โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ จ่อรื้อกำแพงภาษีรอบใหม่ เล็งเก็บ 10-12.5% ไทยติดโผ 60 ประเทศคู่ค้า

Thai PBS

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

วันนี้ (23 ก.ค.2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั่วโลกกำลังจับตาการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าพื้นฐานในอัตราร้อยละ 10 ที่ใช้กับหลายประเทศทั่วโลก กำลังจะสิ้นสุดลงตามกำหนด โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่ได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อใช้แทนมาตรการเดิมที่กำลังหมดอายุ

เบื้องต้นมีการประเมินว่า ประเทศคู่ค้าราว 60 ประเทศ อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่

ก่อนการประกาศมาตรการชุดใหม่ หลายประเทศได้เผชิญกับการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ แล้ว โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลในอัตราร้อยละ 25 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมให้เหตุผลว่าบราซิลมีแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและเป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีบราซิลยืนยันว่า ประเทศยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณความจริงใจจากอีกฝ่าย พร้อมประกาศเตรียมหาตลาดส่งออกใหม่รองรับสินค้าที่อาจไม่สามารถจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้

ก่อนหน้านี้ไม่นาน สหรัฐฯ ยังประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน สะท้อนทิศทางการใช้นโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น

เปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 เป็นฐานกฎหมาย

หนึ่งในประเด็นสำคัญของมาตรการครั้งนี้ คือ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นเครื่องมือในการดำเนินมาตรการภาษีชุดใหม่ หลังมาตรการเดิมที่ใช้อำนาจตามกฎหมายอีกฉบับถูกศาลสหรัฐฯ วินิจฉัยให้เป็นโมฆะ

มาตรา 301 ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบว่า ประเทศคู่ค้ามีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือไม่ หากพบการกระทำดังกล่าว รัฐบาลสามารถตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า หรือใช้มาตรการทางการค้าอื่นได้

เครื่องมือนี้เคยถูกใช้มาแล้วในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และถูกมองว่า มีฐานกฎหมายที่แข็งแรงกว่าเดิม ลดความเสี่ยงที่จะถูกศาลเพิกถอน

ไทยอยู่ในข่ายได้รับผลกระทบ

รายงานระบุว่า มาตรการภาษีรอบใหม่อาจครอบคลุมประเทศในสหภาพยุโรป ประเทศในเอเชียตะวันออก รวมถึงหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน

เบื้องต้นคาดว่า อัตราภาษีนำเข้าชุดใหม่จะอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 10-12.5 เพื่อใช้ทดแทนอัตราภาษีพื้นฐานเดิมที่ร้อยละ 10 ซึ่งกำลังจะหมดอายุ

นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมองว่า การดำเนินมาตรการภาษีรอบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจเป็นการเปิดฉากสงครามการค้าระลอกใหม่อย่างเป็นทางการ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อผลักดันนโยบาย America First หรือ อเมริกาต้องมาก่อน

หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง จะส่งผลให้ต้นทุนของผู้ส่งออกในหลายประเทศเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก สร้างความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน อีกทั้งยังซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าอาจทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลต่อทิศทางการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

อ่านข่าว :

ส.นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ห่วงใยสื่อมวลชนเผชิญภาวะเลิกจ้าง

ป.ป.ส.-ตร.ปส. เร่งเจรจาเมียนมาตามตัว "โรสโรส" เครือข่าย "พ.อ.จะลอโบ่"

กกพ.ตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 3.95 บาท ใช้เงิน Claw back 16,127 ล้าน อุ้มค่าเอฟที

นายกฯ แถลงทลายเครือข่ายลอบใช้ไฟทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องกว่า 1,900 เครื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

สสน.เตือนปี 69 เสี่ยงท่วมซ้อนแล้ง (23 ก.ค.69) I ตรงประเด็น

16 นาทีที่แล้ว

นายกฯ อนุทิน ฟ้อง “เป๋า ไอลอว์” ปมเปิด 9 ชื่อโยงคดีฮั้ว (23 ก.ค.69) I ตรงประเด็น

20 นาทีที่แล้ว

ประณามเหตุยิงจุดตรวจบูเก๊ะซามี นายกฯ กำชับเฝ้าระวังทุกจุด หลังความรุนแรงถี่ขึ้น

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ก.ล.ต.กล่าวโทษ Bitkub-อดีตกรรมการบริษัท ปมไม่แจ้งเหตุถูกแฮก 1,700 ล้านบาท

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...