น้ำมัน WTI ปิดร่วง 2% รับความหวังหยุดยิง “สหรัฐ-อิหร่าน”
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงราว 2% ในวันศุกร์ (25 ก.ย.) ท่ามกลางความหวังที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล แม้นักลงทุนยังกังวลว่าการโจมตีซาอุดีอาระเบียที่เพิ่มขึ้นโดยกลุ่มฮูตีอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันจากผู้ผลิตรายสำคัญในตะวันออกกลางก็ตาม
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 2.20 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 92.41 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 2.28 ดอลลาร์ หรือ 2.1% ปิดที่ 104.32 ดอลลาร์/บาร์เรล
ในรอบสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมัน WTI ลดลงราว 8% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นไม่ถึง 1%
แหล่งข่าวใกล้ชิดการเจรจาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังหารือกันที่นครนิวยอร์กถึงแนวทางยุติสงครามแบบเป็นขั้นตอน ซึ่งจะรวมถึงการที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน
อย่างไรก็ตาม อิหร่านระบุว่าจะไม่ยืดหยุ่นในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ แม้สหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ตลาดน้ำมันกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง เนื่องจากตลาดยังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะห้ามส่งออกดีเซล ขณะที่กระแสข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าทางการทูตเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็เพิ่มแรงขายในวันศุกร์
กระแสข่าวว่าสหรัฐฯ อาจห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลกำลังทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐฯ กับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกกว้างขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดคาดว่าโรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐฯ จะกลั่นน้ำมันดิบลดลง หากผลผลิตดีเซลไม่สามารถส่งออกได้และต้องเก็บไว้ในประเทศ
ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบเบรนท์กับ WTI เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่สัญญาน้ำมันเบนซินล่วงหน้าของสหรัฐฯ ร่วงลงราว 4% ในวันศุกร์
ผู้บัญชาการทหารของซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เตรียมหารือเรื่องความช่วยเหลือแก่ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญการโจมตีจากกลุ่มฮูตีในเยเมนที่มีความใกล้ชิดกับอิหร่าน
กลุ่มฮูตีได้เปิดฉากโจมตีรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย และยิงโจมตีเข้าใส่ซาอุดีอาระเบียหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของสงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
ข้อมูลเบื้องต้นจาก Kpler ซึ่งติดตามการเดินเรือ ระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ 33.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่เริ่มต้นวันที่ 20 ก.ย. ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของสัปดาห์ก่อนหน้า
ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน น้ำมันราว 20% ของอุปทานทั่วโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้
ขณะเดียวกัน เดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำจีน เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนระหว่างการหารือกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนว่า การที่จีนให้ความช่วยเหลืออิหร่านเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ข้อตกลงใด ๆ ที่ช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการพลังงาน
ส่วนโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า สหรัฐฯ เสนอให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 3 ฝ่ายระหว่างยูเครนและรัสเซีย เพื่อหารือความพยายามยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 4 ปีครึ่ง
สำนักข่าวรัสเซียรายงานว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดสำหรับการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับยูเครนที่ดำเนินมานาน 4 ปีครึ่งยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่รัสเซียยังจำเป็นต้องประเมินว่าข้อเสนอใดเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ยูริ สลิวซาร์ ผู้ว่าการภูมิภาครอสตอฟของรัสเซียกล่าวว่า การโจมตีด้วยโดรนสร้างความเสียหายแก่โรงกลั่นน้ำมันโนโวชาเคอร์ตินสค์ ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว
การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของรัสเซียด้วยโดรนอย่างหนักเกิดขึ้นหลังการหารือที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติในนครนิวยอร์กเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการหยุดยิงระหว่างยูเครนและรัสเซียที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน
ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอาจเปิดทางให้รัสเซียส่งออกพลังงานได้มากขึ้น โดยข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกในปี 2568 รองจากสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย