โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ดาวโจนส์” ปิดบวก 152 จุด คลายกังวลดอกเบี้ยเฟด หลังตัวเลขจ้างงานต่ำคาด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. เวลา 02.10 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันศุกร์ (7 ส.ค.) โดยดัชนี S&P500 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดการณ์ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลและลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ขณะเดียวกันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาแข็งแกร่งยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) ปิดที่ 54,036.93 จุด เพิ่มขึ้น 151.83 จุด หรือ 0.28% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,757.64 จุด เพิ่มขึ้น 47.68 จุด หรือ 0.62% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,690.62 จุด เพิ่มขึ้น 342.26 จุด หรือ 1.30%

สำหรับภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.96% ดัชนี S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.58% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.19% โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีทำผลงานรายสัปดาห์ได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ช่วยบรรเทาความกังวลของตลาดเกี่ยวกับการทุ่มงบลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมประจำเดือนกรกฎาคม พบว่าปรับตัวลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 80,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการปรับลดตัวเลขการจ้างงานในช่วง 2 เดือนก่อนหน้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.1% ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 4.2% ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากมีแรงงานส่วนหนึ่งตัดสินใจออกจากตลาดแรงงาน

เครื่องมือติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย CME FedWatch บ่งชี้ว่า นักลงทุนได้ปรับลดคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปลงมาอยู่ที่ระดับ 44% จากระดับ 55% เมื่อวันพฤหัสบดี และลดลงจากระดับ 67% ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า

นอกจากนี้ ความคืบหน้าของแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ได้ช่วยลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ความกังวลด้านปัญหาเงินเฟ้อปรับตัวลดลง และยังเป็นปัจจัยกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามไปด้วย

ข้อมูลอ้างอิงจาก LSEG ระบุว่า ฤดูกาลรายงานผลประกอบการกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย โดยพบว่าบริษัทจดทะเบียนจำนวน 436 แห่งในดัชนี S&P500 ที่ได้รายงานผลการดำเนินงานไปแล้วจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ มีถึง 85.1% ที่ทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับ 68% นับตั้งแต่ปี 2537 อย่างมาก ทั้งนี้ ภายใต้การบริหารของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ เฟดแทบไม่ได้ส่งสัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน ทำให้นักลงทุนต้องหันมาให้น้ำหนักกับการประเมินข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจและการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นหลัก

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวที่โดดเด่น บริษัท สเปซเอ็กซ์ หรือ SpaceX ของนายอีลอน มัสก์ ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 15.8% ในวันศุกร์ หลังจากเงื่อนไขการห้ามซื้อขายหุ้น (Lock-up) ชุดแรกได้สิ้นสุดลง ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ด้าน บริษัท แอตลาสเซียน หรือ Atlassian ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการทำงานร่วมกัน ราคาหุ้นทะยานขึ้น 35.3% ทำสถิติปรับตัวเพิ่มขึ้นภายในวันเดียวที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ บริษัท ไมโครชิป เทคโนโลยี หรือ Microchip Tech ผู้ผลิตชิปชั้นนำ ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.9% ซึ่งเป็นสถิติการบวกแรงสุดในรอบกว่า 15 เดือน หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยคาดการณ์รายได้ประจำไตรมาสสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

ส่วน บริษัท แอร์บีเอ็นบี หรือ Airbnb แพลตฟอร์มให้บริการที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.4% ก้าวขึ้นเป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในดัชนี S&P500 หลังจากบริษัทสามารถทำรายได้ในไตรมาสที่ 2 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ในทางกลับกัน บริษัท เทรดเดสก์ หรือ Trade Desk ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโฆษณาดิจิทัล ราคาหุ้นร่วงลง 21.9% กลายเป็นหุ้นที่ปรับตัวย่ำแย่ที่สุดในดัชนี S&P500 หลังจากบริษัทเปิดเผยคาดการณ์รายได้ในไตรมาสที่ 3 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...