โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

การส่องกล้องวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 พ.ค. 2566 เวลา 07.08 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2566 เวลา 06.24 น.

แพทย์ชี้การส่องกล้องวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมแนะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

ระบบทางเดินอาหารมีการทำงานที่ซับซ้อน และอาจไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจนตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรค อาการต่าง ๆ ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งเราไม่ควรมองข้าม ในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งรู้เร็วยิ่งมีโอกาสป้องกันได้

ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีในการตรวจคัดกรอง ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ดังนั้น การป้องกันคือการตรวจพบให้เร็วที่สุด เพื่อหยุดโรคร้ายได้แต่เนิ่น ๆ

ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ เพราะจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

ปัจจุบันการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ด้วยกล้องที่มีขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยืดหยุ่น โค้งงอได้ ทำให้มีความปลอดภัย โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย อีกทั้งระหว่างการตรวจจะมียาระงับความรู้สึกหรือบางรายอาจได้ยานอนหลับ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายและไม่กังวล

ศ.พญ.วโรชา มหาชัย ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพทางเดินอาหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) กล่าวว่า อาการที่สังเกตได้ว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับลำไส้คือ ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หรือคลำก้อนได้ในท้อง อาเจียน ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน อุจจาระลำเล็กลง ถ่ายเป็นเม็ดกระสุน ท้องผูก หรือท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

มีปัญหาด้านการกลืน เช่น กลืนลำบาก กลืนติด กลืนแล้วเจ็บ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมีติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ด้วย หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคโดยเร็วที่สุด

การส่องกล้องวินิจฉัยโรคทางลำไส้ใหญ่

โดยในการส่องกล้องเพื่อวินิจฉัยโรคทางลำไส้ใหญ่หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่

1.การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy)

เป็นการใช้กล้องเอ็นโดสโคปซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.9 เซนติเมตร ยืดหยุ่น โค้งงอได้ มีเลนส์กล้องและแสงไฟที่ปลายท่อ สอดเข้าทางปาก เพื่อตรวจหาความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น

โดยส่วนปลายของกล้องจะมีเลนส์ขยายภาพ ส่งภาพมายังจอมอนิเตอร์ ทำให้แพทย์เห็นภายในอวัยวะที่ตรวจได้อย่างตรงจุด จะช่วยการวินิจฉัยสาเหตุของอาการโรคทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง น้ำหนักลดผิดปกติ ขับถ่ายผิดปกติ ช่วยประเมินปัญหาความผิดปกติของก้อนเนื้อซึ่งกล้องแสดงให้เห็นลักษณะของก้อนเนื้อ แผลในลำไส้ที่ผิดปกติ หรือการอักเสบได้

2.การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

เป็นการใช้กล้อง Colonoscope เป็นท่อขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 150 เซนติเมตร ยืดหยุ่น โค้งงอได้ โดยจะสอดกล้องเข้าทางทวารหนักอย่างช้า ๆ เข้าถึงส่วนของลำไส้ใหญ่ตอนต้น เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก

สามารถวินิจฉัยโรคของลำไส้ได้อย่างตรงจุด โดยคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บ มีความปลอดภัย ใช้เวลาตรวจประมาณ 20-30 นาที หรือขึ้นอยู่กับความยาวลำไส้ใหญ่ของคนไข้

ช่วยในการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ และรักษาก้อนเนื้องอกแบบที่ไม่ใช่มะเร็ง (polyps) ที่เจริญเติบโตขึ้นที่บริเวณผนังลำไส้ใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นมะเร็ง อีกทั้งสามารถตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และสามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที

ข้อปฏิบัติก่อน-หลังส่องกล้อง

ก่อนเข้ารับการตรวจ 1 วัน คนไข้ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ ที่ไม่มีกากใย เช่น ซุป อาหารอ่อน หรือโจ๊ก น้ำผลไม้ชนิดใส เป็นต้น

และก่อนเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ควรต้องทำความสะอาดเพื่อให้แพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน โดยทานยาระบาย ซึ่งควรทำในคืนก่อนเข้ารับการตรวจส่องกล้อง

ในกรณีที่คนไข้มีโรคประจำตัวและยาที่ต้องใช้เป็นประจำควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการหยุดยาบางตัวที่มีผลต่อการส่องกล้องก่อน งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ (งดอาหารและน้ำหลังเที่ยงคืน)

หลังการตรวจส่องกล้อง คนไข้ควรนอนพัก 1-2 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน เพื่อสังเกตอาการ อาจมีอาการอึดอัดท้อง ท้องอืด เนื่องจากมีลม อาการจะทุเลาลงหลังการตรวจ และไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง ต้องมีผู้ดูแลอยู่ด้วยเสมอ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากการได้รับยาระงับความรู้สึก หรือยานอนหลับได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีที่สุดคือป้องการความเสี่ยงการเกิดโรคตั้งแต่เริ่มต้น โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง พยายามเลี่ยงอาหารไขมันสูง เนื้อแดง อาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานผักและผลไม้ในทุกมื้ออาหาร รวมถึงการพักผ่อนที่เพียงพอในแต่ละวัน ก็จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...