สทนช.เตือน 6 จังหวัดเจ้าพระยา รับน้ำเพิ่ม 20-60 ซม.หลังเขื่อนปรับระบายน้ำ
วันนี้ (30 ก.ค.2569) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศฉบับที่ 8/2569 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำผลกระทบจากการปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา
โดยสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ในอัตรา 2,326 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาประมาณ 400 - 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มาสมทบ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศพบว่า จะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ในช่วงวันที่ 30 ก.ย. - 4 ต.ค.2569 ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง และกรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ ที่สถานี C.2 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,700 - 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงต้องมีการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ระบบชลประทาน
ในการนำน้ำเข้าคลองต่าง ๆ ทั้งด้านฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ได้มากที่สุดตามศักยภาพคลองชลประทาน ด้วยความจำเป็นดังกล่าวการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบบขั้นบันไดและกระทบต่อความเสียหายของพื้นที่เหนือเขื่อนและใต้เขื่อนให้น้อยที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 20 - 60 เซนติเมตร พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ดังนี้
- จ.ชัยนาท (อ.สรรพยา)
- จ.สิงห์บุรี (อ.พรหมบุรี เมืองสิงห์บุรี และอินทร์บุรี)
- จ.อ่างทอง (อ.เมืองอ่างทอง ไชโย ป่าโมก และวิเศษชัยชาญ)
- จ.พระนครศรีอยุธยา (อำเภอบางซ้าย เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน ลาดบัวหลวง และบางไทร)
- จ.ปทุมธานี (อ.สามโคก และเมืองปทุมธานี)
- จ.นนทบุรี (อ.เมืองนนทบุรี บางกรวย และปากเกร็ด)
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ
ถึงปลายน้ำและอิทธิพลของการขึ้น - ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
2. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
3. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์
อ่านข่าว :
"สมุทรสงคราม" เตือนภัยมวลน้ำแม่กลองทะลัก "บางคนที-อัมพวา"
"เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" แจ้งเตือน 1-3 ต.ค. ระบายน้ำเพิ่ม 230-500 ลบ.ม./วินาที
"ฉะเชิงเทรา" พื้นที่รับน้ำ จมบาดาลนาน 5 วัน หลายจุดถูกตัดขาด