธาน กสทช. กล่าวอ้าง โดยเนื้อหาระบุชัดว่า ตามมาตรา 60 วรรค 1 บัญญัติว่า ให้สำนักงานกสทช.มีเลขาธิการกสทช.คนหนึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานกสทช.ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานกสทช.ตามมาตรา 61 วรรค 1 บัญญัติว่าให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของบอร์ดกสทช.เป็นผู้แต่งตั้งเลขาธิการกสทช.

พ.ร.บ.กสทชฯ กำหนดให้เลขาธิการกสทช.อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานและขึ้นตรงต่อประธานก็ตาม แต่ก็เป็นการกำหนดเพื่อให้การบริหารงาน การบริหารงบประมาณ และการบริหารงานบุคคลมีประสิทธิภาพและมีความเป็นเอกภาพ โดยให้ประธานมีหน้าที่กำกับดูแลแทนบอร์ดกสทชเท่านั้น ส่วนกรณีที่มาตรา 61 วรรค 1 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่าให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของบอร์ดกสทช.เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการกสทช.นั้น

หากพิจารณาเกี่ยวกับขั้นตอนการบริหารงานบุคคลแล้ว จะเห็นได้ว่าการสรรหาหรือการคัดเลือกบุคคลเป็นคนละขั้นตอนการกับการแต่งตั้งเมื่อมาตรา 58 แห่งพ.ร.บ.เดียวกันอยู่ในหมวดที่ 5 ว่าด้วยเรื่องสำนักงานกสทชได้กำหนดให้ บอร์ดกสทช เป็นผู้มีอำนาจในการออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตั้งแต่ตำแหน่งเลขาธิการกสทช.พนักงาน และลูกจ้าง ขั้นตอนในการสรรหาหรือการคัดเลือกเลขาธิการกสทช. จึงเป็นอำนาจของบอร์ดกสทช.

ส่วนขั้นตอนในการแต่งตั้งเลขาธิการกสทชเมื่อมาตรา 61 กำหนดว่าให้ประธานกสทช.เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการกสทช.โดยความเห็นชอบของบอร์ดกสทช.จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะว่าให้ประธานกสทช.เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งเลขาธิการกสทช.หลังจากที่บอร์ดกสทช.ให้ความเห็นชอบแล้ว

หากแปลความว่าประธานกสทช.มีอำนาจในการสรรหาหรือการคัดเลือกเลขาธิการกสทช.ด้วยย่อมไม่สอดคล้องกับการบริหารงานบุคคลที่แยกขั้นตอนแต่ละขั้นตอนออกจากกันไว้แล้วและไม่สอดคล้องกับมาตรา 63 (7) แห่งพ.ร.บ.กสทช. ที่กำหนดว่าในกรณีที่เลขาธิการกสทช.มีเหตุบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หย่อนความสามารถ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้กฎหมายได้ให้อำนาจบอร์ดกสทช.เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้เลขาธิการกสทช.ออกจากตำแหน่งได้ ซึ่งมีผลต้องให้มีการถอดถอนเลขาธิการกสทช.ตามมาตรา 61 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว

ทั้งนี้ มาตรา 61 มีความหมายแต่เพียงว่าให้ประธานกสทช.เป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งหรือถอดถอนเลขาธิการกสทช.แทนบอร์ดกสทช.เท่านั้น

นางสุรางคณา กล่าวว่า คำพิพากษาของคดีนี้ ทำให้ผู้ถูกฟ้อง มีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องมาตรา 157 จะโดยผู้ฟ้องหรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งก็ได้ ส่วนตัวขออ่านคำพิพากษาอย่างละเอียดก่อนแล้วคงจะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะตนต้องการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายให้กับองค์กรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ องค์กรจะได้เข้าที่เข้าทาง

ด้านแหล่งข่าวจากกสทช.ระบุต่อด้วยว่า ประธาน กสทช. น่าจะไม่ยอมให้มีการสรรหาเลขาธิการ กสทช. เช่นเดิม โดยอ้างว่าคดียังไม่สิ้นสุดและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้สรรหาเลขาธิการ กสทช.ใหม่ เหมือนดังที่ได้เคยอ้าง เมื่อครั้งที่มีคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตฯ เมื่อ 8 เม.ย. 2568 ที่ตัดสิน ยกฟ้อง 4 กสทช. และมีความเห็นว่า มติ กสทช.ที่เห็นชอบให้เปลี่ยนนายไตรรัตน์ฯ ออกจากรักษาการเลขาธิการฯ ชอบด้วยกฎหมาย แต่ประธาน กสทช.ก็ไม่ดำเนินการใดๆ แม้ว่ากรรมการ กสทช.ได้ทักท้วงไปหลายครั้งว่าต้องทำตามมติ

อย่างไรก็ตาม คงต้องดูกันต่อไปว่า ในคดีอื่นๆ ที่ ประธานกสทช. และ นายไตรรัตน์ ฟ้อง 4 กสทช.เสียงข้างมาก ทั้งทางอาญาและทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย ที่ส่วนใหญ่มีมูลเหตุมาจากการที่ 4 กสทช. ชี้แจงว่า ประธาน กสทช. ไม่มีอำนาจในการดำเนินการเรื่องสรรหาเลขาธิการกสทช.แต่เป็นอำนาจของกรรมการ กสทช. ทำให้มีการฟ้องในข้อหา ละเมิด ไขข่าว แพร่หลายข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียง นั้น จะจบลงอย่างไร ซึ่งคดีที่ยังเหลืออยู่ อาทิ เช่น

- วันที่ 17 ต.ค.2567 “สรณ” ฟ้อง กสทช.ธนพันธุ์ฯ ใน คดี พ4571/2567 เรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

- วันที่ 26 ธ.ค.2567 “สรณ” ฟ้อง กสทช.ธนพันธุ์ฯ พิรงรองฯ ศุภัชฯ สมภพฯ และ สำนักข่าวอิศรา ใน คดี พ5748/2567 เรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

- วันที่ 6 ธ.ค.2567 “ไตรรัตน์” ฟ้อง กสทช.ธนพันธุ์ฯ พิรงรองฯ ศุภัชฯ และ สมภพฯ ใน คดี พ5748/2567 เรียกค่าเสียหาย ในส่วนของเงินเดือนที่โจทก์ต้องเสียไปหากได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เดือนละ 55,371 บาท รวม 5 ปี เป็นเงิน 3.322,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

และชดใช้ค่าเสียหาย ในส่วนของเงินค่าตอบแทน ประจำตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ที่โจทก์ต้องเสียไปหากได้รับแต่งตั้ง เดือนละ 50,000 บาท รวม 5 ปี เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตลอดจนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในลำดับชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) แก่โจทก์ คนละ 10,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...