โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

GLOBAL แย้มครึ่งปีหลังโตต่อ ลุยเปิด 2 สาขาใหม่ “อุดรธานี-พะเยา” พร้อมคุมต้นทุนอยู่หมัด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 12 ส.ค. เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. เวลา 06.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายยุทธนา สุริยวนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดูแลงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL เปิดเผยภาพรวมธุรกิจในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ 955.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.61% ขณะที่มีรายได้จากการขาย 8,170.98 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากส่วนแบ่งกำไรการค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทประเมินว่ายอดขายรวมทั้งปีจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มติดลบเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะดีกว่าปีก่อน จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 27-28% โดยมองว่าการขยายตัวของมาร์จิ้นไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนและการปรับพอร์ตสินค้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ยอดขายอาจได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ

สำหรับแผนการขยายสาขาในประเทศ ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สาขาบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว และสาขาเชียงคำ จังหวัดพะเยา ขณะที่ในปี 2570 มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกประมาณ 4-5 แห่ง

ด้านการขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศลาวจะเน้นการปรับปรุงสาขาเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น พร้อมมีแผนเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ภาคเหนืออีก 1-2 แห่ง

ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2569 มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 2 แห่ง และในปี 2570 มีแผนเปิดเพิ่มอีก 1-2 แห่ง เพื่อสร้างความครอบคลุมของพื้นที่ ขณะที่ประเทศเมียนมายังคงเดินหน้าขยายสาขาตามแผนงานที่วางไว้

นายยุทธนากล่าวว่า แม้ยอดขายอาจได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย และการปรับพอร์ตสินค้า เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะ GPM ที่ในไตรมาส 2/2569 ยังคงขยายตัวได้ดี สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของทีมงานภายใน

สำหรับโครงสร้างรายได้ตามกลุ่มสินค้า กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็กและปูน มีสัดส่วนประมาณ 30-35% ขณะที่สินค้า Private Brand มีสัดส่วนประมาณ 27.5% ในไตรมาสล่าสุด ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าแบรนด์อื่น ๆ

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า Private Brand ครอบคลุมเกือบทุกกลุ่มสินค้า ยกเว้นบางประเภท เช่น ปูนและเหล็กเส้น โดยบริษัทมีเป้าหมายในการพัฒนาพอร์ตสินค้า Private Brand อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...