บุกกกต.เชียงใหม่จี้รับรอง ส.ส. ชี้ 'เปลี่ยนคำขวัญ' ไม่ช่วยดึงมาตรฐาน
บุก กกต.เชียงใหม่จี้รับรอง ส.ส. ชี้เปลี่ยนคำขวัญไม่ช่วยดึงมาตรฐาน
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน สืบเนื่องกรณี ชาวเชียงใหม่และอาจารย์นักวิชาการ นัดหมายยื่นหนังสือต่อ กกต.เชียงใหม่ในวันที่ 14 มิถุนายนเพื่อเร่งรัดให้มีการประกาศรับรอง ส.ส. พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสมทบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาราว 10.00 น. กลุ่มประชาชนและนักวิชาการรวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.เชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมอาทิ ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่, ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มช., นางภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลชื่อดัง, นายชำนาญ จันทร์เรือง แกนนำคณะก้าวหน้า และ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เป็นต้น
ต่อมา นางภัควดี เป็นตัวแทนอ่าน จ.ม.เปิดผนึก ความดังนี้ จดหมายเปิดผนึกจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
ถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ประเทศไทย)
ด้วยงบประมาณ 5,945 ล้านบาท และระยะเวลาทำงานถึง 5 ปี หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2561 รวมทั้งมีประสบการณ์จัดการเลือกตั้งมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2562 ประชาชนคนไทยทุกคนย่อมคาดหวังว่า องค์กรอิสระที่เราเรียกกันว่า กกต. จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต โปร่งใส มีปัญหาน้อยที่สุดสำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
แต่การณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม การเลือกตั้งปี 2566 นับว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีการจัดการอย่างไร้ประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส ผิดพลาดและเต็มไปด้วยความด้อยพัฒนามากที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย ไม่น่าเชื่อว่ามาจนถึงยุคดิจิทัล 4.0, 5.0 ขนาดนี้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ กกต.จัดการ ราวกับผุดโผล่ออกมาจากยุคสมัย 40-50 ปีที่แล้ว ตั้งแต่การจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง การขนส่งบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการนับคะแนน
กกต.ชุดนี้ถูกวิจารณ์มาตั้งแต่การแบ่งเขตอย่างไม่สมเหตุสมผล การเลือกตั้งล่วงหน้าที่เกิดข้อผิดพลาดมากมาย เจ้าหน้าที่เขียนเขต หรือรหัสหน้าซองเลือกตั้งล่วงหน้าผิด ทั้งๆ ที่ กกต.มีงบประมาณการเตรียมความพร้อมแก่เจ้าหน้าที่ถึงสามร้อยกว่าล้านบาท แต่ทำไมเจ้าหน้าที่จำนวนมากกลับทำหน้าที่ผิดพลาดราวกับไม่เคยได้รับการอบรมใดๆ มาเลย
การกำหนดเลขผู้สมัครผู้แทนราษฎรเขตกับเลขบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ไม่ตรงกัน จดจำยาก ไม่เอื้ออำนวยความสะดวก แต่ดูเหมือนจงใจสร้างความลำบากแก่ประชาชนมากกว่า ราวกับการไปดูงานต่างประเทศของ กกต.ชุดนี้ ตั้งใจไปดูงานเพื่อกลับมาจัดการเลือกตั้งให้ตรงข้ามกับตัวอย่างการจัดการเลือกตั้งที่ดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยความไร้ประสิทธิภาพและไม่น่าไว้วางใจของ กกต. จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาเป็นอาสาสมัครจับตามองการลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง แต่แทนที่ กกต.จะสำนึกสำเหนียกและรีบปรับปรุงการทำงานของตนให้ดีขึ้น กกต.กลับยิ่งแสดงความไร้ประสิทธิภาพด้วยการประกาศผลการเลือกตั้งล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผล ปล่อยเวลาไปหลายสัปดาห์กว่าจะประกาศนับคะแนนใหม่ 47 หน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งการมีบัตรเสียมากถึง 3 ล้านใบ โดยที่มีบัตรเสียจำนวนมากกลายเป็นบัตรเสียเพียงแค่ขีดกากบาทไม่สวยถูกใจเจ้าหน้าที่นับคะแนน หรือบังเอิญมีจุดหมึกแต้มขึ้นมานิดหน่อยในรอยลากเส้น เรื่องเหล่านี้ไม่มีคำอธิบายใดๆ จาก กกต. ว่าหลักปฏิบัติที่ขัดกับสามัญสำนึกของคนทั้งโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
จวบจนวันนี้ 14 มิถุนายน ผ่านไปครบหนึ่งเดือนจากวันเลือกตั้ง กกต. ก็ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 การประกาศรับรองล็อตแรกใช้เวลา 14 วัน กกต.ก็เป็นชุดเดียวกัน แต่ทำไมกลับมีพัฒนาการถอยหลัง ประชาชนคนไทยต้องการให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่มีข่าวว่า กกต.จะรับรองผลทั้งหมดภายในวันที่ 27 มิถุนายน เพื่อให้ทันกับสมาชิก กกต. คนหนึ่งจะหมดวาระเพราะอายุครบ 70 ปีนั้น ขอถามว่าประเทศไทยหมุนรอบตัว กกต. หรือถึงได้กำหนดเวลาที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศโดยเอาความสะดวกสบายของตัวเองเป็นที่ตั้ง
ประชาชนรู้ดี กกต.ก็รู้ดี ว่าที่มาของ กกต.ชุดนี้มาจากไหน มาจากใคร มาอย่างไร แม้พวกท่านจะได้รับการแต่งตั้งจากคนนอกกฎหมายที่ฉีกรัฐธรรมนูญทำรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ แต่ช่วงเวลา 5 ปีที่พวกท่านได้รับเงินเดือนรวมกันไปหลายร้อยล้านบาท พวกท่านก็ต้องทราบดีเช่นกันว่าเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ของท่านล้วนมาจากภาษีของประชาชน ถ้าหากท่านมีความตระหนักสำนึกในข้อนี้บ้าง ก็ควรทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติในบั้นปลายของชีวิต เร่งรัดการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และเลิกจ้องจับผิดนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาอย่างไร้สาระเสียที
พวกท่านเป็น “ข้า” ของหลวงด้วยยศตำแหน่ง แต่พวกท่านก็เป็น “ข้า” ของราษฎรด้วยการเลี้ยงดู ขอให้ท่านระลึกถึงข้อนี้ไว้
สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนคำขวัญสโลแกนประจำสำนักงานกี่ร้อยครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของท่านได้มาตรฐานขึ้นมา การกระทำย่อมเสียงดังกว่าคำขวัญไร้แก่นสาร อย่าให้ประชาชนต้องตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “กกต.มีไว้ทำไม?”
ด้วยความไม่นับถือ
ประชาชนชาวไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง