โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คลังชงเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 อัตรา สินค้าฟุ่มเฟือยจ่ายมากกว่า 7%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.ย 2565 เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2565 เวลา 01.56 น.

กระทรวงการคลังเสนอแนวคิดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 อัตรา ชี้สินค้าทั่วไปยังเก็บอัตราปกติ ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย “ยาสูบ-สุรา-ของแบรนด์เนม” จัดเก็บอัตราสูงกว่า 7% คาดสร้างรายได้เข้ารัฐกว่าแสนล้านบาท

วันที่ 26 กันยายน 2565 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เคยศึกษาแนวคิดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในระบบ 2 อัตรา คือการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราปกติที่ 7% สำหรับสินค้าทั่วไป และจัดเก็บอัตราสูงกว่า 7% สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย

เพื่อไม่ให้การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ และจะเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐกว่า 1 แสนล้านบาทด้วย โดยปัจจุบันก็มีบางประเทศนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มสองอัตรามาใช้เช่นเดียวกัน

“แนวคิดดังกล่าว จะทำให้การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งบริโภคสินค้าที่จำเป็นในชีวิต เพราะอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มยังอยู่ในอัตราเดิมที่ 7% แต่สำหรับสินค้าบางชนิด ที่ไม่จำเป็นหรือจัดอยู่ในสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น สุรา ยาสูบ ของแบรนด์เนม จะเก็บในอัตราที่สูงกว่าปกติ ซึ่งตามเพดานในกฎหมาย กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุดไม่เกิน 10%”

ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าภายในประเทศและสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2535 และที่ผ่านมากระทรวงการคลัง มีข้อเสนอที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย และฝ่ายการเมืองไม่ให้การสนับสนุน เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อประชาชน

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับลดภาษี ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ทำให้อัตราสูงสุดตามโครงสร้างลดลงเหลือ 35% จากเดิม 37% และปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30% ลงเหลือ 20% ส่วนการปรับขึ้นภาษีทำได้ค่อนข้างยากโดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม

“ที่ผ่านมามีการปรับลดอัตราภาษีมาโดยตลอด ขณะที่รายจ่ายของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ที่ทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ รวมเป็น 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานของการก่อหนี้สาธารณะ เป็นไม่เกิน 70% จากเดิมอยู่ที่ไม่เกิน 60% เพื่อรองรับการขยายตัวของภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น”

ขณะเดียวกัน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากการบริโภค ถือว่าเป็นระบบภาษีที่มีความเป็นธรรมและไม่ซ้ำซ้อน โดยเก็บในอัตรา 7% สำหรับทุกสินค้าที่มีการบริโภค ยกเว้นบางสินค้า ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มคือผู้ประกอบกิจการขายสินค้าพืชผลทางการเกษตร สัตว์ไม่ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน และรวมถึงผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ กรมสรรพากรถือว่าเป็นกรมจัดเก็บภาษีที่สำคัญของรัฐบาล และทำรายได้เข้ารัฐบาลมากที่สุด โดยปีงบประมาณที่แล้วกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีให้รัฐบาลรวม 1.87 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 80% ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 กรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีได้แล้ว 1.67 ล้านล้านบาท

ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มกว่า 7.66 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 18.5% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 17.3% โดยรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม คิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของรายได้ทั้งหมดของกรมสรรพากร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...